วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569
วันนี้พาไปเที่ยวทำบุญที่วัดพรหมวิหาร อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร มีพระครูพรหมวิหารโฆษิต เป็นเจ้าอาวาส วัดนี้มีพระสงฆ์ 10 รูป สามเณร 3 รูป มรรคนายก 2 คน สังกัดธรรมยุติ บนเนื้อที่ 24 ไร่ เป็นที่ตั้งของ กุฏิ ศาลาการเปรียญ อุโบสถ ฯลฯ ท่ามกลางป่าไม้นานาพันธุ์ ทำให้บรรยากาศโดยรอบ ร่มรื่น เงียบสงบ เหมาะสำหรับ พุทธศาสนิกชน เข้าไปปฏิบัติธรรม ยิ่งนัก
การจะเข้าวัด ทำบุญ ปฏิบัติธรรม พุทธศาสนิกชน ญาติโยมจะต้องปฏิบัติภายใต้มาตรการป้องกันโควิด – 19 อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะวัดพรหมวิหารมีป้ายให้ปฏิบัติตามอย่างชัดเจน
สำหรับวัดพรหมวิหาร ตั้งอยู่ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร ซึ่งบรรดาญาติโยม พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจะเข้ามากราบมนัสการพระบรมสารีรักธาตุ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งบรรจุในเจดีย์ ชื่อว่า "พระพุทธเจดีย์ศรีโสธร อมรรัตนา ปัจจันตเขต นิเวศ" และกราบขอพรพระพุทธรูป นามว่า "สมเด็จสะมนโคดม พรหมวิหาร ญาณรังศรี" เพื่อความเป็นสิริมงคลเป็นมงคลชีวิต แก่ตนเองและครับครัว ปลอดภัยจากโควิด – 19 ด้วย
ก่อนเดินทางกลับพุทธศาสนิกชนก็จะแวะฟังธรรมเทศนา กับพระครูพรหมวิหารโฆษิต เจ้าอาวาสวัดพรหมวิหาร ท่านเทศนาตอนหนึ่งว่า ต่อไปนี้พวกเราทั้งหลายจงตั้งใจฟัง ความเคารพอ่อนน้อมต่อคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พวกเราก็เคารพทั้งด้วยกาย วาจา ใจอยู่แล้วขอให้ญาติโยมชักชวนกันมาเข้าวัดปฏิบัติธรรมให้มากๆ ในวันพระ วัน เดือน ปี ไม่คอยใคร ถ้าไม่รีบเร่งบำเพ็ญกุศล รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา บริจาคทานการกุศลต่างๆ แล้ว เราก็จะพลาดโอกาสไปเปล่าๆ เพราะว่าภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ไม่มีการสูญเสียใดๆ ที่น่าเสียใจเท่ากับเสียเวลา เสียเวลาเพียงหนึ่งนาที ก็เท่ากับสูญเสียส่วนหนึ่งของชีวิตอายุที่เราได้นั้น คือ ชีวิตที่สูญไป อย่าได้ประมาท ผัดวันกระกันพรุ่ง ไม่ดี ให้รีบเร่งหมั่นขยันในการประกอบสัมมาอาชีพ เพราะทรัพย์ทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นจากความมั่นขยัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้ในทิฎฐธัมมิกัตถประโยชน์ คือ ประโยชน์ปัจจุบัน 4 อย่าง คือ
1.อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่นในการประกอบกิจเลี้ยงชีวิตก็ดี การศึกษาเล่าเรียน ในการทำธุระหน้าที่ให้สำเร็จเสร็จสิ้นไป ไม่คั่งค้าง ชื่อว่าความหมั่นลักษณะของความหมั่นนั้นมี 3 อย่างคือ 1.รีบทำธุระให้สำเร็จ ไม่ทอดธุระ 2.ทำงานที่มาถึงเฉพาะหน้าให้สำเร็จโดยเร็ว ไม่เฉี่อยชา 3.ทำงานตรงเวลาไม่ผัดเพี้ยน

ความหมั่นเป็นงานสำคัญชั้นแรกของทุกคน ผู้ที่จะก่อร่างสร้างตน เป็นหลักฐานให้เจริญทั้งทางโลก ทางธรรม เพราะสิ่งที่ปรารถนา เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ ย่อมสำเร็จได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร ซึ่งไม่เหลือวิสัยของมนุษย์ ผู้หมั่นประกอบกิจเลี้ยงชีพ จะได้ทรัพย์สมบัติมาเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิต ให้มีความสุขสำราญ ผู้หมั่นในการศึกษาเล่าเรียนย่อมเป็นเหตุให้เกิดความรู้ ความสามารถ สามารถประกอบกิจการน้อยใหญ่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตต่อไป เมื่อมีการงานหน้าที่อย่างไร ก็หมั่นทำธุระหน้าที่อย่างนั้น ไม่ปล่อยปละละเลย ทอดทิ้งทั้งทางตรงและทางออ้ม บุคคลหมั่นขยันดังที่กล่าว ย่อมเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมงานและมิตรสหายทั่วไป ความหมั่นที่กล่าวมาเรียกว่า "อุฏฐานสัมปทา"
2.อารัมขสัมปทา เมื่อเราได้ทรัพย์มาแล้วก็ต้องดูแลรักษา รวมทั้งการดูแลรักษาหน้าที่การงานให้เจริญก้าวหน้า ไม่ให้เสื่อม มีทรัพย์รักษาทรัพย์ไม่ให้สูญหายจึงจะมีมากขึ้น มีวิชาความรู้ก็ต้องนำความรู้มาใช้ ประกอบการงานให้เหมาะสมแก่วิชาความรู้นั้นๆ จึงจะรุ่งเรืองปราดเปรื่องยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น เมื่อได้ทรัพย์มาแล้ว จะตั้งอยู่หรือเจริญขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของ จักเก็บออม รู้จักถนอมออกใช้ รู้จักเสียดาย รู้ลักษณะการรักษาอย่างนี้เรียกว่า "อารักขสัมปทา" แปลว่า ความถึงพร้อมด้วยการรักษา
3.กัลป์ยาณมิตตตา คือ ความมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว การคบหาสมาคมกันเป็นเหตุสำคัญให้ได้เพื่อนดีและเพื่อนชั่วได้ เพราะ การคบกันย่อมเป้นไปตามอำนาจของกันและกัน ดังสุภาษิตว่า ยัง เว เสวะติ ตาทิโส คบคนเช่นใดย่อมเป็นเหมืนคนนั้น เราคบกับคนพาลก็จะมีอัธยาศัยเช่นเดียวกับคนพาล นั่นคือ เป็นพรรคพวกของคนพาลคนเกเร ถ้าคบกับคนดี มีปัญญา มีความรับรับผิดชอบชั่วดี มีอัธยาศัยสุขภาพเรียบร้อย เราก็พลอยเป็นคนดีเช่นนั้นไปด้วย คือ เป็นพรรคพวกคนดี คนดีย่อมชักนำไปในทางดี การคบหาสมาคมคนดีเป็นเพื่อน ย่อมสนับสนุนคุณสมบัติ 2 ข้อ ข้างต้นนี้ ให้มีผลไพบูลย์ด้วย เพราะฉะนั้น ข้อที่ 3 นี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้มีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว เรียกว่า "กัลยาณมิตตตา"
4.สมชีวิตา คือ ความเป็นผู้เลี้ยงชีวิตสม่ำเสมอ นี่แหละ พวกเราทั้งหลาย ผู้ที่เป็นพ่อบ้าน แม่เรือน จะก่อร่างสร้างตัวให้เป็นหลักฐานมีความเจริญด้วยลาภผล ทรัพย์สมบัติ เมื่อแสวงหามาแล้วก็ต้องรู้จักคุณค่าราคา ไม่ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย ถ้าจ่ายเกินตัว จ่ายมากกว่าที่หามาได้ เรียกว่า รายจ่ายท่วมรายได้ ย่อมเป็นเหตุแห่งการก่อหนี้สิน ควรอดออมใช้จ่ายให้จำเป็นให้เกิดประโยชน์ เรียกว่า ประหยัด แต่ถ้ามีความจำเป็น ก็ไม่เอามาใช้ มาจ่าย เรียกว่า ตระหนี่ก็เป็นการไม่ดี ผู้หวังดำรงตนอยู่เป็นสุขจำเป็นต้องใช้จ่าย ทรัพย์เลี้ยงชีพตามที่เหมาะที่ควร และมีส่วนเหลือเพื่อสะสมไว้ใช้ประโยชน์ในภายหน้า ผู้ปฏิบัติธรรม 4 ประการ ตามที่ได้บรรยายมาก็จะประสบผลสำรเร็จตามความปรารถนานั่นเอง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี