‘นวัตกรรม’เชื่อม‘การตลาด’  เสริมศักยภาพภาคธุรกิจไทย

‘นวัตกรรม’เชื่อม‘การตลาด’ เสริมศักยภาพภาคธุรกิจไทย

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
Tag :

 

ในยุคที่การระบาดของไวรัสโควิด-19ส่งผลกระทบและสร้างความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมครั้งใหญ่ไปทั่วโลก แต่ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่ายังมีสัญญาณบวกจำนวนมากในเชิงเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการยังมีโอกาสในการพลิกฟื้นธุรกิจให้ดีขึ้นได้ แต่ต้องมีการเตรียมพร้อม ปรับตัว และพัฒนาให้ทันกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “การใช้งานวิจัยและนวัตกรรม” รวมถึงความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดธุรกิจของตนเอง


หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้การกำกับของ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) มีภารกิจในการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์

รศ.ดร.สิรี ชัยเสรี ผู้อำนวยการ บพข. ให้ความเห็นว่า ช่องว่างสำคัญที่ทำให้งานวิจัยไทยไปไม่ถึงภาคอุตสาหกรรมคือการพัฒนาเทคโนโลยี ดังนั้นทุนที่ บพข. สนับสนุนจึงไม่ใช่ Basic Research (การวิจัยพื้นฐาน) แต่จะเป็นงานวิจัยที่ดำเนินการเสร็จแล้ว และอยู่ในกระบวนการที่เรียกว่า Translational Research (การนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์) หรือในภาคอุตสาหกรรมจะเรียกว่า Development (การพัฒนา) เพื่อพัฒนาจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

“บพข. พบว่า ปัญหาของผู้ประกอบการและนักวิจัยที่เข้ามารับทุนหรือร่วมงานกับ บพข. คือเรื่องการตลาด ดังนั้น บพข. จึงพยายามเชื่อมต่อกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ ซึ่งไปสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตของกระทรวงพาณิชย์พอดี ด้วยเหตุนี้ทาง บพข. จึงได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พร้อมพันธมิตรด้านนวัตกรรมอีก 6 หน่วยงานจากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” รศ.ดร.สิรี กล่าว

ผอ.บพข. เปิดเผยว่า การทำ MOUครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่ บพข. มองเห็นภาพและโอกาสในการเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศไทย เนื่องจากต่างคนต่างมีความเชี่ยวชาญต่างกัน โดย บพข. เป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์มีศักยภาพที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการด้านการตลาด

และที่สำคัญคือทั้ง 2 หน่วยงานต่างมองเห็นว่า นวัตกรรมเป็นสิ่งจำเป็นในการเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้นได้ ซึ่งการร่วมมือกันครั้งนี้ผู้ประกอบการที่สนใจจะรับทุนจาก บพข. จะได้รับการปรึกษาด้านการตลาดกับกระทรวงพาณิชย์ โดย บพข. จะเข้ามาหนุนเสริมให้เกิดการประสานงานและพัฒนาเทคโนโลยีจากนักวิจัยที่ตรงกับความต้องการของตลาดได้ เป็นการทำงานในรูปแบบสนับสนุนกันและกัน ทั้งนี้ แม้ว่า บพข. จะเป็นหน่วยงานที่เริ่มให้ทุนได้เพียง 1 ปี แต่ปัจจุบันงานวิจัยของ บพข. ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศพอสมควร

เช่น ชุดตรวจโควิด SAR-CoV-2 ด้วยวิธี Real-Time RT-PCR (แผนงานสุขภาพและการแพทย์) ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากสารสกัดแซนโทนในเปลือกมังคุดอินทรีย์ (แผนงานเกษตรและอาหาร) แบตเตอรี่แบบอัดประจุซ้ำได้จากขยะแบตเตอรี่ (แผนงานเศรษฐกิจหมุนเวียน) และหุ่นยนต์ช่วยประเมินดูแล ฟื้นฟู บริการผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (แผนงานระบบคมนาคมแห่งอนาคต อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ) เป็นต้น

“งานวิจัยที่หลายคนมักพูดว่างานวิจัยขึ้นหิ้งนั้น ในความเป็นจริงแล้วสามารถใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เช่น กระทรวงพาณิชย์ หรือหน่วยงานพันธมิตรภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารรถใช้ประโยชน์จากงานวิจัยหรือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ยกระดับสินค้าไทยไปสู่สินค้ามูลค่าสูง และก้าวไปสู่เศรษฐกิจการค้ายุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยธุรกิจฐานนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้แข่งขันได้ในระดับสากล” รศ.ดร.สิรี กล่าวในท้ายที่สุด

หน่วยบริหารและจัดการทุน

ด้านการเพิ่มความสามารถ

ในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top