542.jpg
สกู๊ปพิเศษ : ‘สธ.’ผนึก‘เกษตรฯ-ทส.-สสส.’ เดินหน้าป้องกัน‘เชื้อดื้อยา’ภัยร้ายคุกคามโลก

สกู๊ปพิเศษ : ‘สธ.’ผนึก‘เกษตรฯ-ทส.-สสส.’ เดินหน้าป้องกัน‘เชื้อดื้อยา’ภัยร้ายคุกคามโลก

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.36 น.

หนึ่งในปัญหาสุขภาพที่คุกคามคนทั่วโลกอยู่ในขณะนี้คือ “เชื้อดื้อยา” (Antimicrobial Resistance - AMR) ซึ่งเป็นภาวะที่เชื้อโรค เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา กลายพันธุ์หรือปรับตัวจนยาฆ่าเชื้อที่เคยใช้ได้ผล ไม่สามารถทำลายเชื้อนั้นได้อีกต่อไป ส่งผลให้การรักษาไม่ได้ผล โรคไม่หาย และเป็นอันตรายถึงชีวิต

“ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพจัดเป็นภัยเงียบที่มองไม่เห็น แต่ผลกระทบเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของประชาชนทุกคน โดยทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตเกี่ยวกับเชื้อดื้อยาประมาณ 1.27 ล้านคนต่อปี หากไม่มีมาตรการรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ จะมีผู้เสียชีวิตสะสมมากกว่า 39 ล้านคน ในอีก 5 ปีต่อจากนี้”


นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในระหว่างเป็นประธานเปิดงานการประชุมสัมมนาระดับชาติ เรื่อง การดื้อยาต้านจุลชีพ ครั้งที่ 5 “One Health, One Future: Act Now on AMR” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 มิ.ย. 2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์

งานดังกล่าวมีผู้แทนทั้งจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมขับเคลื่อนกว่า 30 องค์กรเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

นายพัฒนา กล่าวว่า ผลกระทบจากการใช้ยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัสต่างๆ ที่อาจจะไม่ได้เป็นไปตามคำแนะนำทางการแพทย์ จะทำให้เกิดการดื้อยา เหมือนตำรวจจับผู้ร้าย คือ เมื่อร่างกายรับยาเข้าไปเรื่อยๆ เชื้อโรคมีการปรับตัว ทำให้เกิดการดื้อยา ยามีประสิทธิภาพน้อยลง ถามว่าเชื้อโรคกับยาสิ่งไหนจะถูกพัฒนาเร็วกว่ากัน ก็มีความเสี่ยงที่จะพัฒนายาได้เร็วไม่ทันกับการปรับตัวของเชื้อโรค

“ฉะนั้น สิ่งที่ควรต้องทำคือไม่ใช้ยาเกินกว่าความจำเป็น เพื่อไม่ให้เชื้อโรคดื้อยาและผลิตยาไม่ทัน ไม่ใช่แค่มนุษย์ แต่รวมถึงยาที่ฉีดในสัตว์ กระทบไปถึงของเสียที่ออกมาในระบบบำบัดสู่สิ่งแวดล้อม จะต้องมองเป็นภาพรวม จึงต้องใช้กรอบการทำงานของ One Health ประกอบด้วย คน สัตว์ อาหาร และสิ่งแวดล้อม”

รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า สำหรับการป้องกันเฝ้าระวังแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระ แต่ควรมองว่าเป็นการลงทุนของประเทศ เพราะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุข ช่วยยกระดับสินค้าทางการเกษตรและอาหาร อีกทั้งส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับโลก

ทั้งนี้ ในวาระครบรอบ 10 ปีของการทำงานการดื้อยาต้านจุลชีพของไทยนับแต่มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์เรื่องเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพฉบับแรก สธ. ร่วมดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกันการติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่โรงพยาบาล ควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาอย่างเหมาะสม พร้อมการเฝ้าระวังระบบดื้อยาในคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง One Health รวมถึงสร้างความรอบรู้ให้แก่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายตามเวทีสมัชชาสหประชาชาติปี 2567 ที่กำหนดเป้าหมายให้ลดการเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพให้ได้ 10% ภายในปี 2573

“ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผมได้เข้าร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลก 2569 มีประเทศสมาชิกให้การรับรองแผนปฏิบัติการระดับโลกสำหรับปี 2026-2036 ขององค์การอนามัยโลก ที่เป็นกรอบการดำเนินงานสำคัญของโลกในทศวรรษใหม่เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยก็จะจัดทำกรอบการดำเนินการ 10 ปี เรื่องเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ โดยใช้กรอบ One Health เพื่อติดตามและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง”

รมว.สาธารณสุข กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับการประชุมในครั้งนี้เป็นมากกว่าการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่มีการหารือกันว่าเราจะทำอะไรได้เพิ่มเติม ที่ผ่านมายังไม่ได้เน้นย้ำในส่วนตรงไหนที่ต้องมาเน้นย้ำเพิ่มเติม”

นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ เป็นหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญของระบบสุขภาพไทยและโลก โดยไทยมีผู้เสียชีวิตเกี่ยวกับเชื้อดื้อยามากกว่า 3.8 หมื่นรายต่อปี เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อปี ส่งผลกระทบสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง สธ. จึงขับเคลื่อนตามแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health Approach) ร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อุบัติการณ์ติดเชื้อดื้อยาในกระแสเลือดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การสร้างความตระหนักรู้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน

ขณะที่ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญเกี่ยวกับประเด็นการดื้อยาต้านจุลชีพที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพคนไทย โดยร่วมเป็นคณะอนุกรรมการในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่ 5 การส่งเสริมความรอบรู้ด้านการดื้อยาต้านจุลชีพแก่ประชาชน ของแผนปฏิบัติการด้านการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2566-2570)

ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพคนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ปี 2567-2568 พบพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะของคนไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป มีการใช้ยาเกินจำเป็น ไม่สมเหตุสมผล โดยมีอาการหวัดใช้ยาปฏิชีวนะร้อยละ 57.2 รองลงมาคือ อาการท้องเสียเฉียบพลันใช้ยาร้อยละ 49.8 และแผลฉีกขาดใช้ยาร้อยละ 34.9 ซึ่งกลุ่มอาการเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ จึงอาจเป็นปัจจัยหลักนำไปสู่การดื้อยาปฏิชีวนะ และเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขระดับโลก เพราะทำให้การรักษาอาการติดเชื้อทั่วไปทำได้ยากขึ้นและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น

“สสส. ส่งเสริมการสร้างความรอบรู้ (Health Literacy) ด้านการใช้ยาปฏิชีวนะ ตามแผนปฏิบัติการด้านการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566-2570 โดยได้ออกแบบชุดความรู้ สื่อ และกิจกรรมการรณรงค์ที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของประชาชนในแต่ละช่วงวัย พร้อมสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคม เครือข่ายนักสื่อสารสุขภาพ เพื่อให้ความรู้เรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะ กลุ่มยาแก้ปวด และสมุนไพรที่ผสมสเตียรอยด์ อย่างสมเหตุผล โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงาน ผู้สูงอายุ เกษตรกร และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อนำไปสู่ปรับเปลี่ยนการพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง เหมาะสม” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ทางด้าน ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย. มีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ และในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลวงจรของยาต้านจุลชีพ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำตลอดกว่า 10 ปี ของการดำเนินงานส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผล การพัฒนามาตรฐานร้านยา การเฝ้าระวังคุณภาพ และความปลอดภัยของยา การปราบปรามผลิตภัณฑ์ยาที่ผิดกฎหมาย รวมถึงร่วมพัฒนาระบบ เฝ้าระวังการบริโภค ยาต้านจุลชีพของประเทศ (Thai Surveillance of Antimicrobial Consumption: Thai SAC) เพื่อใช้ข้อมูลขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถลดการใช้ยาต้านจุลชีพในมนุษย์ได้ 19.5% และได้รับคะแนนการประเมิน Joint External Evaluation (JEE) ด้าน AMR เพิ่มขึ้นจาก 3 เป็น 4.2 จากคะแนนเต็ม 5

การดำเนินการดังกล่าว สะท้อนความก้าวหน้าของประเทศไทย ในการขับเคลื่อนนโยบาย ตามแนวคิด One Health พร้อมเดินหน้าจัดทำแผนปฏิบัติการระยะต่อไป เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายระดับโลกอย่างยั่งยืน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top