546.jpg
‘หมอเณร’เฮ!ศาลปกครองสั่ง ‘กรมพัฒนาแพทย์แผนไทยฯ’รับรองตำรับยาพื้นบ้าน ‘โรคเบาหวาน-หลอดเลือดหัวใจ’

‘หมอเณร’เฮ!ศาลปกครองสั่ง ‘กรมพัฒนาแพทย์แผนไทยฯ’รับรองตำรับยาพื้นบ้าน ‘โรคเบาหวาน-หลอดเลือดหัวใจ’

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.09 น.

ปิดฉากคดีมหากาพย์! ศาลปกครองอ่านคำพิพากษา ฟัน ‘กรมพัฒนาแพทย์แผนไทยฯ’ ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่รับรองตำรับยา  ‘หมอเณร’  รักษาโรคเบาหวาน-หลอดเลือดหัวใจ ด้านหมอเณรลั่นความยุติธรรมมีอยู่จริง หลังต่อสู้มาเกือบ 10 ปี มั่นใจตำรับยาสู้โรคร้ายได้ผล แนะป้องโควิด-19 ปรับธาตุไฟสร้างสมดุลร่างกาย วอนนายกฯ ผลักดันแพทย์แผนไทยมิติใหม่

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 28 ธันวาคม 2563 ที่ศาลปกครองกลาง ศาลนัดพิพากษาคดีดำ หมายเลขดำ 317/2555 ระหว่าง นายชัยรัตน์ นนทชัย (หมอเณร หมอพื้นบ้านชื่อดัง จ.กาญจนบุรี) ผู้ฟ้องคดี และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กรณีเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรและการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร


โดยนายชัยรัตน์ ฟ้องว่า เป็นผู้มีคุณสมบุติและเป็นผู้มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการแพทย์พื้นบ้านไทย ตามประกาศคณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ.2547 เรื่องการรับรองว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการแพทย์พื้นบ้านไทย เพื่อขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาแพทย์แผนไทย ลงวันที่ 13 ก.ค.2547 นายชัยรัตน์ เป็นผู้มีความรู้ความสามมารถ ความชำนาญด้านสมุนไพร เพื่อใช้ในการรักษาโรคและได้ใช้วิชาการแพทย์สมุนไพรรักษาผู้ป่วยมาเป็นระยะเวลากว่า 30 ปีแล้ว จนได้รับการยอมรับจากผู้คนจำนวนมากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ  จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาดังนี้

1.ให้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ดำเนินการออกใบรับรอบเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะและรับรองสูตรตำรับยาสมุนไพรไทย

2.ให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 5,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก จะชำระเสร็จ

เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า คำขอให้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ดำเนินการออกใบรับรองผู้ประกอบการโรคศิลปะนั้น นายชัยรัตน์ ได้รับการเสนอชื่อโดยองค์กรซึ่งมิใช่หน่วยงานที่มีคุณสมบัติตามประกาศคณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทยฉบับที่ 1 พ.ศ. 2547 อธิบดีของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก  จึงมิได้ออกหนังสือรับรองผู้ฟ้องคดี เป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการแพทย์พื้นบ้านไทยตามแบบ พท.พ.3 ให้แก่นายชัยรัตน์ 

กรณีนี้ กระทรวงสาธารณสุข จึงมิได้ละเลยต่อหน้าที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติแต่อย่างใด ส่วนคำขอให้ กระทรวงสาธารณสุข รับรองสูตรตำรับยาสมุนไพรให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้นเห็นว่าการพิจารณาคำขอจดทะเบียนสิทธิ์ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยประเภทตำรับยาแผนไทยของ นายชัยรัตน์ เป็นอำนาจโดยตรงของ กระทรวงสาธารณสุข จึงจะต้องใช้ดุลพินิจเพื่อพิจารณาให้การรับรองตำรับยาแผนไทยส่วนบุคคลดังกล่าว ศาลมิอาจก้าวล่วงไปใช้ดุลพินิจแทนกระทรวงสาธารณสุขได้

พิพากษาให้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก พิจารณาคำขอจดทะเบียนสิทธิ์ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยของผู้ฟ้องคดีและแจ้งผลการพิจารณาให้ นายชัยรัตน์ ทราบ ทั้งนี้ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

 

 

นายชัยรัตน์ กล่าวภายหลังการเข้ารับฟังคำพิพากษา ว่า ตุลาการอ่านคำพิพากษาเห็นว่าอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกละเลยการปฏิบัติหน้าที จึงให้ออกใบรับรองตำหรับยา ที่ตนได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง คือ สำหรับยาที่รักษาโรคหัวใจ โรคเบาหวาน 4 ขนาน ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่พิพากษา ตนรู้สึกมีความหวังที่จะอนุรักษ์ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยต่อไป และเห็นว่าศาลได้คืนความยุติธรรมให้กับตนแล้ว สำคัญกว่านั้นก็คือ การปกป้องอนุรักษ์สมบัติอันล้ำค่าของประเทศไทยให้คู่ควรเมืองคงอยู่สืบไป อีกทั้งจะเป็นการพัฒนาแพทย์แผนไทยที่มีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะตำรับยาของตนที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ และคัมภีร์โบราณสามารถรักษาโรคเบาหวานและผ่านไม่ต้องตัดขา และโรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงตำรับยาปรับไฟธาตุ ซึ่งจะทำให้ผู้คนไม่เจ็บป่วยได้ง่ายๆ 

"โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบายไวรัสโควิด-19 หากคนเรามีไฟธาตุที่ดี สมดุลในร่างกายจะสามารถป้องกันไม่ให้เจ็บป่วยจากโรคต่างๆ ได้ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรมีรายได้จากการปลูกพืชสมุนไพร และจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางรักษาโรคด้วยสมุนไพรไทยระดับโลกในอนาคตอีกด้วย ซึ่งการต่อสู้กับหน่วยงานรัฐโดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข และกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ คือบทพิสูจน์ของระบบราชการไทยที่ไม่ส่งเสริมสนับสนุนภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย ซึ่งที่ผ่านมาเราคงได้เห็นบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานรัฐดังกล่าวแล้ว ว่ามีการเลือกปฏิบัติไปสนับสนุนหมอแสงรักษาโรคมะเร็ง หรือแม้แต่เมื่อกว่า 20 ปีทีผ่านมาไปสนับสนุนยาวีวัน ซึ่งไม่สามารถรักษาโรคเอดส์ได้ หรือมะเร็ง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องผลประโยชน์มากกว่าการส่งเสริมแพทย์แผนไทยอย่างแท้จริง จึงขอฝากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณาประเด็นนี้ด้วย เพราะที่ผ่านมามีการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้อย่างไร้ประสิทธิภาพ ถึงเวลาแล้วที่จะช่วยกันส่งเสริมสนับสนุนสมุนไพร และแพทย์แผนไทยอย่างจริงจังเพื่อให้ผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการรักษาโรคร้ายด้วยสมุนไพรโดยเร็ววัน" นายชัยรัตน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ คดีนี้ นายชัยรัตน์ ได้รวบรวมหลักฐานฟ้องร้อง สธ. และกรมพัฒนาแพทย์แผนไทยฯ ต่อศาลปกครองกลาง สืบเนื่องจากเมื่อปีพ.ศ.2554 ได้ทำเรื่องขอรับรองผลงานการรักษาแพทย์แผนไทย และรับรองตำรับยาปรับภูมิ และตั้งไฟธาตุ ซึ่งมีฤทธิ์รักษาโรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ  ต่อสาธารณสุขอำเภอห้วยกระเจา แต่กรมแพทย์แผนไทยฯ ปฏิเสธไม่รับรองใบประกอบโรคศิลปะให้ เนื่องจากเห็นว่าหน่วยงานที่เสนอชื่อหมอเณรไม่มีคุณสมบัติตามระเบียบ โดยมีผู้ผ่านการประเมินเพียง 10 รายจาก 16 เท่านั้น โดยที่กรมฯไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องทราบแต่อย่างใด และเมื่อมีการแก้กฎหมายใหม่กรมฯ มีอำนาจในการรับรองตำรับยา และมีหน้าที่สนับสนุนแพทย์แผนยไทยตลอดจนภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย นายชัยรัตน์ได้พยายามรองขอให้กรมฯรับรองตำรับยามาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า จึงนำเรื่องมาร้องต่อศาลฯ 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top