546.jpg
นับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง  อย่าลืมนโยบาย‘ลดเหลื่อมล้ำ’

นับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง อย่าลืมนโยบาย‘ลดเหลื่อมล้ำ’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

 

ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้วสำหรับ “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)” ซึ่งประชาชนจะได้ลงคะแนนเสียงเลือกคณะผู้บริหารประเทศและผู้ออกกฎหมายด้วยตนเองหลังจากที่ “เว้นวรรคประชาธิปไตย” มากว่า 4 ปี โดยหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอีก รัฐบาลทหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็จะปลดล็อกทางการเมืองเต็มรูปแบบ ให้พรรคต่างๆ หาเสียงได้ในอีกไม่นานหลังจากนี้ เพื่อปูทางไปสู่วันเข้าคูหากาบัตร 24 ก.พ.2562


“ความเหลื่อมล้ำ” ช่องว่างระหว่างคนฐานะดีกับฐานะด้อยในสังคมไทยที่ค่อนข้างห่างกว้างนั้นเป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงมานานและยังไม่มีรัฐบาลไหนแก้ได้อย่างจริงจัง “รวยกระจุกจนกระจาย” ยังเป็นวลีที่อยู่คู่คนไทย ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้มีการจัดเสวนาเรื่อง “ตั้งโจทย์-ตอบอนาคต : วาระการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง” ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) โดยมีนักวิชาการมาฝากประเด็นไปถึงนักการเมืองให้ช่วยคิดนโยบายลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

อาทิ ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอแนะว่า 1.การใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐต้องเน้นสวัสดิการสังคมมากขึ้น เช่น การศึกษา สาธารณสุข การอุดหนุนกลุ่มเปราะบางอย่างผู้พิการ ผู้สูงอายุ 2.ตามหาคนจนให้ถูกตัวและสร้างระบบฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อที่การจัดสรรงบประมาณจะได้ทำอย่างมีประสิทธิภาพ

3.ปฏิรูปการใช้จ่ายงบประมาณด้านการศึกษา เช่น โรงเรียนที่มีลักษณะพิเศษการจัดสรรงบประมาณก็ต้องแตกต่างจากโรงเรียนปกติ หรือเพิ่มงบประมาณรายหัวให้กับเด็กด้อยโอกาส ยกระดับโรงเรียนให้มีคุณภาพดีใกล้เคียงกันเพื่อลดปัญหาการต้องเดินทางไปเรียนไกลบ้าน การประเมินผลงานครูควรมาจากผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กมากกว่างานเอกสาร

รวมทั้ง “โรงเรียนขนาดเล็ก” จะทำอย่างไร? ต้องยุบรวมหรือไม่? แล้วถ้ายุบจะมีผลกระทบต่อการเดินทางของนักเรียนหรือเปล่า? หากมีจะแก้ไขอย่างไร? ในทางเศรษฐศาสตร์ต้องยอมรับว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีต้นทุนการศึกษาต่อหัวค่อนข้างสูง แต่ก็ต้องไปดูรายละเอียดปลีกย่อยของแต่ละพื้นที่ และควรยกระดับศูนย์เด็กเล็กแต่ละท้องถิ่นให้มีคุณภาพ เพื่อเตรียมตัวให้เด็กปฐมวัยพร้อมสำหรับการเรียนรู้ในระดับสูงขึ้นต่อไป

4.ดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ประกันสังคม แม้ปัจจุบันจะมี “มาตรา 40” ให้แรงงานที่ไม่ได้อยู่กับสถานประกอบการสมัครใจเป็นผู้ประกันตน แต่พบว่าได้รับความสนใจค่อนข้างน้อย 5.การบริหารภาครัฐต้องเน้นประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องใช้จ่ายงบประมาณ 6.ส่งเสริมการออมโดยเฉพาะในกลุ่มคนระดับล่าง เพื่อเตรียมตัวดำรงชีพหลังเกษียณ แต่อุปสรรคคือไม่สามารถไปออมในตลาดทุนได้ ดังนั้นอาจต้องหาแนวทางอื่น

7.ขยายการเก็บภาษีไปถึงรายได้ที่ยังไม่ถูกจัดเก็บ เช่น กำไรจากเงินปันผลหุ้น กำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์ หรือผู้มีรายได้สูงบางกลุ่มที่ยังไม่ถูกนำเข้าสู่ระบบภาษี 8.ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ควรเก็บแบบแยกรายได้ ระบบปัจจุบันที่ใช้อยู่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เช่น คน 2 คนมีรายได้เท่ากัน คนหนึ่งมีรายได้ทางเดียวก็ถูกคิดภาษีในอัตราเดียว อีกคนมีรายได้หลายทางซึ่งรายได้แต่ละทางคิดภาษีแตกต่างกัน ทำให้ทั้ง 2 คนเสียภาษีไม่เท่ากัน

9.ปฏิรูประบบลดหย่อนภาษี ให้เหมาะสมกับธุรกิจแต่ละประเภท รวมถึง “ยุติการลดหย่อนภาษีในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)” เพราะพบว่าคนที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มคนรายได้สูง แต่ “หากจะไม่ยุติเพราะต้องการให้ประชาชนทั่วไปนำเงินมาออมในตลาดทุน ก็ควรจำกัดเพดานการ
ลดหย่อน” เช่น ให้เฉพาะคนที่มีรายได้ไม่เกิน5 แสนบาทต่อปีเท่านั้น เป็นต้น

10.เสริมสร้างศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพราะ อปท. อยู่ใกล้ประชาชนในพื้นที่มากที่สุด รู้ว่าใครเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไร “มุ่งกระจายอำนาจ” นอกจากการเมืองแล้ว “กระจายอำนาจการคลัง” ให้มีรายได้มั่นคงเพียงพอ เช่น “แก้ไขกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับที่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยให้ลดการยกเว้นที่ดินเกษตรกรรมรวมถึงบ้านหลังหลักจาก 50 ล้านบาท เหลือ 5 ล้านบาท”เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีบ้านหรือที่ดินมูลค่าเกินดังกล่าว หากไม่ลดเพดานยกเว้นลงก็แทบจะเก็บภาษีนี้ไม่ได้เลย

11.แก้ปัญหาการถือครองที่ดินแบบกระจุกตัว อีกสาเหตุหนึ่งที่ต้องแก้ไขกฎหมายภาษีที่ดินฯ ฉบับ สนช. เพราะอัตราภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่า จำกัดเพดานไว้ที่ร้อยละ 3 ไม่จูงใจให้คนที่ถือครองที่ดินมากๆ ยอมปล่อยที่ดินออกมาเนื่องจากราคาที่ดินเพิ่มร้อยละ 4-5 จึงอาจมองว่ายังคุ้มค่าที่จะครอบครองที่ดินไว้ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอจากภาคประชาชน เช่น ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้าเก็บตามจำนวนที่ดินที่ถือครอง จัดระบบการใช้ประโยชน์ที่ดินรัฐในรูปโฉนดชุมชน จัดตั้งธนาคารที่ดินเพื่อช่วยคนมีรายได้น้อยเข้าถึงที่ดิน

ขณะที่ รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมในประเด็นการกระจายอำนาจว่า “อย่าอ้างแต่ท้องถิ่นทุจริตฝ่ายเดียว เพราะราชการส่วนกลางก็มีข่าวฉาวไม่ต่างกัน” เช่น ทุจริตเงินสงเคราะห์คนจน โดยเชื่อว่าถ้าประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากพอจะควบคุมผู้บริหารท้องถิ่นได้เอง “การผูกขาดทางเศรษฐกิจ” ที่มีปัญหาเพราะจำนวนมาก “ผูกขาดด้วยกฎระเบียบที่อิงกับ
ภาครัฐ” การผูกขาดแบบนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

นอกจากนี้ก็มีเรื่องที่ดิน เพราะต้องไม่ลืมว่า “ประเทศไทยมีคนอีกมากที่ต้องพึ่งพาการเกษตร ซึ่งคนเหล่านี้อายุมาก ยากจะปรับเปลี่ยนสู่ยุค 4.0 ได้”การมีที่ดินพอให้ประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองจึงจำเป็น “ที่ดินก็ต้องมีคุณภาพด้วย” ไม่ใช่แจกอย่างเดียว สุดท้ายเมื่อเพาะปลูกไม่ได้ก็ต้องขาย อีกทั้ง “การแก้ปัญหาคนจนต้องดูเป็นรายกลุ่มไม่ใช่นโยบายเหมารวม” ภาครัฐมีกำลังคนจากหน่วยงานต่างๆ มากมายทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นกระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ อยู่แล้ว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นภาระงบประมาณมาก

ทางด้าน นายจักรชัย โฉมทองดี ตัวแทนองค์กร Oxfam กล่าวว่า ในขณะที่หลายคนเชื่อกันว่าความร่ำรวยมาจากการขยันทำงานและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แต่ในความเป็นจริงของโลก “คนรวย 1 ใน 3 มาจากมรดก และอีก 1 ใน 3 มาจากธุรกิจที่ผูกขาดโดยได้สิทธิพิเศษจากรัฐ” นอกจากนี้ “จากการสอบถามคน 10 ประเทศ ประเทศละ 1,200 คน ส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าความขยันจะยกระดับชีวิตของตนเองได้” สะท้อนภาพโครงสร้างที่ทำให้ผู้คนสิ้นหวัง

ผู้แทน Oxfam เสนอแนะว่า “สิทธิแรงงาน” เป็นอีกประเด็นที่หากปรับปรุงให้ดีขึ้นจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำลงได้ เช่น ร้านฟาสต์ฟู้ดเจ้าหนึ่งที่มีสาขาทั่วโลก ในเดนมาร์กพบว่าค่าจ้างพนักงานอยู่ที่ 20 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง มากกว่าสหรัฐอเมริกาที่รายได้พนักงานในงานเดียวกันอยู่ที่ 8.9 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งความแตกต่างอยู่ที่ในเดนมาร์กมีกลไกให้พนักงานต่อรองกับนายจ้างดีกว่าในสหรัฐ

หรือจะเป็น “ค่าจ้างที่เพียงพอต่อการดำรงชีพพื้นฐาน (Living Wage)” และ “ค่าจ้างที่เท่าเทียมของหญิงและชายในงานเดียวกัน”ที่ยังพบปัญหานี้อยู่ในประเทศไทย ตลอดจน“สิทธิของแรงงานข้ามชาติ” ที่ในเวทีโลกให้ความสำคัญ และมีผลต่อการส่งออกสินค้าของไทยด้วย!!!

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top