“วาฬกินถุงพลาสติก, ปูเสฉวนเปลี่ยนบ้านหลังใหม่จากเปลือกหอย เป็นกระป๋อง ขวดแก้ว ขวดพลาสติก, ทะเลมีขยะสารพัดสิ่งมากกว่าสัตว์น้ำที่เป็นเจ้าของท้องทะเล, สภาพอากาศบนท้องฟ้า แยกไม่ออกว่านั่นคือหมอกหรือควัน, นักธุรกิจเห็นแก่ตัว นำเข้าขยะพิษอิเล็กทรอนิกส์”..เหล่านี้คือปัญหา “ขยะมูลฝอย” ที่ปรากฏเป็นข่าวอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย โดยหากไม่มีการปลูกฝังเรื่องการดูแลจัดการขยะอย่างถูกวิธี จนเกิดเป็นจิตสำนึก การลดผลกระทบของปัญหาดังกล่าวคงเป็นเรื่องยาก
ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สนับสนุนให้ปลูกฝังนักเรียนเรื่องการจัดการขยะ ซึ่งจากการลงพื้นที่ทำให้ได้เห็นสิ่งที่น่าชื่นชมคือทุกโรงเรียนมีกระบวนการจัดการ แม้วิธีอาจแตกต่างกันในรายละเอียด เช่นบางโรงเรียนสามารถนำขยะไปจัดการเพื่อให้เกิดรายได้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และในไม่ช้านี้ สพฐ.จะมีการรวบรวมรูปแบบวิธีการต่างๆ มาเป็นต้นแบบเพื่อเผยแพร่ไปในโรงเรียนอื่นๆ เพื่อให้เกิดการขยายผลและต่อยอดต่อไป
นอกจากนี้ยังมีโครงการที่สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ. ทำร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สมุทรปราการ เขต 1 จัดกิจกรรม “Green School Camp : ห้องเรียนสีเขียวรักพลังงาน (รุ่นที่ 3)” ไปเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อสร้างแกนนำที่มีความรู้ความชำนาญด้านพลังงาน การจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเข้าร่วมจำนวน 120 คน จาก 23 โรงเรียนในเขตภาคกลางและปริมณฑล ระหว่างวันที่ 22-25 มิ.ย. 2561 ที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา
นายจิรศักดิ์ มัณทางกูรผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการด้านการใช้ไฟฟ้า กฟผ. กล่าวว่า กว่า 10 ปีที่ กฟผ. ต้องการเสริมสร้างทัศนคติและมีอุปนิสัยรักพลังงาน โดยดำเนินโครงการห้องเรียนสีเขียวซึ่งมีนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 3 ล้านคน แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการวัดผลที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เราไม่มีการติดตามและประเมินผลว่าผู้ที่ได้รับความรู้ไปแล้ว มีทัศนคติและอุปนิสัยรักพลังงานและสามารถลดการใช้พลังงานไปได้เท่าไร
ดังนั้น ในช่วง 4 ปีหลังมานี้ จึงได้กำหนดให้มีการวัดผลสัมฤทธิ์ให้ได้ว่าทุก 1 หน่วยที่ลดพลังงานได้ สามารถประหยัดเงินไปได้กี่บาททั้งในโรงเรียน ครัวเรือน และใน 1 หน่วยที่ลดได้ก็จะช่วยลดภาวะโลกร้อนให้กับโลกได้อีกด้วย ดังนั้น โครงการค่าย Green School Camp จึงมุ่งสร้างแกนนำทั้งครูและนักเรียน โดยหวังผลให้เกิดขึ้นทั้งในตัวนักเรียน โรงเรียน พร้อมทั้งเกิดการขยายผลไปสู่ครอบครัวและชุมชนด้วย
ขณะที่ นายพีรเดช บุญประเสริฐนักเรียนชั้น ม.4/6 โรงเรียนเทพศิรินทร์ร่มเกล้า กล่าวว่า การมาค่ายในครั้งนี้ได้ความรู้เพิ่มเติมอย่างมาก จากที่ก่อนหน้านี้รู้แค่ “3R : Reduce-Reuse-Recycle” ไม่เคยรู้ว่าที่จริงแล้วมีถึง“7R” โดยที่เหลือคือ “Repair-Reject-Return-Rethink” ซึ่งในฐานะที่เป็นแกนนำ มองเห็นว่าอุณหภูมิในประเทศร้อนขึ้นมากและปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เริ่มสูงขึ้น พร้อมกับเห็นได้ชัดว่าที่โรงเรียนใช้เครื่องปรับอากาศทุกห้องเรียน
“โครงการที่อยากทำคือการลดปริมาณการใช้เครื่องปรับอากาศ เพื่อปลูกจิตสำนึกของเพื่อน รุ่นน้อง รุ่นพี่ในโรงเรียน อีกทั้งช่วยลดก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศด้วย รวมถึงช่วยลดค่าไฟของโรงเรียนที่ต้องจ่ายถึงเดือนละประมาณ 7-9 ล้านบาทได้ และหากลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ลงได้จะทำให้โรงเรียนมีเงินไปพัฒนาการจัดการศึกษาเรื่องอื่นได้ อย่างอุปกรณ์กีฬา” นายพีรเดช กล่าว
เช่นเดียวกับ น.ส.วริยาจันทร์เจียวใช้ นักเรียนชั้น ม.6/3 โรงเรียนสวนกุหลาบธนบุรี กล่าวว่าขณะนี้ “ประเทศไทยต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน” การร่วมกิจกรรมวันนี้ทำให้เกิดการเรียนรู้ว่า “ถึงเวลาที่ต้องประหยัดไฟฟ้าให้ได้มากที่สุดเสียที” ซึ่งอยากนำความรู้ที่ได้จากค่ายครั้งนี้ไปจัดค่ายจัดกิจกรรมให้ทุกคนมารับรู้ปัญหา ผลกระทบด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อมของประเทศบ้าง โดยอาจจะทำในโรงเรียนก่อนแล้วขยายไปยังชุมชน
