546.jpg
‘ทวงคืนผืนป่า’ 5 ปี ‘คสช.’  บาดแผลเจ็บปวด ‘คนฐานราก’

‘ทวงคืนผืนป่า’ 5 ปี ‘คสช.’ บาดแผลเจ็บปวด ‘คนฐานราก’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“รอเก้อ” กันไปอีกครั้งกับความพยายามของรัฐบาลไทยในการนำ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อช่วงต้นเดือน ก.ค. 2562ที่ผ่านมา หลังที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกมีมติยังไม่รับรอง ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ 1.ความชัดเจนของเส้นเขตแดน เนื่องจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดทางตะวันตก คือ ราชบุรี เพชรบุรี
และประจวบคีรีขันธ์ มีบางส่วนติดกับประเทศเมียนมา(พม่า) 2.จัดทำพื้นที่เปรียบเทียบให้ชัดในการลดขนาดพื้นที่ และ 3.ยังมีปัญหาข้อพิพาทระหว่างชุมชนกับรัฐในพื้นที่ดังกล่าว

โดยเฉพาะ “ข้อ 3” นั้น ต้องว่าเป็นเรื่อง “อื้อฉาว” อย่างมาก เนื่องจากหากย้อนไปเมื่อปี 2554 เจ้าหน้าที่รัฐโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้บุกเข้าไปเผาบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างของชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบริเวณบ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดิน ซึ่งต่อมาในปี 2561 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดําที่ อส.77/2559หมายเลขแดงที่ อส.4/2561 ระบุว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าวถือว่าเกินกว่าเหตุและเข้าข่ายละเมิด จึงตัดสินให้กรมอุทยานฯ ชดใช้ค่าเสียหายแก่ชาวบ้าน 6 ราย ที่ฟ้องคดี


แต่วิธีคิดและวิธีการข้างต้นโดยเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่อาศัยในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเท่านั้น “ในระยะเวลา 5 ปี ภายใต้รัฐบาลทหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีการออกคำสั่งที่ 64 และ 66/2557”ตามนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” ได้สร้างผลกระทบอย่างมากต่อประชาชนที่ส่วนใหญ่เป็นคนระดับฐานราก หลายคนถูกจับกุมคุมขังเป็นคดีความทั้งที่กระบวนการพิสูจน์ว่าระหว่างพื้นที่อนุรักษ์ กับชุมชนของชาวบ้านใครมาก่อน-หลังยังไม่แล้วเสร็จ

ที่งานเสวนา “ปฏิบัติการทวงคืนผืนป่ากับผลกระทบต่อคนจน : กรณีอุทยานแห่งชาติไทรทอง” ณ มหาวิทยาลัยรังสิต ไพโรจน์ วงงาน ตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีอุทยานแห่งชาติไทรทอง จ.ชัยภูมิ เล่าว่า มีทั้งหมด 5 ชุมชน ที่ได้รับผลกระทบคือซับหวายหินรู ซอกตะเคียน หนองผักแว่น และซับสะเลเต ชุมชนเหล่านี้อยู่มาตั้งแต่ไทรทองยังไม่เป็นอุทยานแห่งชาติ “กระทั่งในปี 2534เกิดโครงการ คชก. มีการอพยพประชาชนไปอยู่ในพื้นที่ที่ภาครัฐรองรับ” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหา

“พื้นที่รองรับอยู่ในพื้นที่ อ.จัตุรัส ตอนนี้เปลี่ยนเป็น อ.ซับใหญ่ จ.ชัยภูมิ ซึ่งตรงนั้นก็มีเจ้าของอยู่แล้ว ที่ย้ายคนลงไปเพื่อจัดสรรที่ดินทำกินให้ราษฎรผู้ยากไร้ แต่กลับเป็นการเพิ่มความลำบาก เพราะไปอยู่ในที่ที่มีเจ้าของ ได้พื้นที่แค่คนละ 2 งาน ปลากระป๋องคนละไม่กี่กระป๋อง ข้าวสารคนละไม่กี่กิโลกรัม หลังจากนั้นก็ถูกลอยแพ ชาวบ้านก็รวมตัวกันเรียกร้อง ประกอบกับรัฐก็หาพื้นที่ให้ไม่ได้จึงต้องกลับไปอยู่ที่เดิมในปี 2535-2536

ช่วงประกาศอุทยานแห่งชาติไทรทองเริ่มมีปัญหา คนที่กลับไปแล้วกลับมาก็เป็นผู้บุกรุกโดยไม่ทราบสาเหตุ ชาวบ้านหลายคนก็โดนคดีเช่นที่ซับหวาย แล้วก็มีมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) 30 มิ.ย. 2541 มีแผนที่แสดงเป้าหมายขอคืนพื้นที่บ้านหินรู จำนวน 122 รายแปลง ข้อสังเกตคือมีรายชื่อของคนที่ไม่มีพื้นที่ทำกินอยู่ตรงจุดนี้ (ก่อนถูกย้ายไปช่วงโครงการ คชก.) สร้างปัญหาคือทำให้คนที่อยู่ในพื้นที่เป็นผู้บุกรุกโดยข้อผิดพลาดของเอกสารของทางราชการ” ตัวแทนชาวบ้านไทรทอง กล่าว

เช่นเดียวกับ ปราโมทย์ ผลภิญโญ ตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ที่กล่าวเสริมว่า การนำมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 มาเป็นฐานคิดหลักของเจ้าหน้าที่รัฐในการระบุว่าใครบุกรุกป่าทำให้เกิดปัญหามาก เช่น ในปี2559 มีรายงานว่าภาครัฐใช้มติดังกล่าวสำรวจการถือครองที่ดินไปได้ 1 พันกว่าแปลง เนื้อที่กว่า 2.8 หมื่นไร่ “แต่ยังมีส่วนที่ยังไม่ได้สำรวจอีกราว 1 พันกว่าแปลงเช่นกัน” คำถามคือ “เมื่อยังไม่มีการสำรวจเพื่อพิสูจน์สิทธิ์ การไปตีตราว่าคนเหล่านี้เป็นผู้บุกรุกไว้ก่อนนั้นถูกต้องหรือไม่” และวิธีคิดแบบนี้เองที่สร้างผลกระทบกับชาวบ้าน

“ในขณะที่ข้อเท็จจริงบางรายเป็นชุมชนที่ทำกินมาก่อนแล้วถูกอพยพในโครงการ คชก. ช่วงปี 2534-2535 หลายรายไม่สามารถเข้าร่วมสำรวจได้ด้วยข้อจำกัดของทางราชการเอง เช่น งบประมาณไม่พอระยะเวลามีจำกัด สุดท้ายก็อยู่ในฐานะตกสำรวจแล้วก็กลายเป็นผู้บุกรุกใหม่ ซึ่งก็กลายเป็นกลุ่มเป้าหมายในการขอคืนพื้นที่ตามแผนปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าในช่วงหลังปี 2557 เป็นต้นมา อันนี้เป็นความผิดพลาดอันที่หนึ่ง

อันที่สอง ในทางปฏิบัติทั้งในแง่เทคนิคของการพัฒนาข้อมูลระบบสารสนเทศที่ซ้อนกันของพื้นที่ จนกระทั่งไม่รู้ว่าใครบุกรุกใคร อย่างกรณีชุมชนซอกตะเคียนกับหินรู อันนี้ก็เป็นปัญหา แต่คนที่แบกรับปัญหาทั้งหมดกลับกลายเป็นชาวบ้าน มีบางรายผ่านการสำรวจตามมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 ด้วยซ้ำไปเพียงแต่บุคคลที่ปรากฏชื่อในการสำรวจนั้นเป็นพ่อ แม่ ลูก แต่คนที่ถูกดำเนินคดีเป็นทายาทโดยธรรม เช่น เป็นลูก สามี ภรรยา” ปราโมทย์ ยกตัวอย่าง

อย่างไรก็ตาม กรณีแก่งกระจานพลาดโอกาสขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้นอาจเป็น “แสงสว่าง” แก่ชุมชนคนระดับฐานรากที่อยู่อาศัยร่วมกับพื้นที่ป่ามาช้านาน โดย สุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึง สาระสำคัญของคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดําที่ อส.77/2559 หมายเลขแดงที่ อส.4/2561 ว่าด้วยเจ้าหน้าที่บุกเผาทำลายชุมชนกะเหรี่ยง ดังนี้

“การที่เจ้าพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 คือ กรมอุทยานแห่งชาติฯ รื้อถอนเผาทำลายสิ่งปลูกสร้างของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6บริเวณบ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นการกระทำโดยรู้สำนึกถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว และเป็นการใช้อำนาจเกินความจำเป็น ไม่สมควรแก่เหตุ

รวมถึงไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ในการใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504ตลอดจนไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี 3 ส.ค.2553 เรื่อง แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ในส่วนการจัดการทรัพยากรที่ให้ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่ข้อพิพาทเรื่องที่ทำกินในพื้นที่ดั้งเดิม การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย” สุรพงษ์ กล่าว

นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนผู้นี้ อธิบายต่อไปว่า “ตลอดเวลาของการต่อสู้ในศาล กรมอุทยานฯ อ้างว่าปฏิบัติตามมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 ส่วนฝ่ายชาวบ้านแย้งว่าต้องใช้มติ ครม. 3 ส.ค. 2553 แต่สุดท้ายศาลปกครองสูงสุดตัดสินว่าต้องใช้มติ ครม. 3 สิงหาคม 2553” และที่สำคัญคือ “มติ ครม. 3 ส.ค. 2553 ยังระบุว่าหมายถึงกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ด้วย” เมื่อศาลวินิจฉัยเช่นนี้เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม หาไม่แล้วถือว่ากระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อนึ่ง กรณีที่หน่วยงานของรัฐมักอ้างว่า “มติ ครม.ตามลำดับศักดิ์ของกฎหมายถือว่าอยู่ต่ำกว่าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)” ทำให้หน่วยงานต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ไว้ก่อนไม่อาจทำตามมติ ครม. ได้นั้น “ข้อเท็จจริงคือ การร่างมติ ครม.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ขัดกับกฎหมาย” และการค้นหาความจริงก่อนดำเนินคดีทางกฎหมายก็ถือเป็นเรื่องปกติในกระบวนการยุติธรรม

“เราสร้างกระบวนการตรวจสอบก่อน ถ้าตรวจสอบพบว่าเป็นของชาวบ้าน กฎหมายอุทยานระบุว่าการประกาศอุทยานต้องไม่เป็นพื้นที่ของใคร เมื่อเป็นของชาวบ้านก็คืนให้ชาวบ้านไปถ้าเขามีกรรมสิทธิ์ แต่ถ้าเกิดเขาไม่มีกรรมสิทธิ์ก็ดำเนินคดีกับเขาไปเป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีการขัดแย้ง ก่อนมติ ครม. จะออกแต่ละเรื่องได้ศึกษากฎหมายเรียบร้อยแล้ว” สุรพงษ์ กล่าวย้ำ

อีกด้านหนึ่ง เนื่องจากมติ ครม. 3 ส.ค. 2553 เน้นคำว่า “กลุ่มชาติพันธุ์” โดยยกชาวกะเหรี่ยงเป็นตัวอย่าง คำถามที่ตามมาคือ “แล้วชาวบ้านธรรมดาทั่วไปจะใช้ได้ด้วยหรือ” ประเด็นนี้ ศ.(กิตติคุณ)ดร.อมรา พงศาพิชญ์อดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชี้แจงในฐานะผู้สำเร็จการศึกษาโดยตรงด้านมานุษยวิทยา ว่ายังมี “ความเข้าใจคลาดเคลื่อน” ในนิยามของคำว่ากลุ่มชาติพันธุ์

“ขอความกรุณาใครที่จะเอาเรื่องนี้ไปใช้คำว่าชาติพันธุ์นี้มีปัญหาเพราะมีอาจารย์บางคนไปสอนว่าชาติพันธุ์คือชาติพันธุ์อื่นๆที่ไม่ใช่ไทย สอนกันอย่างไรก็ไม่รู้ เราเรียนมาทางมานุษยวิทยา ครูสอนว่าชาติพันธุ์ คือทุกคน มีชาติพันธุ์ ชาติพันธุ์อะไรก็แล้วแต่ เป็นชนส่วนใหญ่ก็มีชาติพันธุ์ที่คนส่วนใหญ่เขามีกันมันคือคำของส่วนใหญ่กับคนส่วนน้อย แต่ไม่ใช่ว่าชาติพันธุ์ใช้กับชนกลุ่มน้อย ฉะนั้นถ้าใช้ขอให้ระวัง ทุกคนมีชาติพันธุ์ ชาวบ้านไทรทองก็มีชาติพันธุ์ พวกเราก็ชาติพันธุ์ไทย” อดีตประธาน กสม. อธิบาย

ปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าภายใต้รัฐบาลทหาร คสช. ตามคำสั่งที่ 64/2557 แม้ต่อมาจะมีคำสั่งที่ 66/2557 ระบุเพิ่มเติมว่า “อย่าให้กระทบกับประชาชนผู้ยากไร้” แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม ดังข้อสังเกตจากองค์กรภาคประชาชน เช่น สมาคมผู้หญิง กฎหมายและการพัฒนาแห่งเอเชียแปซิฟิก (APWLD) ออกแถลงการณ์เมื่อ 1 ก.ค. 2562 เรื่ององค์กรภาคประชาสังคม 226 แห่งทั่วโลก เรียกร้องรัฐบาลไทยให้รับรองสิทธิในที่ดินของชุมชนของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและที่ดินบ้านซับหวาย โดยตอนหนึ่งระบุว่า มีนายทุนเพียงร้อยละ 2 เท่านั้นที่ถูกดำเนินคดี

รวมถึง กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน (Land Watch Thai) อันเป็นการรวมตัวกันของภาคประชาชนและนักวิชาการที่สนใจปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินและการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ เผยแพร่ข้อมูลเมื่อ 8 มี.ค. 2562 ระบุว่า ในขณะที่รัฐบาลทหาร คสช. จับกุมและขับไล่คนระดับฐานรากที่ใช้ประโยชน์พื้นที่ป่า อีกทางหนึ่งกลับอนุมัติให้นายทุนภาคธุรกิจขนาดใหญ่ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าไปแล้ว 6,243 ไร่ 3 งาน 131 ตารางวา

แต่ถึงจะมีข้อมูลเช่นข้างต้น ตลอดจนความรู้ใหม่ที่ได้รับการยอมรับในระยะหลังๆมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าคนสามารถอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าได้หากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม “ทัศนคติจากคนอีกส่วนของสังคมหรือก็คือชนชั้นกลาง ยังเป็นอุปสรรคทำให้ภาครัฐอาจไม่กล้าเปลี่ยนนโยบายหรือวิธีคิด”ซึ่งนอกจากกรณีคนกับป่าแล้วยังมีอีกหลายเรื่องที่นโยบาย คสช. กระทบคนฐานราก เช่น การทวงคืนทางเท้าจากหาบเร่แผงลอย ทวงคืนแม่น้ำลำคลองจากชุมชนริมคลองในลักษณะขับไล่มากกว่าจัดระเบียบ คนกลุ่มนี้ก็ให้การสนับสนุน

ดังที่ รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่า “ปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าได้ใจคนชั้นกลางในเมืองที่ต้องการมีป่าไว้ชื่นชมและท่องเที่ยว จึงอยากให้ป่ามีสภาพบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่มีมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง” ซึ่งก็จะสอดคล้องกับ “การเคลื่อนไหวก่อนหน้าการรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 ของมวลชนกลุ่ม กปปส. พบว่าจำนวนมากก็คือชนชั้นกลาง” เป็นผู้มีการศึกษาดีหรือมีชื่อเสียงในสังคม

“จะทำอย่างไรกับชนชั้นกลางที่ปลื้มปีติกับการทวงคืนผืนป่า กับการไล่รื้อชุมชนริมคลองแล้วคิดว่ามันสะอาดดี ที่สุดแล้วอันนั้นเป็นโจทย์ที่สำคัญมากที่จะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปกับพวกที่ชอบให้ท้ายหรือความชอบธรรมกับการใช้อำนาจในลักษณะเช่นนี้ ที่สุดคงต้องกลับไปหาสิ่งที่เรียกว่าระบบการศึกษา สื่อมวลชน หรือสื่อวัฒนธรรมจำพวกหนัง ละคร เพลง อันนี้เป็นเรื่องใหญ่แต่ต้องอาศัยเรี่ยวแรงของทุกคน อย่างน้อยที่สุดถ้าทำได้แล้วควบคู่ไปกับประเด็นทางกฎหมาย ก็น่าจะฝ่าวิกฤติไปได้ รุ่นลูกหลานก็คงไม่เจอในสิ่งที่เรากำลังเจอ” อาจารย์อนุสรณ์ ฝากทิ้งท้าย

ปัจจุบันคำสั่ง คสช. ที่ 64 และ 66/2557 ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว พร้อมกับ คสช. ที่สิ้นสภาพไปเมื่อ ครม. ชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งก็หวังว่าแม้นายกรัฐมนตรียังเป็นคนเดิม แต่สถานะได้เปลี่ยนไปเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่ผู้นำเผด็จการทหารอีกต่อไป จะทำให้เกิดการทบทวนนโยบายทวงคืนผืนป่า ตลอดจนนโยบายจัดระเบียบต่างๆ ที่ถูกทักท้วงมาตลอด 5 ปี ในยุค คสช. ว่ากระทบคนระดับฐานรากทั้งในเมืองและในชนบทอย่างกว้างขวาง

เผื่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทำนอง“ยุค #ทีมลุง คือยุคที่สอบตกด้านเศรษฐกิจ-ปากท้อง และซ้ำเติมสังคมให้มีสภาพรวยกระจุก-จนกระจายมากที่สุด” ที่ดังเซ็งแซ่ไปทั่วมาตลอด 5 ปี จะเบาลงบ้าง!!!

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top