546.jpg
พระอริยเจ้าจะมีอภิญญาทุกท่านหรือไม่ วิสัชนาธรรมโดย หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

พระอริยเจ้าจะมีอภิญญาทุกท่านหรือไม่ วิสัชนาธรรมโดย หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

วันอังคาร ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 19.31 น.

"พระอริยเจ้าจะมีอภิญญาทุกท่านหรือไม่" วิสัชนาธรรมโดย "หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต" วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร คัดมาจากหนังสือ หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ตอบปัญหาธรรมะ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒๐, กันยายน ๒๕๕๓ 

ปุจฉา : หลวงปู่ครับ ผมมีข้อสงสัยทางธรรมที่อยากถามหาความรู้จากหลวงปู่ ดังนี้ครับ


๑. การปฏิบัติกรรมฐานในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ นั้น จะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติมีความสามารถพิเศษ เช่น การมีฤทธิ์มีฌานแก่กล้าเดินย่นระยะทางได้ เป็นเช่นนี้ทุกๆ คนหรือไม่

๒. สาเหตุที่ถามในข้อ ๑ ก็เพราะผมอ่านประวัติพระในสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เกือบทุกรูป ไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ดูลย์ หลวงพ่อชา หลวงปู่อ่อน ล้วนมีปรากฏการณ์แสดงให้เห็นว่าท่านเหล่านี้สามารถกระทำในสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งสิ้น แม้ว่าองค์ท่านแต่ละรูปจะสั่งสอนทุกคนไม่ให้ไปติดยึดกับสิ่งเหล่านี้ก็ตาม

๓. จากปรากฏการณ์ดังกล่าว ผมจึงอยากทราบว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะพระบางรูปเท่านั้น หรือว่าหากใครปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐาน ๔ หรืออภิญญาต่างๆ แล้ว ก็ล้วนแต่จะแสดงฤทธิ์เดชได้เหมือนๆ กันทั้งสิ้น

วิสัชนา : ส่วนธรรมะที่ถามไปเรื่องสติปัฏฐาน ๔ และก็ถามเรื่องอภิญญา ๖ อยู่ในตัว และขอให้เข้าใจในสติปัฏฐาน ๔ คือพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม กายก็ดีก็เป็นรูปขันธ์อยู่ในตัว หรือรูปโลกอยู่ในตัว หรือรูปธรรมอยู่ในตัว หรือรูปสังขารอยู่ในตัว หรือรูปธาตุอยู่ในตัว มีความหมายอันเดียวกัน คือเกิดขึ้นแล้วก็แตกสลายไป อยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์ทั้งนั้น ส่วนเวทนาและจิต ธรรม นั้น นามโลกก็ว่า นามธรรมก็ว่า นามขันธ์ก็ว่า นามสังขารก็ว่า นามธาตุก็ว่าอีก เกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนและแตกสลายอีก ก็อยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์อีกด้วย ท่านสอนให้พิจารณาสิ่งเหล่านี้ตามเป็นจริงก็คือไตรลักษณ์นั่นเอง

และสติปัฏฐาน ๔ ก็ย่นลงเป็น ๒ กายก็ย่นลงมาในรูปขันธ์ เวทนา จิต ธรรม ก็ย่นลงมาในนามขันธ์

ส่วนขันธ์ ๕ เล่า ก็มีความหมายอันเดียวกันกับสติปัฏฐาน ๔ คือรูปก็ย่นลงมาในรูปขันธ์ตามเดิม เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเล่าก็ย่นลงมาเป็นนามขันธ์ เช่นเดียวกันกับสติปัฏฐาน ๔ ทั้งรูปและนามก็ดีก็อยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์ดังที่ว่ามาแล้วนั้นเหมือนกัน

ทีนี้ อาทิตตปริยายสูตร คือสูตรที่เป็นของร้อน มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คืออายตนะภายในก็ย่นลงมาเป็น ๒ เหมือนกัน

ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้นก็ย่นลงมาเป็นรูปขันธ์ ก็อยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์อีกเหมือนกัน ตรงกันกับสติปัฏฐาน ๔ อีกเหมือนกันไม่แปลกเลย

ทีนี้ อยากทราบว่าสิ่งทั้งหลายดังที่ว่ามานี้สามารถได้อภิญญา ๖ หมดทุกท่านดอกหรือ ? ขอตอบว่า...อันนี้มันต้องขึ้นกับบารมีแต่ชาติก่อนที่สั่งสมและปรารถนามาโดยลำดับ มีทานวัตร ศีลวัตร ภาวนาวัตร เป็นต้น ซึ่งอยู่กับความปรารถนามาแต่ภพก่อนจึงจะเป็นไปได้ ส่วนผู้ที่ต้องการพ้นทุกข์ล้วนๆ เช่น ประเภทสุขวิปัสสโก เป็นต้น ก็ปรารถนาด้านปัญญาไปรวบรัด จะแสดงเดชได้หรือไม่ก็ไม่เป็นปัญหา ขอแต่ว่าพ้นจากกิเลสก็เป็นพอแล้ว ท่านทั้งหลายเหล่านี้เรียกว่าเจริญวิปัสสนาปัญญา ๓ ส่วน สมถะส่วนเดียว กลมกลืนกันไปแต่ภพก่อนๆ จนถึงภพปัจจุบัน จำพวกท่านที่แสดงฤทธิ์เดชที่เรียกว่าอภิญญา ๖ นั้น แต่ชาติก่อนๆ เคยภาวนาเจริญสมถะ ๓ ส่วนปัญญาส่วนเดียว สัมปยุตกันไปในตัวแล้วแสดงฤทธิ์เดช หูทิพย์ตาทิพย์ได้

มีปัญหาสอดเข้ามาว่า จำพวกที่แสดงฤทธิ์เดชไม่ได้นี้ เราจะไปถามท่านเหล่านี้ ท่านเหล่านี้ก็ไม่ติดไม่คาเหมือนกัน ท่านเหล่านี้ต้องตอบว่าอภิญญาทั้ง ๖ นั้นอยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์หรือไม่ เมื่ออภิญญาทั้ง ๖ นั้นอยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์แล้วผมก็ไม่เสียดายกังวลเลย ถ้าหากว่าพวกท่านเหล่านั้นตอบอย่างนี้ พวกเราอยู่ปัจจุบันนี้ เราให้คะแนนว่าพวกเหล่านั้นตอบถูกหรือไม่ ?...หรือเราจะให้คะแนนแต่พวกดำดินบินบน นกก็บินบนได้ ปลาไหลก็ดำดินเป็น พวกเราให้คะแนนเขาเป็นพระอรหันต์หรือไม่ ?...สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของชาวพุทธจะขบให้แตกทั้งนั้น

เอ้า...เดี๋ยวนี้หลวงปู่มีกิเลสมากอยู่ หลวงปู่ก็นับเม็ดหิน เม็ดทราย เม็ดแดด เม็ดลม เม็ดฝนได้ จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ผู้ฟังจะมีสิทธิ์ หลวงปู่นับอย่างนี้...

คือสิ่งไหนที่เป็นของแค่นแข็ง สิ่งนั้นก็จัดเป็นธาตุดิน หลวงปู่ก็นับลงเป็นเอกนิบาตว่าเอกปฐวีธาตุ หนึ่งดิน สิ่งไหนที่เป็นของเหลวก็จัดเป็นธาตุน้ำ หลวงปู่ก็นับลงเป็นเอกนิบาตว่าเอกอาโปธาตุ หนึ่งน้ำ สิ่งไหนที่มีลักษณะร้อนจัดก็จัดเป็นธาตุไฟ หลวงปู่ก็นับลงเป็นเอกนิบาตว่าเอกเตโชธาตุ หนึ่งไฟ สิ่งไหนที่พัดไปมาก็จัดเป็นธาตุลม หลวงปู่ก็นับลงเป็นเอกนิบาตว่าเอกวาโยธาตุ หนึ่งลม

ทำไมหลวงปู่จึงนับอย่างนี้ เพราะนับฝ่ายสังคโหคือย่นลงมา ถ้าจะไปนับ ๑ ๒ ๓ ๔...ฯลฯ จนถึงอสงไขย กี่วันมันก็ไม่เสร็จ ก็เป็นผีบ้าทั้งผู้นับและกรรมการด้วย ใช่หรือไม่ ?...

คำสอนของพระพุทธศาสนาก็มีทั้งย่นและขยายออก ย่นเข้ามาจากอะไร ก็ย่นเข้ามาจากเชือกเส้นเดียวที่ขึงยาวเหยียดไปทั่วไตรโลกธาตุนั่นเอง เมื่อย่นสงเคราะห์ลงมาแล้วก็คือเชือกเส้นนั้นเอง สาวเข้ามากองไว้ ก็กองใหญ่โตมโหฬารเต็มโลกอีก ก็เรียกว่าหนึ่งกองเชือก ก็ตรงกับคำว่าหนึ่งน้ำ หนึ่งดิน หนึ่งไฟ หนึ่งลม ใช่หรือไม่ ?...

เอ้า...เมื่อเห็นดินน้ำไฟลมชัดในปัจจุบันแล้ว ดินน้ำไฟลมในอดีตอนาคตจะสงสัยหรือไม่ ถ้าสงสัยก็เรียกว่าแก้วเจ้าขากินข้าวกับกล้วย กล้วยที่กินในปัจจุบันก็ไม่รู้จัก จะรู้จักกล้วยในอดีตอนาคตอย่างไรได้

เมื่อเป็นดังนี้ก็ส่อแสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนานี้ทรงสรรเสริญปัญญาเป็นนายหน้าของธรรมทุกหมวด เหตุนั้นจึงสรรเสริญวิปัสสนาธุระคือธุระทางปัญญา ไม่ได้ยืนยันว่าศีลธุระ สมาธิธุระ ฤทธิ์เดชธุระ เรียกว่าย่อว่าปัญญาธุระเท่านั้นใช่หรือไม่ ?...

สำหรับหลวงปู่ไม่สงสัยเรื่องฤทธิ์เดช ผู้มีปัญญาจะจัดเป็นฤทธิ์เดชหรือไม่ ?...หรือจะจัดแต่ผู้ดำดินบินบนเหมือนนกและปลาไหล ข้อนี้ก็ต้องควรคิด

เมื่ออธิบายมามากอย่างนี้แล้ว คำถามในข้อ ๑ ๒ ๓ ก็ดี มันก็แก้กันไปในตัวแล้วใช่หรือไม่ ?...

ด้วยเดชพระพุทธศาสนา ปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรมอันใดที่รู้ตามเป็นจริง ปฏิบัติตามเป็นจริง หลุดพ้นตามเป็นจริงโดยไม่เหลือ พวกเราทั้งหลายจงรู้ตามเป็นจริง ปฏิบัติตามเป็นจริง หลุดพ้นตามเป็นจริงโดยไม่เหลืออยู่ทุกเมื่อเทอญ

ขอบคุณลานธรรมจักร

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top