“สิ่งสำคัญคือ ต้องตระหนักในตนเองก่อนเรื่องการมีวินัย อุปนิสัย ความคิดต่อสิ่งแวดล้อม ในความเป็นจริงทุกคนเรียนรู้ว่าทิ้งขยะลงไปในน้ำไม่ดี ตัดต้นไม้ทำลายธรรมชาติไม่ดี แต่ก็ยังคงทำกันอยู่ ดังนั้น จึงต้องเริ่มจากตนเองในการเป็นต้นแบบที่ดีก่อนไปบอกคนอื่น โดยเฉพาะเยาวชนต้องมีสติในการคิด เมื่อสติมาปัญญาจะเกิด ถ้าสติเตลิดจะเกิดปัญหาอย่างทุกวันนี้” น.ส.วริยา ให้ความเห็น
ด้าน น.ส.พรพรรษา เชิดฉายนักเรียนชั้น ม.4/2 โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม เล่าว่า การเรียนรู้ทั้ง 11 ฐานในโครงการ ประกอบด้วย 1.ฉลาดคิด ฉลาดใช้ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม 2.เส้นทางชีวิตของผลิตภัณฑ์สู่ตะกร้าเขียว 3.Go Green For Life 4.น้ำใช้ น้ำทิ้ง เพื่ออนาคต 5.รวมพลังความคิดพิชิต CO2 6.ไฟฟ้ามีประโยชน์มากมาย 7.แหล่งกำเนิดไฟฟ้า 8.อุปนิสัยประหยัดไฟฟ้าและปลอดภัย 9.Smart LearningEnergy 10.การใช้และบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้า และ 11.คิด คิด คิดพิชิต CO2 ซึ่งความรู้ที่ได้สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิ การคัดแยกขยะที่ทำได้ตั้งแต่ในบ้าน
นายบงกช สุทธิ นักเรียนชั้น ม.4/1 โรงเรียนไชยฉิมพลีวิทยาคม กล่าวว่า ค่ายนี้สอนให้รู้ว่าพลังงานหมดไปทุกวัน จึงต้องรู้จักการใช้ “การไม่ใช้เลยคงเป็นไปไม่ได้ แต่ใช้ให้ประหยัด ใช้อย่างรู้คุณค่า” ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เท่านี้ก็ช่วยโลกได้แล้ว ถ้าผมเป็นแกนนำคงไม่สามารถไปสั่งใครได้ แต่ผมจะจูงใจได้ด้วยการพูด จัดกิจกรรมเพื่อปรับพฤติกรรม เพราะถ้าคนยังเห็นแก่ตัวอยู่ พลังงานที่ใช้วันหนึ่งคงหมดไม่มีให้ใช้
นายทองแท้ พวงดอกไม้ นักเรียนชั้น ม.5/2 โรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา กล่าวว่า ได้เรียนรู้เรื่องการผลิตกระแสไฟฟ้า การรณรงค์ช่วยลดความร้อน การลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ การรู้จักเลือกใช้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การคิดค่าไฟฟ้า จากการเรียนรู้เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก ดังนั้นในฐานะแกนนำที่ได้เรียนรู้ใน3 เรื่องหลัก คือ พลังงาน การจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้น ก็จำเป็นต้องทำทั้ง 3 เรื่อง โดยจะนำวิธีการต่างๆจากความรู้ที่ได้รับไปสื่อสารให้คนรอบข้าง คนที่บ้าน เพื่อนๆ ในโรงเรียนต่อไป
และ นายบริทัศน์ รักไทย นักเรียนชั้น ม.5/2 โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกระบุว่า ไม่เคยรู้มาก่อนว่าผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตอย่างไร และมีอะไรมารับรอง จนได้มาเรียนรู้จากค่ายในฐานการเรียนรู้เส้นทางชีวิตของผลิตภัณฑ์สู่ตะกร้าเขียวว่า มีฉลากใดบ้างที่แสดงถึงผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือฐานเรียนรู้เรื่อง อ.อุปนิสัยประหยัดไฟฟ้าและปลอดภัย ที่สอนการคิดค่าคำนวณการใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนวัตต์เท่าไร ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เท่าไร
“ในฐานะแกนนำเราต้องทำให้คนอื่นๆ ได้รู้เหมือนที่เราได้เรียนรู้ ผมจะสื่อสารแบบพี่น้องคุยกันโดยเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ก่อนขยายไปในกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น และผมจะทำโครงการสวนพฤกษศาสตร์ในโรงเรียนให้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์อีกด้วย การลดใช้พลังงานการจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเรื่องง่ายๆ ที่คนละเลย ไม่ใส่ใจ ไฟไม่ใช้ก็ปิด ถอดปลั๊ก ผมจะเริ่มที่ตัวผม คนอื่นมาเห็นผมทำก็จะได้ทำตาม เพราะเป็นสิ่งที่ดีและควรทำ” นายบริทัศน์ กล่าวในท้ายที่สุด
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี