สกู๊ปพิเศษ : ‘มะเร็ง’ ภัยร้ายใกล้ตัว  ‘รู้จัก-เข้าใจ’ห่างไกลความเสี่ยง

สกู๊ปพิเศษ : ‘มะเร็ง’ ภัยร้ายใกล้ตัว ‘รู้จัก-เข้าใจ’ห่างไกลความเสี่ยง

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หากจะพูดถึงโรคภัยร้ายแรงในตอนนี้ เชื่อว่า เราคงต้องนึกถึงโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 เป็นลำดับต้นๆเพราะเจ้าโรคร้ายตัวนี้อยู่กับเรามาเกินกว่า 1 ปีแล้ว และได้แผลงฤทธิ์อย่างหนักจนมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตทั่วโลกเป็นจำนวนมาก

ขณะที่ทางการแพทย์ก็ได้มีความพยายามอย่างยิ่ง ที่จะคิดค้นวัคซีนออกมาเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของไวรัสร้ายตัวนี้ ซึ่งเป็นความหวังของชาวโลกที่จะเอาชนะมันให้ได้ และก็เริ่มมีความหวังมากขึ้นเป็นลำดับ


แต่โรคร้ายชนิดหนึ่งที่ได้คร่าชีวิตผู้คนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน คู่กับความพยายามที่จะหาวิธีเอาชนะมันด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ “มะเร็ง” นั่นเอง

จากสถิติโรคมะเร็งทั่วโลก พบว่าในช่วงปี ค.ศ.1990 มีผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น 8.1 ล้านคนในแต่ละปี จนขยับมาเป็น 18.1 ล้านคนต่อปี ในปี ค.ศ.2018 และยังคงเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2020 ทั่วโลกมีคนเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากกว่า 11 ล้านคน และทุกๆ ปีจะมีคนป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นประมาณ 9 ล้านคน

โรคมะเร็งมีมากมายหลายชนิด ซึ่งชนิดที่มีผู้ป่วยมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งปอด, มะเร็งเต้านมในผู้หญิง และมะเร็งลำไส้ ตามลำดับ

สำหรับสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งนั้น มาจากความผิดปกติของเซลล์ที่เจริญเติบโตผิดปกติ อาจมีรูปร่างผิดแปลกไปผิดเซลล์จำนวนมากเกินไป และบางเซลล์อาจทำลายเซลล์อื่นๆซึ่งถ้าเป็นแบบที่ไม่มีอันตรายคือ เนื้องอกธรรมดา ที่สามารถผ่าตัดออกได้ แต่ถ้าเป็นแบบอันตรายเราก็คือ เซลล์มะเร็ง ซึ่งรักษาให้หายขาดได้ยาก ผู้ป่วยจำนวนมากมารู้ตัวตอนที่เข้าสู่ระยะสุดท้าย ซึ่งทำการรักษาไม่ทันแล้ว

โดยในประเทศไทย โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทยมาโดยตลอด และมีแนวโน้มที่อัตราป่วยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 เป็นต้นมา ถ้าไม่นับสถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ โรคมะเร็งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด

ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง เฉลี่ยวันละ 221 ศพ หรือคิดเป็น 80,665 ศพต่อปีและมีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่เฉลี่ยวันละ 336 ราย หรือปีละ 122,757 ราย

ในส่วนของผู้ชายไทยพบว่าเป็นมะเร็งเฉลี่ย 169.3 คนต่อประชากร 1 แสนคน อยู่ในอันดับที่ 15 ของเอเชีย ซึ่งมะเร็งที่พบบ่อยในผู้ชาย 5 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี, มะเร็งปอด, มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง, มะเร็งต่อมลูกหมาก และ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ส่วนผู้หญิงไทย พบป่วยเป็นมะเร็ง 151 คนต่อประชากร 1 แสนคน อยู่ในอันดับที่ 18 ของเอเชีย โดยโรคมะเร็งที่พบบ่อยในเพศหญิง เรียงตามลำดับเป็นดังนี้ มะเร็งเต้านม, มะเร็งตับและท่อน้ำดี, มะเร็งปากมดลูก, มะเร็งลำไส้ ปิดท้ายด้วย มะเร็งปอด

ด้วยเหตุที่โรคมะเร็งกลายเป็นปัญหาใหญ่ด้านสุขภาพของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทาง สมาพันธ์ควบคุมโรคมะเร็งสากล (UICC) จึงได้กำหนดให้วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ของทุกปี “วันมะเร็งโลก” (World Cancer Day) เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 เป็นต้นมา ซึ่งได้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ต้านภัยโรคมะเร็งมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนทั่วโลกร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้กับโรคมะเร็ง โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การลดความเจ็บป่วยและลดการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง

การจัดกิจกรรมรณรงค์ต้านภัยโรคมะเร็งเนื่องในวันมะเร็งโลกของประเทศไทย ที่ผ่านมา ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มีผู้นำประเทศ ผู้บริหารระดับสูง นักกีฬา ผู้ป่วยมะเร็งและประชาชนทั่วไปร่วมเป็นต้นแบบในการรณรงค์ เพื่อมุ่งหวังให้ประชาชนเกิดความตระหนักที่จะป้องกันภัยมะเร็งด้วยตนเอง  

ในปี พ.ศ.2564 นี้ กรมการแพทย์ โดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และโรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาคทั้ง 7 แห่ง กำหนดจัดกิจกรรมรณรงค์เหมือนทุกปี และมีประเด็นหลักในการรณรงค์
คือ “I am and I will รู้สู้ภัยมะเร็ง” นอกจากนี้ มีการเปิดใช้งานเว็บไซต์ “All about Cancer เว็บไซต์ส่งเสริมความรอบรู้สู้ภัยมะเร็ง” ที่เป็นแหล่งสืบค้นอาการสำคัญของโรคมะเร็งจาก 7 กลุ่มสัญญาณอันตราย ความรู้โรคมะเร็งและสืบค้นงานวิจัย โดยสามารถสืบค้นข้อมูลได้ที่ http://allaboutcancer.nci.go.th

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากขณะนี้ยังอยู่ในช่วงสถานการณ์โรค COVID-19 ที่ยังไม่คลี่คลายเท่าที่ควร สถาบันมะเร็งแห่งชาติ จึงจัดกิจกรรมรณรงค์ ในรูปแบบ virtual event ถ่ายทอดทาง Facebook Live สถาบันมะเร็งแห่งชาติ National Cancer Institute มีการเสวนาวิชาการในหัวข้อ“รู้สู้มะเร็ง” เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ในงานดังกล่าว นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า มะเร็งนับว่าเป็นโรคที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 การรักษาโรคมะเร็งมีลำดับต่างๆ ตั้งแต่การป้องกัน ตรวจคัดกรอง การรักษา โดยโรคจะมีความรุนแรงเป็นระยะ สิ่งที่ดีที่สุดคือการป้องกัน วินิจฉัยคัดกรองตั้งแต่แรก แต่หากโรคลุกลามแล้วก็รักษายาก เราพยายามส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจ เน้นการป้องกันเป็นอันดับหนึ่ง การตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจมะเร็งชนิดต่างๆ เป็นชุดสิทธิประโยชน์ในบัตรประกันสุขภาพ เราควรต้องตรวจคัดกรองเป็นประจำ หากเจอแต่ต้นแล้วรักษาทันก็มีโอกาสหายขาด

ส่วนการรักษามะเร็งนั้น มี 3 วิธีหลัก ได้แก่ การผ่าตัด รังสีรักษาหรือฉายแสง เคมีบำบัด และยังมีการใช้เทคโนโลยี ยามุ่งเป้า หรือการใช้ยาอื่นๆ เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน การรักษาบางอย่างอยู่ในขั้นตอนวิจัย ทั้งนี้ วิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคนนั้น แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัย

“โรคมะเร็งเป็นปัญหาหนัก แต่ถ้ารู้จัก เข้าใจดูแลสุขภาพ ป้องกัน ตรวจคัดกรอง เลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมจะหลีกเลี่ยงและห่างไกลจากโรคมะเร็งได้” ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าว

ทางด้าน นางสาวศิรินทิพย์  ขัติยะกาญจน์ ประธานกรรมการมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง กล่าวว่า เครือข่ายมะเร็งว่า เกิดขึ้นจากมาจากการรวมตัวของผู้ป่วย ผู้ป่วยที่หายแล้ว ญาติผู้ป่วย ที่รู้สึกว่ามีปัญหาแบบเดียวกัน ต้องการทางออกแบบเดียวกัน มารวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บทบาทของเครือข่ายมะเร็งมี 4 อย่างคือ การรวมตัวสร้างเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือกัน การให้คำปรึกษากับผู้ป่วยและผู้ดูแล จัดกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านมะเร็งต่างๆ ขับเคลื่อนสิทธิประโยชน์ให้กับคนที่จะป่วยเป็นมะเร็งในอนาคต

นางสาวศิรินทิพย์กล่าวว่า กิจกรรมหลักที่ผ่านมา มีการจัดตั้งโรงเรียนเรียนรู้มะเร็ง อบรมแกนนำผู้ป่วยทั้งประเทศ เพื่อให้ไปช่วยผู้ป่วยในชุมชนของเขา มีการอบรมผู้ป่วยที่หายแล้ว รวมถึงญาติผู้ป่วยด้วย เพื่อให้รู้ว่าควรดูแลผู้ป่วยอย่างไร การจัดกิจกรรมให้คนทั่วไป และผู้ป่วยมะเร็ง ทั้งผู้ที่หายแล้ว และยังป่วยอยู่เข้าร่วม เช่น กิจกรรมการวิ่ง เพื่อให้คนทั่วไปรู้ว่าเราก้าวข้ามมะเร็งได้ รวมทั้งจัดรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับผู้ป่วย ซึ่งอาจไม่ใช่มุมมองที่เป็นหลักทางการแพทย์ แต่เป็นมุมมองการใช้ชีวิตในด้านต่างๆ

นอกจากนี้ เครือข่ายมะเร็งยังได้ประสานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เน้นการอบรม ดูแล ประชุม เพื่อช่วยเหลือ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งให้ดีขึ้น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ได้มีถ้อยแถลงเนื่องในวันมะเร็งโลก ประจำปีนี้ ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดงบประมาณ 1 พันล้านบาทเศษ เพื่อจัดซื้อเครื่องฉายรังสีจำนวน 7 เครื่อง ส่งมอบให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อเสริมศักยภาพในการรักษาโรคมะเร็งให้ทั่วถึงและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น รวมทั้งผลักดันให้เกิดนโยบายมะเร็งรักษาได้ทุกที่ เพื่อพัฒนาคุณภาพบริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพประชาชน โดยเปิดให้บริการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม
ที่ผ่านมา เป็นการวางรากฐานระบบประกันสุขภาพให้ครอบคลุมประชากรทุกภาคส่วน โดยผู้ป่วยมะเร็งสามารถเข้าถึงการบริการที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ

“ผมเชื่อมั่นว่า ความใส่ใจ ใฝ่รู้ การมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม และการตรวจคัดกรองสุขภาพอย่างสม่ำเสมอของประชาชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบบริการของหน่วยบริการที่มีประสิทธิภาพที่จะช่วยลดอัตราการป่วยและเสียชีวิตจากโรคมะเร็งได้ในอนาคต ยืนยันว่านโยบายที่ดีที่นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างจริงจัง จะช่วยให้คนไทยปลอดภัยจากโรคมะเร็งได้อย่างแน่นอน” นายอนุทิน กล่าว

เป็นที่ทราบกันดีว่า มะเร็งเป็นโรคร้ายที่มีความอันตราย และอยู่ใกล้ตัวเรา โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งมีมากมาย ทั้งจากปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น พันธุกรรม และปัจจัยที่หลีกเลี่ยงได้ เช่น จากพฤติกรรมในการใช้ชีวิต อาทิ ทานอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารที่มีปริมาณไขมันมากเกินไป รับประทานอาหารที่เน่าเสีย ไม่สะอาด
ปนเปื้อนสารเคมี อาหารดอง อาหารแปรรูป อาหารไหม้เกรียม การสูบบุหรี่ รวมทั้งการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีควันบุหรี่ การรับแสงแดดที่แรงมากเกินไป อยู่อาศัยอยู่ในแหล่งมลพิษทางอากาศ เป็นต้น

เมื่อเรารู้ถึงปัจจัยที่จะทำให้เสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคมะเร็งแล้ว ก็เท่ากับว่าเรารู้วิธีป้องกันด้วยเช่นกัน โดยไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากอะไรนัก อาทิ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ  รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่ตลอดเวลา ก็จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งได้มากเลยทีเดียว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top