วันเสาร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564
สำนักข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งได้ออกมานำเสนอบทสัมภาษณ์เจ้าของร้านขายปืนในหลายพื้นที่ของสหรัฐอเมริกา ที่เปิดเผยอัตรายอดการจำหน่ายปืนหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า มีคนเอเชียเข้ามาซื้อจำนวนมากขึ้นแบบก้าวกระโดด เพราะหวาดกลัวการถูกทำร้ายที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
“ยอดขายปืนที่ร้านเพิ่มขึ้นถึง2 เท่าในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิดและครึ่งของคนที่มาซื้อทั้งหมด พวกเขาเป็นชาวเอเชีย นอกจากนั้น ยังมีการซื้ออาวุธป้องกันตัวอื่นๆ ร่วมด้วย เช่นสเปรย์พริกไทย เครื่องช็อตไฟฟ้า” จิมมี่ กงเจ้าของร้านค้าปืน Jimmy’s Sport Shop ในเมืองนิวยอร์ก
“โรคระบาดทำให้เรามีลูกค้าชาวเอเชียจำนวนมากแห่กันมาซื้อปืนพก และปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ ซึ่งได้รับความนิยมในร้านขายปืนทั่วประเทศ และยอดขายพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19” เจอร์รี่ ฮวางพนักงานขายปืนจากร้าน Wade’s Eastside Guns จากรัฐวอชิงตัน
“ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาผู้ซื้อปืนชาวเอเชียอ้างถึงอาชญากรรม ที่เกิดจากความเกลียดชังชาวเอเชีย ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้พวกเขาต้องแสวงหาอุปกรณ์ป้องกันตนเอง” เดวิด หลิว เจ้าของร้านปืน Arcadia Firearm & Safety แห่งแคลิฟอร์เนีย
อ้างอิงจากข้อมูลของสมาคมการค้าแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา สำหรับอุตสาหกรรมปืนโดยเฉพาะ ได้ระบุว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19ทำให้จำนวนผู้ซื้อปืนครั้งแรกมีมากถึง 8.4 ล้านราย ทำให้มียอดขายปืนในปี 2020 รวมแล้ว 39.69 ล้านกระบอก และแม้ว่าในช่วงต้นของการระบาด คือ ต้นปี 2020 จะมีผู้ซื้อปืนชาวเอเชียไม่ถึง 4% แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 1 ปี อัตราดังกล่าวขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับจำนวนอาชญากรรมอันเกิดจากความเกลียดชังชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียที่เพิ่มขึ้นเป็น 149% ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด ตามการอ้างอิงของศูนย์ศึกษาความเกลียดชัง และความรุนแรง มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ซานเบอร์นาดิโน ซึ่งนักวิจัยพบว่า อาชญากรรมจากความเกลียดชังที่เพิ่มขึ้น มาจากสาเหตุที่ชาวเอเชียในอเมริกาตกเป็นเหยื่อของการเหยียดเชื้อชาติ และถูกกล่าวหาว่า เป็นสาเหตุของการแพร่ระบาดไวรัส ดังนั้น ด้วยทัศนคติเชิงลบต่อชาวเอเชียเช่นนี้ จึงส่งผลให้ชาวเอเชียหันมาพกอาวุธปืนกันอย่างแพร่หลาย
นี่เป็นประเด็นอันอ่อนไหวและสร้างความกังวลอย่างมากต่อคนเชื้อสายเอเชีย ที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ ยุโรป สแกนดิเนเวีย หรือแม้แต่ในบางเมืองของออสเตรเลียก็ตาม และแน่นอนว่า ไวรัสโควิด-19 เป็นสาเหตุสำคัญที่สร้างความเกลียดชังเหล่านั้นต่อคนเอเชีย เพราะบางคนมีความเชื่อในเรื่องของต้นตอไวรัสที่มาจากจีน และนำการแพร่ระบาดไปยังหลายพื้นที่ของโลกซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ ก็ได้ถูกตอกย้ำอย่างเข้มข้นโดยอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ “นายโดนัลด์ ทรัมป์” ที่เรียกโควิด-19 ว่าเป็น “ไวรัสจีน” รวมไปถึงการประกาศให้ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นของสหรัฐฯจากการแพร่ระบาดของไวรัสจากทางการจีนด้วย
แม้นักวิเคราะห์ทางการเมืองหลายท่านเข้าใจว่า การเอาจีนมาเป็นต้นเหตุของไวรัส และประกาศสงครามน้ำลายของอดีตประธานาธิบดี จะเป็นลีลาการหาเสียงอย่างมีชั้นเชิง คือ การสร้างศัตรูร่วมให้กับชาวอเมริกัน ด้วยการปลุกกระแสรักชาติแต่ในส่วนของผู้สนับสนุนนายโดนัลด์ ทรัมป์ซึ่งมีความเป็นชาตินิยมสูงอยู่ในตัวแล้ว ประกอบกับได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส ด้วยทั้งหมดตรงนี้จึงอาจเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ ว่าทำไมกรณีการเหยียดเชื้อชาติ และกระทำรุนแรงต่อชาวเอเชีย จึงมีสถิติที่เพิ่มมากขึ้น
ล่าสุด (16 มี.ค. 2021) เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ในสหรัฐอเมริกา มีเหตุกราดยิงอย่างอุกอาจตามร้านให้บริการสปา จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน และพบว่า 6 คน เป็นผู้หญิงเชื้อสายเอเชีย ส่วนอีก 2 เป็นชายผิวสี และชายชาวสเปนและแม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะออกมาแถลงว่า “โรเบิร์ต แอรอนลอง” ฆาตกรวัย 21 ปีได้อ้างว่า มีอาการเสพติดเซ็กซ์ (SexAddiction) และเห็นว่า สปาเป็นสถานที่ยั่วยุ ดังนั้น จึงต้องทำการเลวร้ายเช่นนั้น พร้อมปฏิเสธว่าการก่อเหตุครั้งนั้นไม่ได้มีแรงจูงใจเกี่ยวกับเชื้อชาติแต่อย่างใด ซึ่งก็ได้มีการออกมายืนยันจากสปาทั้ง 3 แห่งอันเป็นสถานที่เกิดเหตุแล้วว่า ไม่ได้มีการเปิดให้บริการทางเพศ และสังคมออนไลน์ก็ได้ตั้งคำถามต่อการแถลงที่เกิดขึ้นว่าทำไมเป้าหมายของฆาตกรต้องเป็นคนต่างชาติ โดยเฉพาะผู้หญิงชาวเอเชีย
แน่นอนว่า กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย Stop AAPI Hateก็ออกมาแสดงความเป็นห่วงต่อกรณีนี้ พร้อมเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะเชื้อสายเอเชียว่า นับตั้งแต่ปีที่แล้ว(ช่วงโควิด-19 ระบาด) มีชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียถูกทำร้ายร่างกาย รวมทั้งการใช้คำพูด การเลือกปฏิบัติ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากถึง 3,800 ครั้ง ที่สำคัญ ผู้หญิงเอเชียได้กลายเป็นเหยื่อของความเกลียดชังมากกว่าผู้ชาย
และเมื่อย้อนหลังไปไม่ถึงเดือน (กุมภาพันธ์ 2021) เครือข่ายสังคมออนไลน์ทั่วโลก ได้ร่วมกันออกมาแชร์คลิปวีดีโอเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับคนเชื้อสายเอเชียผ่านอินสตาแกรม และทวิตเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตของ “วิชา รัตนภักดี”คุณปู่ชาวไทย วัย 84 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ที่ซานฟรานซิสโก และกรณีหญิงชราชาวอเมริกัน เชื้อสายฟิลิปปินส์ วัย 61 ปีถูกทำร้ายร่างกายบนรถไฟใต้ดินในเมืองนิวยอร์ก รวมไปถึงหญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม วัย 64 ปี ถูกทำร้ายร่างกายชิงทรัพย์ไปเป็นเงินกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ณ เมืองซานโฮเซรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือแม้แต่บริเวณย่านของคนจีนเอง อย่างไชน่าทาวน์ โอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ยังมีเหตุการณ์ชายชาวจีน วัย 91 ปี ถูกทำร้ายปางตาย เป็นต้น พร้อมรณรงค์ผ่านแฮชแท็ก #AsiansAreHuman เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมด้านสิทธิมนุษยชนและต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ แต่ความรุนแรงต่อคนต่างชาติ หรือเชื้อชาติอื่น โดยเฉพาะเอเชีย บนดินแดนแห่งเสรีภาพและความเท่าเทียมอย่างสหรัฐฯ ก็ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นประเด็นใหญ่ที่ทำให้เกิดความสูญเสียร้ายแรง หรือเพียงแค่การแสดงความรังเกียจต่อกันในรูปแบบต่างๆ ก็ตาม
“ความเชื่อ และความรุนแรงนี้ มักจะพบกับความเงียบในสหรัฐ แต่มันต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะความเงียบเท่ากับการสมรู้ร่วมคิด เราจะต้องไม่สมรู้ร่วมคิด เราต้องส่งเสียงออกมาเราต้องทำอะไรสักอย่าง” นี่คือสารจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน“โจ ไบเดน” ที่ออกมาเรียกร้องให้ชาวอเมริกันลุกขึ้นมาต่อสู้กับความเกลียดชังคนต่างเชื้อชาติ (โดยเฉพาะเชื้อสายเอเชีย) ที่ปะทุขึ้นมาในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ระบาด
ถามว่า ไบเดนจะหยุดปัญหานี้ได้หรือไม่ หลายคนเชื่อว่า ไม่ได้ แต่อาจจะบรรเทาเบาบางลงด้วยกฎหมาย และการไม่พยายามเติมความเกลียดชังเข้าไป ซึ่งก็คงวางใจไม่ได้ เพราะถ้าถึงเวลาจวนตัวเมื่อไหร่ ความเกลียดชังก็อาจได้รับการหยิบขึ้นมาใช้ เพราะเป็นเครื่องมือที่สร้างง่าย และได้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอ
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี