533.jpg
เส้นทางธุดงค์! 'หลวงปู่ดูลย์ อตุโล' บนวิบากที่ไม่ได้โรยด้วยดอกไม้

เส้นทางธุดงค์! 'หลวงปู่ดูลย์ อตุโล' บนวิบากที่ไม่ได้โรยด้วยดอกไม้

วันอังคาร ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561, 20.10 น.

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล นับเป็นศิษย์อาวุโสรุ่นแรกสุดของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต อาจารย์ใหญ่ฝ่ายอรัญญวาสี พระเถระที่เป็นสหธรรมิก และมีอายุรุ่นเดียวกับหลวงปู่ดูลย์ ได้แก่หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา และหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล จังหวัดหนองบัวลำภู 

การบวชของ "หลวงปู่ดูลย์ อตุโล" นั้น ท่านมิได้มีเจตนาที่จะรุ่งโรจน์ทางด้านปริยัติธรรมหรือด้านการปกครองถึงแม้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ติสสมหาเถระ จะตั้งความหวังไว้ว่าต้องการให้หลวงปู่ดูลย์ เป็นผู้นำในการเผยแพร่และปกครองเสมือนเป็นหูเป็นตาแทนท่านในเขตเมืองสุรินทร์ก็ตาม เพราะเนื้อแท้และความปรารถนาอย่างแท้จริงของหลวงปู่ดูลย์ก็คือ "การออกปฏิบัติบำเพ็ญความเพียรท่ามกลางความวิเวก" ต่างหาก


ด้วยความตั้งใจอันนี้เมื่อ "หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม" ออกปากชวนให้ออกจาริก "ธุดงค์" ไปตามป่าเขาในภาคอีสานจึงสอดรับกับความต้องการของหลวงปู่ดูลย์ อย่างดียิ่ง

ปลายปี พ.ศ.2461 เมื่อพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้ออกธุดงค์อีกครั้ง หลวงปู่สิงห์ และหลวงปู่ดูลย์ จึงตัดสินใจเด็ดขาดที่จะสละละทิ้งการเรียนการสอนเพื่อออกจาริกธุดงค์ติดตามพระอาจารย์มั่น ไปทุกหนทุกแห่งจนตลอดฤดูกาลนอกพรรษานั้น

ตามธรรมเนียมธุดงค์กรรมฐานของพระอาจารย์มั่นนั้นมีอยู่ว่า เมื่อถึงกาลเข้าพรรษาจะไม่ให้จำพรรษารวมกันมากเกินไป แต่ให้แยกย้ายกันไปจำพรรษาตามสถานที่วิเวก ไม่ว่าจะเป็นวัด เป็นป่า เป็นเขา โคนไม้ ลอมฟาง เรือนว่าง หรืออะไรก็ตามอัธยาศัยของแต่ละบุคคล แต่ละคณะ เมื่อออกพรรษาแล้วก็จะประชุมกัน หากทราบข่าวว่า พระอาจารย์มั่น อยู่ ณ ที่ใดก็จะพากันไปจากทุกทิศทางมุ่งตรงไปยังที่นั้นเพื่อแจ้งถึงผลของการประพฤติปฏิบัติที่ผ่านมา เมื่อมีอันใดผิด พระอาจารย์ใหญ่ก็จะช่วยแนะนำแก้ไข อันใดถูกต้องดีแล้ว ท่านก็จะแนะนำข้อกรรมฐานให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป

พ.ศ.2463 เมื่อใกล้ฤดูกาลเข้าพรรษา คณะของหลวงปู่สิงห์ ที่ประกอบด้วยพระอาจารย์บุญ พระอาจารย์สีทา พระอาจารย์หนู และหลวงปู่ดูลย์ ก็แยกย้ายจากพระอาจารย์มั่น พาหมู่คณะไปแสวงหาที่สงบวิเวกเพื่อบำเพ็ญเพียรในช่วงเข้าพรรษาต่อไป โดยเดินธุดงค์เลียบเทือกเขาภูพานไปเรื่อยๆ จนถึงป่าท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อพิจารณาเห็นว่าสภาพป่าแถวนั้นมีความเหมาะสมที่จะจำพรรษาก็จึงอธิษฐานอยู่จำพรรษา ณ สถานที่นั้น และดำเนินข้อวัตรปฏิบัติตามคำอบรมสั่งสอนของพระอาจารย์ใหญ่อย่างสุดชีวิต

 

 

ป่าท่าคันโทแถบเทือกเขาภูพานในสมัยนั้นยังรกทึบ คลาคล่ำไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด บางชนิดก็ดุร้าย แต่ที่ร้ายกาจก็คือมีไข้ป่าชุกชุม ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "ไข้หนาว" ใครก็ตามที่เป็นจะมีอาการหนาวสั่นเหมือนมีคนจับกระดูกเขย่าให้โยกคลอนไปทั้งกาย

ผลปรากฏว่า ยกเว้นพระอาจารย์หนู เพียงรูปเดียวที่ไม่ถูกพิษไข้หนาวเล่นงานเอา นอกนั้นต่างก็ล้มป่วย ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสด้วยกันทั้งสิ้น

ในท่ามกลางป่าทึบดงเถื่อนเช่นนั้น หยูกยาอะไรก็ไม่มี จึงได้แต่เยียวยาช่วยกันรักษากันไปตามมีตามเกิด จนกระทั่งถึงกลางพรรษา พระรูปหนึ่งก็ถึงแก่มรณภาพไปต่อหน้าต่อตา... ยังความสลดสังเวชให้กับหมู่เพื่อนเป็นอย่างยิ่ง!!

อย่างไรก็ตาม ความตายมิอาจทำให้เกิดความหวั่นไหวในหมู่พระนักปฏิบัติทั้งสี่รูปที่เหลืออยู่ ...

เมื่อจัดการฝังสรีระของพระสหธรรมิกแล้ว ต่างรูปต่างก็รีบเร่งความเพียรให้หนักยิ่งขึ้น เสมือนหนึ่งจะช่วงชิงชัยชนะเหนือความตายที่รุกคืบใกล้เข้ามา

เบื้องหน้าคือความตาย... เบื้องหน้าคือความยากลำบาก... เบื้องหน้าคือการลาจากพระสหธรรมิกที่ร่วมเส้นทางกันมา... นับเป็นบททดสอบอันเด็ดขาดที่ต้องเผชิญเป็นครั้งแรกในชีวิตการธุดงค์ของหลวงปู่ดูลย์!!

แต่เมื่อต้องประสบชะตากรรมเช่นนั้น หลวงปู่ดูลย์ก็ได้เผชิญกับความตายอย่างเยือกเย็น

ความเป็นจริงที่เห็นและเป็นอยู่ก็คือ การเผชิญกับโรคาพยาธิ ขณะที่หยูกยาก็ขาดแคลนอย่างน่าใจหาย หลวงปู่ดูลย์ จึงเกิดความคิดขึ้นในใจว่า สิ่งที่จะพึ่งได้ในยามนี้ก็มีแต่ "พุทธคุณ" เท่านั้น แม้ท่านจะได้รับพิษไข้อย่างแสนสาหัส แต่ด้วยใจที่อดทนและมุ่งมั่น ท่านจึงได้รำลึกถึงพระพุทธคุณ แล้วตั้งสัจวาจาอย่างแม่นมั่นว่า

"ถึงอย่างไรตัวเราคงไม่พ้นเงื้อมมือแห่งความตายในพรรษานี้แน่แล้ว... แม้เราจะตายก็จงตายในสมาธิภาวนาเถิด!"

จากนั้น หลวงปู่ดูลย์ก็เริ่มความเพียร ตั้งสติให้สมบูรณ์เฉพาะหน้า ดำรงจิตให้อยู่ในสมาธิอย่างมั่นคงทุกอิริยาบถ พร้อมทั้งพิจารณาความตาย โดยมิได้ย่อท้อพรั่นพรึงต่อมรณภัยที่กำลังคุกคามมาถึงตัวในไม่ช้านี้เลย

เมื่อไม่หวาดหวั่นต่อความตายเช่นนี้แล้ว... ความตายจะมีความหมายอะไรอีกเล่า!!

ที่มา : www.atulo.org/history/history008.htm
.................

 

 

**ประวัติ "หลวงปู่ดูลย์ อตุโล" **

"พระราชวุฒาจารย์" หรือ "หลวงปู่ดูลย์ อตุโล" เป็นพระภิกษุฝ่ายวิปัสสนาธุระ ชาวสุรินทร์ ศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านถือกำเนิด ณ บ้านปราสาท ตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินทร์ เมื่อวันอังคารแรม 2 ค่ำ เดือน 11 ปีกุน ตรงกับวันอังคารที่ 4 ตุลาคม 2430 เป็นปีที่ 20 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โยมบิดาของท่านชื่อ "นายแดง" โยมมารดาชื่อ "นางเงิม" นามสกุล "ดีมาก" หลวงปู่มีพี่น้อง 5 คน คนแรกเป็นหญิงชื่อ "กลิ้ง" คนที่สองคือตัวหลวงปู่เอง ชื่อ "ดูลย์" คนที่สามเป็นชายชื่อ "เคน" คนที่สี่และห้าเป็นหญิงชื่อ "รัตน์" และ "ทอง" ภายหลังท่านได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุล "เกษมสินธุ์" ด้วยเหตุที่นายพร้อม หลานชายของท่านให้ตั้งนามสกุลให้ท่านจึงตั้งว่า "เกษมสินธุ์" แล้วท่านก็ได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุลนี้ด้วย และในพี่น้องทั้ง 4 คนของท่านมีชีวิตจนถึงวัยชรา และทุกคนเสียชีวิตก่อนที่จะมีอายุถึง 70 ปี มีเพียงหลวงปู่เท่านั้นที่ดำรงอายุขัยอยู่จนถึง 96 ปี

หลวงปู่อุปสมบท ณ วัดจุมพลสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ใน พ.ศ.2453 โดยมีพระครูวิมลศีลพรต เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อแรกบวช หลวงปู่ได้พากเพียรศึกษาการปฏิบัติกรรมฐานอย่างเคร่งครัด มีความวิริยะ อุตสาหะอย่างแรงกล้า จนล่วงเข้าพรรษาที่ 6 หลวงปู่จึงหันมาศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดสุปัฏนาราม จังหวัดอุบลราชธานี สอบได้นักธรรมชั้นตรีเป็นรุ่นแรก ของจังหวัดอุบลราชธานี และได้ศึกษาบาลีไวยากรณ์ (มูลกัจจายน์) จนสามารถแปลพระธรรมบทได้ เนื่องจากวัดสุปัฏนาราม เป็นวัดที่อยู่ในสังกัดธรรมยุตินิกาย หลวงปู่จึงได้ขอญัตติเป็นธรรมยุตินิกายใน พ.ศ.2461 ณ วัดสุปัฏนารามโดยมีพระมหารัฐ เป็นพระอุปัชฌาย์ และในพรรษาต่อมาหลวงปู่ได้มีโอกาสพบพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

เมื่อได้ฟังธรรมเพียงครั้งเดียว จากพระอาจารย์มั่น ก็เกิดความอัศจรรย์ใจยิ่ง จึงได้เลิกศึกษาพระปริยัติแล้วออกธุดงค์ตามพระอาจารย์มั่น ไปยังที่ต่าง ๆ หลายแห่ง จึงนับได้ว่าหลวงปู่เป็นศิษย์พระอาจารย์มั่นในสมัยแรก ต่อมาเจ้าคณะมณฑลนครราชสีมาขอให้หลวงปู่กลับจังหวัดสุรินทร์ เพื่อบูรณะวัดบูรพาราม หลวงปู่จึงจำต้องระงับกิจธุดงค์และเริ่มงานบูรณะตามที่ได้รับมอบหมาย หลวงปู่ได้อุทิศชีวิต เพื่อพระศาสนาอย่างแท้จริง จนได้รับการยอมรับจากสาธุชนทั้งหลาย ว่าเป็นอริยสงฆ์ที่หาได้ยากยิ่งองค์หนึ่ง

 

 

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรรชายา พระยศในขณะนั้น และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ไปยังวัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อทรงเยี่ยมหลวงปู่ดูลย์

หลังจากมีพระราชปฏิสัณถารถึงสุขภาพพลานามัยของหลวงปู่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอาราธนาให้หลวงปู่แสดงพระธรรมเทศนา และทรงบันทึกเทปไว้ด้วย เมื่อหลวงปู่แสดงพระธรรมเทศนาย่อๆ ถวายจบแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนทนาธรรมะข้ออื่น ๆ พอสมควรแก่เวลาแล้วทรงถวายจตุปัจจัยแก่หลวงปู่ แล้วก็เสด็จพระราชดำเนินกลับ

"หลวงปู่ดูลย์ อตุโล" ท่านมรณภาพลงด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ.2526 เวลา 04.13 น. รวมสิริอายุได้ 96 ปี 26 วัน พรรษาที่ 74

** คำสอน "หลวงปู่ดูลย์ อตุโล" **

ผู้ปฏิบัติที่แท้จริงนั้น ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงชาติหน้า-ชาติหลัง หรือ นรก-สวรรค์อะไรก็ได้ ขอให้ตั้งใจปฏิบัติให้ตรง ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างแน่วแน่ก็พอ ถ้าสวรรค์มีจริงถึง 16 ชั้น ตามตำรา ผู้ปฏิบัติดีแล้ว ก็ย่อมได้เลื่อนฐานะของตนเองตามลำดับ หรือถ้า สวรรค์-นิพพานไม่มีเลย ผู้ปฏิบัติดีในขณะนี้ย่อมไม่ไร้ประโยชน์ ย่อมอยู่เป็นสุข เป็นมนุษย์ชั้นเลิศ

"จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ

คิดเท่าไรๆ ก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดได้จึงรู้ แต่ต้องอาศัยความคิดนั้นแหละจึงรู้"

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top