542.jpg
สกู๊ปพิเศษ : แก้‘มาตรา7 ทวิ วรรคสอง’ ฟังมุมวิชาการ..เรื่องนี้มีเหตุผล!!

สกู๊ปพิเศษ : แก้‘มาตรา7 ทวิ วรรคสอง’ ฟังมุมวิชาการ..เรื่องนี้มีเหตุผล!!

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ย้อนไปเมื่อช่วงกลางเดือน มิ.ย. 2569 มีข่าวลือหนึ่งที่แพร่กระจายบนพื้นที่ออนไลน์ นั่นคือ ‘รัฐบาลกำลังจะแจกสัญชาติไทยให้กับคนต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยมานาน’ และหลายคนกังวลไปอีกว่าต่อไปคนต่างด้าวกลุ่มนี้จะสามารถสมัครสอบเข้าทำงานราชการหรือลงเลือกตั้งเป็นนักการเมืองได้ แม้ฝ่ายรัฐจะมีคำชี้แจง เช่น  เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2569 พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ‘การแก้ไขกฎหมายไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อมอบสัญชาติไทยให้กับแรงงานต่างด้าวหรือผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย

แต่เป็นการแก้ปัญหากลุ่มบุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน มีตัวตนชัดเจน และผ่านกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน อีกทั้งแม้บุคคลจะได้รับสัญชาติไทยแล้ว การเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้โดยอัตโนมัติ


เช่นเดียวกับหน่วยงานเจ้าภาพเรื่องนี้อย่าง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงในวันเดียวกันว่า ‘การแก้ไขประเด็นการให้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐที่ต้องการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ให้ถือว่าเป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด เพื่อให้ผู้ได้สัญชาติไทยดังกล่าวได้ใช้สิทธิในการเป็นพลเมืองไทยสมบูรณ์และเท่าเทียม ยังเป็นข้อเสนอที่ได้รับการสนับสนุนในเชิงวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์’ โดยในชั้นของนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือ รมว.มหาดไทย ยังไม่เคยได้ทราบเรื่องการแก้ไขกฎหมายนี้มาก่อน

ยังมีคำอธิบายในเว็บไซต์ law.go.th ซึ่งเป็นช่องทางรับฟังความคิดเห็นของร่างกฎหมายต่างๆ โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในหัวข้อ ‘โครงการรับฟังความคิดเห็นประกอบการแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508’ ระบุว่า ‘การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเพื่อต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะบุคคล ของชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มผู้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน ซึ่งถือว่ามีสถานะเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติ (Stateless persons) โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้ขอมีสัญชาติไทยจะต้องไม่มีสัญชาติของประเทศอื่น’ ส่วนบิดามารดาที่เป็นผู้เข้ามา  ในราชอาณาจักรจะให้สถานะคนเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้มีถิ่นที่อยู่ถาวรในราชอาณาจักร

‘เรื่องนี้มีที่มาอย่างไร?’ ต้องย้อนไปที่งานเสวนา ‘เกิดในไทย มีสัญชาติไทย ก็ไม่มีสิทธิ ?: ปัญหาใหม่ในการตีความสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งของคนไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง’ เมื่อเดือน ก.พ. 2569 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) โดย ศิวนุช สร้อยทอง ทนายความคลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา เล่าว่า มีตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ใน จ.เชียงราย ซึ่งได้รับสัญชาติไทยตามมาตราดังกล่าวและลงสนามการเมืองท้องถิ่นระดับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 – 20 ปี ทำงานในชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งล่าสุดช่วงปลายปี 2568 เมื่อจะลงสมัครอีกครั้งกลับถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า ไม่ใช่บุคคลที่มีสัญชาติไทยโดยการเกิด โดยคนกลุ่มนี้เกิดในประเทศไทยก่อนปี 2535 และได้รับผลกระทบ เนื่องจากแต่เดิม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ระบุว่าเมื่อเกิดบนแผ่นดินไทยถือว่าได้สัญชาติไทยทันที จนกระทั่งมีการออกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 (ปว.337) เมื่อปี 2515 จากกระแสความหวาดกลัวการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ในเวลานั้น ส่งผลให้เกิดการถอนสัญชาติไทย ทำให้คนจำนวนมากกลายเป็นบุคคลไร้สัญชาติ

ต่อมาในปี 2535 มีการปฏิรูปกฎหมายเพื่อคืนสิทธิ์ เกิดเป็นกลไก ม.7 ทวิ วรรคสอง ประชากรชาวเขาซึ่งมีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ไทใหญ่ อาข่า ไทลื้อ ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในโครงการหลวง ถือเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่รัฐไทยเข้าไปแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลไร้สัญชาติ ทำให้คนกลุ่มนี้มีบัตรประชาชนสัญชาติไทย ใช้ชีวิตเป็นพลเมืองไทย และหลายคนลงสนามการเมืองท้องถิ่นด้วยความเชื่อว่าจะสามารถทำงานตอบโจทย์ความต้องการของงชุมชนตนเองได้

วันเวลาผ่านไปจนถึงปี 2562 มีการออก พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งในมาตรา 49 ระบุคุณสมบัติผู้ลงสมัครว่าต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด ซึ่งในช่วงแรกๆ ก็ยังไม่มีปัญหาอะไร ผู้ได้สัญชาติไทยตาม ม.7 ทวิ วรรคสอง ของ พ.ร.บ.สัญชาติ ยังคงลงสมัครรับเลือกตั้งได้ตามปกติ กระทั่งเมื่อเกิดกรณี ‘ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 23/2567 ที่ระบุในตอนหนึ่งว่า บุคคลที่ได้สัญชาติไทยตาม ม.7 ทวิ วรรคสอง ไม่ถือว่าได้สัญชาติไทยโดยการเกิด’ ทำให้คนกลุ่มนี้จากที่เคยมีสิทธิ์ลงสนามการเมืองก็ถูกตัดสิทธิ์ไป

และแม้ว่ากรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จะทำหนังสือชี้แจงไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันว่าบุคคลที่ได้สัญชาติไทยตามกลไก ม.7 ทวิ วรรคสอง เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ซึ่งเป็นการยืนยันการตีความเดิมเมื่อปี 2558 อีกทั้งยังสอดคล้องกับการทำความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาในปี 2552 รวมถีงยังตรงกับคำวินิจฉัยของศาลปกครองนครราชสีมา ซึ่งเคยมีการฟ้องคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งเช่นกัน แต่สุดท้าย กกต. ก็ยังย้ำว่าต้องยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

‘พวกเขาน่าสงสารนะ วันที่ไปประชุมกรรมาธิการ เขาบอกมาว่าไม่เอา 7 ทวิ วรรคสอง ของตัวเองแล้วได้ไหม? เขาจะสละสัญชาติตัวเองได้ไหม? แล้วเขาขอไปยื่นใหม่เป็นมาตรา 23 ได้ไหม? จริงๆ เป็นคนในสถานการณ์เดียวกัน แต่เป็นไทยในคนละยุค 7 ทวิคือเกิดก่อนการปฏิรูปอีกรอบในปี 2551 คน 7 ทวิ วรรคสอง ถ้าหล่นจากการแก้ไขปัญหายุคนั้นจะเป็นไทยตามมาตรา 23 ซึ่งในยุคมาตรา 23 กกต. ไม่ได้ตัดสิทธิ์ทั้งที่เกิดในช่วงเวลาเดียวกัน ข้อเท็จจริงพ่อแม่เป็นเหมือนกัน’ ศิวนุช กล่าว

รศ.ดร.อานนท์ มาเม้า อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แนวคิดเรื่องสัญชาติเข้ามาสู่สังคมไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 – 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์โดยรับมาจากโลกตะวันตกที่ต้องการสร้างความชัดเจนในการที่บุคคลใดจะเป็นสมาชิกของรัฐนั้นหรือไม่ โดยการได้สัญชาติของประเทศใดๆ จะมีหลักใหญ่ 2 อย่าง คือ 1.หลักดินแดน ซึ่งมี 2 ประเภทย่อย คือ 1.1 เพราะมีถิ่นอาศัยอยู่ในดินแดนนั้น หรือ 1.2 เพราะเกิดในดินแดนนั้น กับ 2.หลักสายเลือด คือการได้สัญชาติตามพ่อหรือแม่ในฐานะผู้ให้กำเนิด

 ดังนั้นจะเห็นว่า ‘การได้สัญชาติโดยการเกิดทับซ้อนอยู่ทั้งการเกิดในดินแดนและการเกิดที่เป็นการสืบสายเลือด’ ซึ่งในความเห็นส่วนตัวมองว่า มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ของ พ.ร.บ.สัญชาติ คือการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด เพราะบุคคลที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรานี้เข้าข่ายเกิดในดินแดน แม้จะมีการบัญญัติถ้อยคำว่าได้สัญชาติไทยภายหลังการเกิด แต่การพิจารณาก็ยังต้องยึดหลักการเกิดในดินแดนอยู่ดี รวมถึงการที่รัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรานี้อนุมัติสัญชาติไทยก็อนุมัติโดยยึดหลักการเกิดในดินแดน

โดย พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง ระบุว่า ‘ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทย ถ้าในขณะที่เกิดบิดาตามกฎหมาย หรือบิดาซึ่งมิได้มีการสมรสกับมารดา หรือมารดาของผู้นั้นเป็น (1) ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย (2) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว หรือ (3) ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง’

ซึ่งจะเห็นคำว่า ‘ผู้เกิดในราชอาณาจักร’ ดังนั้นหลักการได้สัญชาติไทยตามมาตรานี้จึงยึดหลักดินแดน ส่วนวรรคสองที่ระบุว่า ‘ในกรณีที่เห็นสมควร รัฐมนตรีจะพิจารณาและสั่งเฉพาะรายหรือเป็นการทั่วไปให้บุคคลตามวรรคหนึ่งได้สัญชาติไทยก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด’ เท่ากับการได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด เพียงแต่เป็นการอนุมัติสัญชาติให้ในภายหลัง

‘ผมคิดว่า Consequence (ผลที่ตามมา) เพราะเป็นผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ (23/2567) ผมเข้าใจภาครัฐที่วันนี้ตีความแบบนั้น เหตุผลในคำวินิจฉัยหน้า 10 ย่อหน้าบน ประโยคสุดท้ายค้ำคออยู่ บุคคล 7 ทวิ วรรคสอง ไม่ได้เป็นผู้ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด กับอีกฟากหนึ่งคือนักวิชาการ คนทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชน มองว่า 7 ทวิ วรรคสอง เป็นสัญชาติไทยโดยการเกิด ในทางทฤษฎีทางวิชาการก็มีข้อสนับสนุนเหมือนกันว่าเป็นสัญชาติไทยโดยการเกิด แล้วผลกระทบวันนี้มันไม่ได้จบแค่รับสมัครเลือกตั้ง สส. (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) มันลามไปทั่วต่อคำที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายอื่นๆ มองในแง่ Fact (ข้อเท็จจริง) ว่าสิทธิของบุคคลหดหายลงไปด้วยนะ’ รศ.ดร.อานนท์ กล่าว

พวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นด้วยเช่นกันว่า พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ด้วยเหตุผล 4 ประการ คือ 1.การรับรอง ‘ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับบุคคล’ จากข้อเท็จจริงของการเกิดในประเทศไทย ซึ่งไทยไม่เคยถูกตำหนิจากนานาชาติ สะท้อนว่าตีความสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

2.การแยกระหว่างการมีสัญชาติ (สารบัญญัติ) และการรับรองสถานะคนชาติ (วิธีสบัญญัติ) เช่น คนไทยไปแต่งงานและมีลูกในต่างประเทศ ลูกที่เกิดมาย่อมได้สัญชาติไทยด้วยตามหลักบุคคล (หรือหลักสายเลือด) แม้พ่อแม่จะยังไม่อยากให้ลูกเข้ากระบวนการรับรองการมีสัญชาติไทยก็ตาม อาทิ กรณีบุตรชายที่ยังไม่พ้นช่วงวัยต้องเกณฑ์ทหารตามที่กฎหมายไทยกำหนด แต่เมื่อผ่านช่วงเวลานั้นไปแล้วเจ้าตัวประสงค์จะเข้ากระบวนการรับรองสัญชาติไทย ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าข่ายการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

3. ตำแหน่งแห่งที่ของบทบัญญัติมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ของ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ซึ่งกลไกนี้เกิดขึ้นในการแก้ไขกฎหมายเมื่อปี 2535 แต่หากไปดู มาตรา 7 ซึ่งระบุว่า ‘บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด (1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย (2) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย ยกเว้นบุคคลตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง , คำว่าบิดาตาม (1) ให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นบิดาของผู้ เกิดตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง แม้ผู้นั้นจะมิได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของผู้เกิด และ มิได้จดทะเบียนรับรองผู้เกิดเป็นบุตรก็ตาม’ ก็จะเห็นว่ามาตรา 7 และมาตรา 7 ทวิ เป็นเรื่องการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

ซึ่งแม้มาตรา 7 ทวิ จะเป็นการยกเว้นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักดินแดน แต่ก็ไม่ได้ยกเว้นไปเสียทั้งหมด หากดูที่วรรคสองซึ่งให้อำนาจรัฐมนตรีอนุมัติให้บุคคลที่ถูกยกเว้นในวรรคหนึ่งได้รับสัญชาติไทย โดยสรุปคือ ‘มาตรา 7 (2) คือบทหลัก มาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่งคือการยกเว้นบทหลัก และมาตรา 7 ทวิ วรรคสองคือการยกเว้น 7 ทวิ วรรคหนึ่ง’ ดังนั้นเจตนารมณ์ของ ม.7 ทวิ วรรคสอง คือการนำพาไปสู่ ม.7 หมายถึงตีความว่าเป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักดินแดน

และ 4.แนวทางปฏิบัติของการปรับใช้มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง โดยฝ่ายปกครอง เช่น บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง คุณสมบัติของผู้มีสิทธิที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน (เรื่องเสร็จที่ 226/2552) กรณีกรมการปกครองสอบถามมาที่กฤษฎีกา เรื่องมาตรา 23 ของ พ.ร.บ.สัญชาติ ซึ่งกฤษฎีกาตีความว่าให้พิจารณาตามข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุของการถือสัญชาติ หมายถึงยึดตามเหตุที่บุคคลนั้นเกิด (เกิดในไทย) ไม่ใช่ยึดตามเหตุที่บุคคลนั้นได้รับการรับรองสถานะ เท่ากับว่าบุคคลที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 23 เท่ากับได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

ต่อมาในปี 2558 กรมการปกครอง มีหนังสือเลขที่ มท 0309.1/3158 เรื่อง  การได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ฯลฯ ระบุชัดเจนว่า การได้สัญชาติไทยตาม ม.7 ทวิ วรรคสอง ของ พ.ร.บ.สัญชาติ เป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ซึ่งเทียบเคียงกับคำวินิจฉัยของกฤษฎีกา หมายถึงให้ยึดโยงกับข้อเท็จจริง และหน่วยงานภาครัฐของไทยก็ใช้การตีความลักษณะนี้มาตลอดจนกระทั่งเกิดกรณีเมื่อปี 2567 ขึ้น

‘มหาดไทยออกมายืนยัน (หนังสือสำนักทะเบียนกลาง เลขที่ มท 0309.1/5161 ลงวันที่ 17 ธ.ค. 2568 เรื่อง ขอชี้แจงและยืนยันความเห็นกรณีบุคคลที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) หลังเกิดเหตุคน 7 ทวิ วรรคสอง ถูกตัดสิทธิ์ลงสมัครเลือกตั้ง มหาดไทยก็เลยกลับมาบอกอีกที คืออ้างความเห็นของกฤษฎีกา ปี 2552 ความเห็นตัวเองปี 2558 ขณะเดียวกันน่าสนใจว่าอ้างแนววินิจฉัยของ กกต. ว่าที่ผ่านมา หรือความเห็นเมื่อปี 2555 ของ กกต. ก็บอกว่า 7 ทวิ วรรคสอง เป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

แสดงว่าตรงนี้สะท้อนว่าทางปฏิบัติของฝ่ายปกครองหรือฝ่ายบริหารของไทย มอง 7 ทวิ วรรคสอง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาว่าเป็นไทยโดยการเกิด อันนี้คือทางปฏิบัติที่ 7 ทวิ วรรคสอง ถูกพัฒนามาเรื่อยๆ ดังนั้นตรงนี้ทำให้มองว่าทำไมมาตรานี้ถึงเป็นเรื่องไทยโดยการเกิด สิ่งที่เป็นจุดท้าทายคือกฎหมายตีความเช่นนี้มาตลอด พอปี 2568 มันสามารถเปลี่ยนการตีความพลิกหน้าเป็นหลังได้จริงหรือ? โดยเฉพาะในประเด็นที่เป็นเรื่องของสิทธิ์และสถานะของบุคคล พวงรัตน์ กล่าว

ผศ.ดร.ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชวนคิดในอีกมุมหนึ่งโดยดูตัวอย่างจากต่างประเทศ คือแทนที่จะมาถกเถียงกันว่าสัญชาติโดยการเกิดควรจะหมายถึงอย่างไร เป็นการปรับเงื่อนไขให้ยืดหยุ่น เช่น แบ่งระหว่างตำแหน่งการเมืองระดับท้องถิ่นกับระดับชาติ อาทิ สหภาพยุโรป (EU) กำหนดว่าตำแหน่งการเมืองระดับท้องถิ่นมีเงื่อนไขเพียงมีสัญชาติประเทศใน EU โดยไม่จำเป็นต้องมีสัญชาติตรงกับประเทศที่จะลงสมัครก็ได้ ขอเพียงมีถิ่นที่อยู่มีภูมิลำเนาชัดเจนในประเทศที่จะลงสมัครเท่านั้น

หรือจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีข้อกำหนดว่าคนทำงานราชการจะต้องเป็นผู้มีสัญชาติโดยการเกิดเท่านั้น เพราะหากย้อนมองไปในอดีตก็เคยมีชาวต่างประเทศที่แปลงสัญชาติเป็นไทยแล้วทำงานราชการในตำแหน่งสำคัญ เช่น พิชาญ บุลยง เดิมเป็นชาวฝรั่งเศสชื่อ เรเน กียง (Rene Guyon) มีบทบาทในการร่างกฎหมายหลายฉบับให้กับประเทศไทย (หรือสยามในยุคนั้น) ในช่วงที่ทำงานอยู่ในคณะกรรมการกฤษฎีกา

หรือหากจะยังยึดกับคำว่าการมีสัญชาติโดยการเกิด มีตัวอย่างของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งระบุเช่นกันว่าผู้มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ต้องมีสัญชาติฟิลิปปินส์โดยการเกิด แต่สิ่งที่แตกต่างกับไทยคือกฎหมายของฟิลิปปินส์ให้นิยามการได้สัญชาติแต่ละประเภทไว้ด้วยว่าหมายถึงอะไร เพราะในข้อเท็จจริงการเกิดอาจไม่เท่ากับได้สัญชาติโดยการเกิดเสมอไป ขึ้นอยู่กับการกำหนดขึ้น เช่น สมมติมีสักประเทศออกกฎหมายให้เด็กที่เกิดในวันและเวลาหนึ่งได้สัญชาติแม้จะอยู่ในอีกซีกโลกก็ตาม แบบนี้จะเท่ากับได้สัญชาติโดยการเกิดหรือไม่

‘ถ้าเราย้อนมาที่ 7 ทวิ ถ้าเราอยากจะแก้ให้มันง่ายและสอดคล้องกับหลักการอันหนึ่งให้ดีที่สุด มันมีอยู่ 2 ทาง 1.พยายามสู้ไปว่าสัญชาติไทยโดยการเกิดมันหมายถึงอะไร ก็พยายามบอกว่า 7 ทวิ วรรคสองมันคือสัญชาติไทยโดยการเกิด ซึ่งมันมีปัญหาหลายอย่างในการตีความ กับอีกอย่างคือการแก้กฎหมาย ก็ให้ถือว่า 7 ทวิ วรรคสอง เป็นสัญชาติไทยโดยการเกิด คนที่รับอนุมัติแล้ว มันก็จะง่ายกว่า แน่นอนการตรากฎหมายมันอาจไม่ง่าย แต่ในเชิงหลักการมันมีเหตุผลมากกว่า’ ผศ.ดร.ปูนเทพ กล่าว

แม้ในขณะที่รายงานพิเศษฉบับนี้เผยแพร่ จะพ้นกำหนดระยะเวลาที่ทางกฤษฎีกาเปิดรับฟังความคิดเห็นในโครงการรับฟังความคิดเห็นประกอบการแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 (กำหนดระหว่างวันที่ 22 พ.ค. – 21 มิ.ย. 2569) แล้วก็ตาม แต่อย่างน้อยก็เป็นการนำเสนอไว้เป็นบันทึกโดยหวังให้สังคมไทยเข้าใจที่มาที่ไปในความพยายามแก้ไขกฎหมายดังกล่าวของกรมการปกครอง โดยมีมุมมองทางวิชาการเป็นเหตุผลประกอบ!!!

หมายเหตุ : สามารถรับชมบันทึกงานเสวนา ‘เกิดในไทย มีสัญชาติไทย ก็ไม่มีสิทธิ ?: ปัญหาใหม่ในการตีความสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งของคนไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง’ ได้ที่ช่องยูทูบ ‘Thammasat Law School’ https://www.youtube.com/watch?v=Qdx5f52Whtc

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top