24 มิ.ย. 2562 เครือข่ายภาคประชาชน นำรายชื่อผู้สนับสนุนให้ยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. 35 ฉบับ จำนวน 13,409 รายชื่อ ไปยื่น ณ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
“สงบ..แต่ไม่สุข” นิยามนี้คงอธิบายชีวิตความเป็นอยู่ของ “คนระดับฐานราก” ในช่วงเวลา 5 ปีของรัฐบาลทหารในนาม คณะรักษาความสงบ
แห่งชาติ (คสช.) ได้ชัดเจน เห็นได้จากโพลล์ทุกสำนักที่สำรวจความคิดเห็นช่วงเวลาดังกล่าว “คสช. มีจุดเด่นเรื่องความสงบ ไม่มีการชุมนุมทางการเมือง แต่สอบตกเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องลำบากค่าครองชีพเพิ่ม” ยังไม่นับนโยบายจัดระเบียบต่างๆ ที่ถูกมองว่าทำให้เกิดภาวะ “รวยกระจุก-จนกระจาย” คนระดับฐานรากทำมาหากินลำบากในขณะที่เม็ดเงินไหลเข้าไปอยู่ในมือกลุ่มทุนใหญ่
ดังนั้นจึงมีความพยายามจะภาคประชาชนไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือในชนบท มุ่งมั่น “ยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยเฉพาะคนระดับฐานราก” โดยเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 23 มิ.ย. 2562 ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) มีงานแถลงข่าว“ปักหมุด ปลดอาวุธ คสช.” จัดโดย โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์ - iLaw) ซึ่งมีเครือข่ายกลุ่มต่างๆ เข้าร่วมจำนวนมาก ดังนั้นทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” จะขอคัดบางส่วนโดยเน้นไปกลุ่มผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิของคนระดับฐานราก มานำเสนอให้ได้รับทราบกัน
ณตฤณ ฉอ้อนศรี ตัวแทนกลุ่มสมัชชาคนจน กล่าวว่า คนจนน่าจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากประกาศหรือคำสั่ง คสช. เช่น “คำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 เรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้” ที่เรียกกันโดยย่อว่า “ทวงคืนผืนป่า”เกิดการอพยพชาวบ้านที่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ “มีการตั้งด่านหลายจุดและห้ามถ่ายรูป” รวมถึงตรวจค้นชาวบ้านโดยอ้างคำสั่งดังกล่าว “ครอบครัวแตกกระสานซ่านเซ็น” พ่อแม่ผู้ปกครองต้องฝากลูกหลานให้ผู้อื่นเลี้ยงดูก่อนในขณะที่ตนเองต้องไปเป็นแรงงานรับจ้าง
“เมื่อปี 2559 ช่วงกลางปี รัฐบาลประยุทธ์ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.) จะสร้างเขื่อนชื่อว่าเขื่อนท่าแซะ จ.ชุมพร พอชาวบ้านรู้เรื่องก็เตรียมตัวออกมายื่นหนังสือคัดค้านที่ทำเนียบรัฐบาล ออกเงินกันเช่ารถ จะมากันประมาณ 400 คน สิ่งที่ทหารทำคือขอควบคุมตัวแกนนำ 15 คนเป็นเวลา 7 วัน แต่พอชาวบ้านรู้ข่าวก็เข้าปิดล้อม ก็ควบคุมตัวแกนนำไม่ได้
ตอนนั้นเขา (ทหาร) อ้างว่า 15 คนนี้ เป็นผู้มีอิทธิพล อ้างคำสั่ง (หัวหน้า คสช.) ที่ 13/2559 (เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตราย ต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ) สุดท้ายก็ใช้วิธีควบคุมและยึดกุญแจรถของคนที่เราไปเหมาจะเข้ากรุงเทพฯ อันนี้มันคือปรากฏการณ์การอ้างคำสั่ง คสช. เพื่อที่จะจัดการกับปัญหาปากท้อง ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่” ตัวแทนกลุ่มสมัชชาคนจน ระบุ
ณตฤณยังฝากประเด็นให้คิดต่อไปว่า “หากวันหนึ่งมีการสร้างเขื่อนแล้วบ้านคุณจะต้องถูกน้ำท่วม คุณจะปล่อยให้มันท่วมหรือสร้างโอกาสให้ตนเองมีทางรอดได้บ้าง?” และชาวบ้านที่ออกมาต่อสู้ในตัวอย่างข้างต้นก็คิดเช่นเดียวกัน “สิ่งที่สมัชชาคนจนพยายามต่อสู้มาตลอดคือการสร้างการเมืองที่เห็นหัวคนจน” แต่คำสั่งต่างๆ ของ คสช. ที่ออกมากลับมีทิศทางตรงกันข้าม คือออกมาเพื่อกดหัวคนจน” ยังไม่ต้องนับเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ”ทำไมผู้มีอำนาจสามารถสร้างบ้านในป่าจุดที่มีทิวทัศน์สวยงามได้ แต่พอชาวบ้านจะทำบ้างกลับบอกว่าไม่มีสิทธิ์
เช่นเดียวกับ อรนุช ผลภิญโญ กรรมการเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ที่กล่าวว่า “ผลจากนโยบายทวงคืนผืนป่าของ คสช. ทำให้ชาวบ้านกว่า 1.5 ล้านครอบครัว ได้รับผลกระทบ” จำนวนมากถูกอพยพออกนอกพื้นที่ “เมื่อมีการต่อต้านจึงออกคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 เรื่องเพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน” โดยตอนหนึ่งระบุว่า “การดำเนินการใดๆ ต้องไม่กระทบกับผู้ยากไร้” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็ไม่เป็นเช่นนั้น
“คนที่หากินต้องถูกไล่ออกมาจากป่า ออกจากพื้นที่ทำกินของตัวเองที่เขา (รัฐ) อ้างว่าเป็นพื้นที่ป่า ปัญหาหนึ่งคือวันนี้สิ่งที่มันเกิดขึ้นเป็นผลกระทบอย่างชัดเจน คือการถูกตัดฟันทำลายพืชผลในพื้นที่ทำกิน จะเห็นข่าวว่าทวงคืนผืนป่าเป็นนโยบายของ คสช. โดยมีกอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) เป็นผู้ดำเนินการ เขาก็ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าไปตัดฟันต้นยางพารา ทำลายพืชผลทางการเกษตรที่ประชาชนปลูก ในพื้นที่ทำกินที่เขาอยู่มาก่อน” อรนุช ระบุ
กรรมการเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่บ้านซับหวาย จ.ชัยภูมิ ภาครัฐอ้างว่าชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ อุทยานแห่งชาติไทรทอง มีการแจ้งข้อหาและดำเนินคดี ทั้งที่ชาวบ้านอยู่มาก่อนแต่ตกหล่นไม่ถูกสำรวจในช่วงออกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 30 มิ.ย. 2541 ในทางกลับกัน “นายทุนกลับหลุดรอด” อีกทั้งแสดงความเป็นห่วง“ประกาศหรือคำสั่ง คสช. บางฉบับถูกแปรรูปเป็นกฎหมายแล้ว” เช่น พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ “การแก้ไขหรือยกเลิกคงไม่ใช่เรื่องง่าย” แม้จะมีรัฐบาลและสภาจากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม
จากป่าสู่เมือง “เนืองนิตย์” ตัวแทนเครือข่ายสลัมสี่ภาค กล่าวว่า เครือข่ายสลัมสี่ภาคทำงานด้านสิทธิในที่อยู่อาศัยของคนจนในเมือง “ที่ผ่านมาชาวบ้านถูกจำกัดสิทธิการชุมนุม และโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐ อาทิ รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ชาวบ้านถูกไล่ออกจาก
พื้นที่ รัฐก็ไม่เคยถามความคิดเห็นเพื่อหาทางออกร่วมกันกับชาวบ้าน” รวมถึงกิจกรรมที่ทำมาทุกปีคือ “ขบวนรณรงค์วันที่อยู่อาศัยโลก” ที่ผ่านมาเครือข่ายสามารถกำหนดเส้นทางได้เองว่าจะเคลื่อนขบวนไปในเส้นทางไหนเพื่อสื่อสารกับสังคม รวมถึงจะไปยื่นข้อเรียกร้องกับหน่วยงานใดบ้าง
“3-4 ปีมานี้เราไม่สามารถไปไหนได้เลย เราถูกจำกัดสิทธิให้อยู่ตรงเกาะกลางของยูเอ็น (UN - องค์การสหประชาชาติ) แล้วผู้นำของเราแต่ละคนก็มีคดี เช่นพี่ๆ ที่ไปเดินกับกลุ่มวีวอล์ค (We Walk-กิจกรรมเดินมิตรภาพเส้นทางกรุงเทพฯ-ขอนแก่น เพื่อรณรงค์ด้านสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน) บางคนที่ทำงานในพื้นที่ก็โดนคดี พอไปเดินรณรงค์ก็จะมีทหารมาคุมเป็นรายบุคคล แล้วแกนนำของเราแต่ละคนจะมีทหารลงไปถึงบ้าน เวลาจะเคลื่อนไหวแต่ละทีก็จะถามว่าวันนี้คุณจะไปไหน? ไม่ออกได้ไหม? อะไรแบบนี้” เนืองนิตย์ กล่าว
ด้านตัวแทนจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานธนพร วิจันทร์ รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า“ภายใต้รัฐบาล คสช. ทหารมีการไปบอกพ่อแม่ผู้ปกครองของแกนนำสหภาพแรงงานต่างๆ ให้เตือนบุตรหลานว่าขอให้อย่าก่อการชุมนุม ซึ่งลำพังการต่อสู้ในโรงงานก็ไม่ง่ายอยู่แล้ว เพราะนายทุนนักธุรกิจที่ไม่มีธรรมาภิบาลมักจะห้ามลูกจ้างตั้งสหภาพแรงงาน ถ้าใครพยายามตั้งสหภาพแรงงานหากไม่ถูกเลิกจ้างก็ถูกฟ้องเป็นคดีความ”พอยุครัฐบาลทหาร คสช. ห้ามสหภาพแรงงานชุมนุมประท้วง สถานการณ์สิทธิของผู้ใช้แรงงานจึงย่ำแย่กว่าเดิม
“ตอนนี้เราโดนผลิตซ้ำ พ.ร.บ.ชุมนุม (พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558) กลับมาอีก ห้ามชุมนุม จะทำอะไรต้องขออนุญาต อันนี้เป็นข้อจำกัดที่ทำให้เราไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวปัญหาของคนงานที่อยู่ในโรงงานหรือในภาคอุตสาหกรรม คนงานที่เป็นคนขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ วันนี้คนงานทำงานต้องส่งเงินกลับไปที่ครอบครัวที่บ้านต่างจังหวัด ท้ายที่สุดปัญหามันผลิตซ้ำ เราตกงาน เรากลับไปต่างจังหวัดก็ไม่ได้ พ่อแม่ก็โดนยึดพื้นที่ เรื่องนี้มันก็เป็นปัญหาสำคัญ” ธนพร กล่าว
รองประธาน คสรท. กล่าวอีกว่า “คนงานสายป่านสั้น ค่าจ้างแค่วันละสามร้อยกว่าบาท ไม่มีทางไปสู้กับรัฐและทุน” จึงมีแค่ “สองมือ-สองเท้า”ในการออกมาขับเคลื่อน “ถ้าไม่เดือดร้อนใครจะอยากออกมาชุมนุม” ดังนั้นเครือข่ายผู้ใช้แรงงานขอเรียกร้อง “รัฐบาลต้องรับฟังความเห็นต่างด้วย” หากนโยบายต่างๆ ที่ออกมาแล้วส่งผลกระทบกับประชาชน และฝากให้พรรคการเมืองอันถือเป็นตัวแทนของประชาชนผลักดันเรื่องนี้ด้วย
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น..และต้องติดตามกันต่อไปว่าในปัจจุบันที่แม้นายกฯ ยังเป็นคนเดิม แต่จะไม่มีสถานะพิเศษอย่างตำแหน่งหัวหน้า คสช. อีกแล้ว เมื่อบวกกับการมีตัวแทนจากประชาชนเข้าไปนั่งในสภา “ความเดือดร้อนของคนระดับฐานรากจากนโยบายของ คสช.” จะได้รับการแก้ไขหรือไม่? มากน้อยเพียงใด?!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี