'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท' โปรดโยมบิดามารดา 'บุญที่บวชในชาตินี้...โยมพ่อโยมแม่ก็ไม่ตกนรก'

'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท' โปรดโยมบิดามารดา 'บุญที่บวชในชาตินี้...โยมพ่อโยมแม่ก็ไม่ตกนรก'

วันอังคาร ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.28 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว) เมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้า (ชื่น) ท่านเสด็จมาสอบสวนเรื่องต่างๆ ที่มีคนเข้าไปกราบบังคมทูลฟ้องที่วัดทรายงาม ท่านมาพักที่วัดทรายงามเป็นเวลานานๆ โยมพ่อโยมแม่ท่านหลวงปู่เจี๊ยะ มีความเลื่อมใสท่านยิ่งนัก หรือแม้แต่ผู้คนในถิ่นแถวนั้นที่ทราบข่าวต่างก็ทยอยมากราบเข้าเฝ้า ท่านเป็นพระไม่ติดในลาภยศ สรรเสริญ สุข โลกธรรมไม่สามารถครอบงำท่านได้ น้อยนักที่ในชีวิตหนึ่งๆ จะมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้าออกธุดงค์

*ทูลสมเด็จพระสังฆราชเจ้า


หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า เมื่อพระองค์มาประทับที่วัดทรายงาม หลวงปู่ท่านได้ไปปฏิบัติท่านสม่ำเสมอ จัดน้ำให้ท่านสรง อยู่รับใช้ใกล้ชิดท่านโดยตลอด จึงสนิทกับพระองค์ท่านตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ภายหลังที่ท่านเสด็จกลับวัดบวรฯ แล้ว เมื่อมีโอกาสจึงได้นำสามเณรไปฝากเรียนหนังสือที่วัดบวร กับพระองค์ท่าน พระองค์ก็ทรงเมตตารับไว้เสมอๆ เพราะพระองค์ชอบให้เด็กๆบวชเณร อยากได้เณรเยอะๆ

ในฤดูผลไม้มาก ออกลูกออกผล โยมพ่อโยมแม่ก็นำผลไม้ต่างๆ ตามฤดูกาลนั้นๆ เข้าไปถวายท่านทีละมากๆ พระองค์เมื่อเห็นโยมของหลวงปู่ท่านมักจะทักอย่างสนิทกัน มักเรียกว่า “โยมแฟ... อย่างนั้นอย่างนี้เสมอ”

ต่อมาในระยะหลังเมื่อหลวงปู่ท่านกลับจากท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ก็จะแวะพักที่วัดบวรฯเสมอ สมเด็จท่านจัดให้พักกุฏิลออ ก่อนจากท่านก็เมตตาบอกเสมอว่า “มีโอกาส...เข้ามาพักด้วยกัน ใหม่นะ”

หลวงปู่เจี๊ยะเล่าว่า เมื่อท่านมาพักที่วัดบวรฯ บ่อยๆจึงรู้มักคุ้นกับพระเถระที่วัดบวรฯ หลายรูป สมเด็จพระญาณสังวรฯ สมเด็จพระสังฆราช องค์ปัจจุบันนี้ก็คุ้นกับท่านมาก ท่านเจ้าคุณพระพรหมมุนี (วิชมัย ปุญฺญาราโม) นี่ถือว่าเป็นสหธรรมิกกันเลย

“เราสนิทกับท่านมาก งานศพโยมพ่อโยมแม่ท่านไปแสดงธรรม ไปช่วยเหลือตลอด ที่คุ้นกับพระเถระผู้ใหญ่เหล่านี้ ส่วนมากสาเหตุเบื้องต้นเริ่มจากการคุยสนทนาธรรมะทางภาคปฏิบัติกัน ท่านชอบสอบถามพระป่า เกี่ยวกับเรื่องจิตตภาวนา เพื่อตรวจสอบความรู้ที่ท่านเรียนมาและในเรื่องที่เราปฏิบัติมาว่าความจริงแห่งธรรมที่เราปฏิบัติกับที่ท่านเล่าเรียน มันไปในทิวแถวแนวทางเดียวกันหรือไม่”

*หวนคืนถิ่นโปรดโยมบิดามารดา

เมื่อหลวงปู่เจี๊ยะออกจากจากกรุงเทพฯ มาจันทบุรี ก็เข้าไปพักที่วัดป่าคลองกุ้ง แล้วเดินทางต่อไปที่วัดทรายงาม โยมพ่อ โยมแม่ทราบข่าวว่ามาเท่านั้นก็วิ่งออกมาจากบ้าน ร้องห่มร้องไห้กันใหญ่ โยมแม่บอกว่า “ลูก ไปยังไง ทำไมไม่ส่งข่าวมาทางบ้านบ้าง อยู่หรือตาย ไม่สบายหรือป่วย ให้แม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่ก็ยังดี?" โยมแม่พูดพร้อมร้องไห้ซิกๆ เอามือปาดน้ำตาที่ไหล อาบหน้าอยู่ตลอด ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยสบาย

หลวงปู่เจี๊ยะตอบไปว่า “โยมแม่...ก่อนไปก็ร้องไห้ กลับมาก็ร้องไห้ นี่ถ้าอยู่บ้านปกติไม่ต้องไปไหน โยมแม่ก็คงจะร้องไห้เหมือนเดิม หรืออาจจะเป็นเหตุให้แม่ร้องไห้มากกว่าเดิมก็ได้ โยมแม่... สิ่งที่ล่วงมาก็ผ่านมาแล้ว ตอนนี้ก็มาแล้ว เห็นโยมแม่อาตมาก็ดีใจเหมือนกัน”

หลวงปู่ท่านกล่าวอีกว่า “บุญที่บวชในชาตินี้ ทดแทนบุญคุณพ่อแม่ได้ อย่างไรโยมพ่อโยมแม่ก็ไม่ตกนรก” พูดเพียงเท่านั้น โยมแม่ก็ยิ่งร้องไห้โฮใหญ่เข้าไปอีก

ปี ๒๔๙๐-๒๔๙๑ ท่านได้กลับมาจำพรรษาที่บ้านเกิด มีพระจำพรรษาด้วยกัน ๑๑ รูป ตอนนั้นการพิจารณาอะไรรวดเร็วได้ดั่งใจ จึงมีหลักแล้วไม่กังวลอะไร เดินทางกลับมาที่บ้านเกิดวัดทรายงาม

พอดีมาพบกับท่านอาจารย์จันทร์ เขมปตฺโต และท่านอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต ซึ่งท่านก็มาพักจำพรรษาอยู่วัดทรายงามเช่นกัน เมื่อเจอกันท่านทั้งสองจึงพูดกับหลวงปู่ท่านว่า “เจี๊ยะเอ๊ย! ท่านไปอยู่กับครูอาจารย์มั่นตั้งหลายปี พวกเรานี้ได้จากท่านพระอาจารย์มั่นมาตั้งนาน คิดถึงท่าน อยากฟังธรรม อยากรับโอวาทอันเป็นอุบายอันแยบคาย อันนำมาซึ่งธรรมปีติ พอดีแหละกับที่ท่านมา ท่านมานำหมู่เพื่อนนี้ พวกผมจะไปกราบท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจงเฝ้าวัด"

เมื่อเหตุการณ์เป็นดังนั้น หลวงปู่ท่านก็ต้องทำหน้าที่รักษาการณ์ดูแลเรื่องราวต่างๆอยู่ที่วัดทรายงาม

*ปีติใน "วิสุทธิมรรค" คัมภีร์

อยู่ต่อมาวันหนึ่งหลวงปู่ท่านเห็นหนังสือธรรมะเกี่ยวกับการปฏิบัติที่พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ท่านบรรยายไว้เกี่ยวกับเรื่องการพิจารณากาย ก็นำมาอ่านดู เกิดความปีติน้ำตาไหล

“เพราะสิ่งที่เราทำอยู่นั้นโดยไม่ได้ดูจากตำรา แต่ตรงกับตำรา นอกจากการปฏิบัติตรงกับตำรา มีตำราวิสุทธิมรรคแล้ว ทางด้านวินัย เมื่อนำมาอ่านทีหลังท่านพระอาจารย์มั่นพาดำเนิน พาปฏิบัติถูกต้องตามหลักธรรมวินัยไม่มีผิดเพี้ยนเลยแม้แต่น้อย เกิดความปลื้มปีติว่า ครูบาอาจารย์เรานี้สอนเพื่อมุ่งพระนิพพานอย่างประจักษ์ใจจริงๆ เราก็ภูมิใจในสิ่งได้ดำเนินมาพร้อมทั้งผลที่ปฏิบัติ

ปลายปี ๒๔๙๑ หลังจากที่จำพรรษาอยู่ที่วัดทรายงามแห่งนี้ ออกพรรษากรานกฐินเสร็จแล้ว หลวงปู่เจี๊ยะก็ออกไปเที่ยวธุดงค์ตามที่ต่างๆ หาที่สงัดวิเวกกายจิต ปลอดผู้คนที่จะมาเกี่ยวข้อง หลวงปู่ท่านกล่าวว่า บางทีมันรำคาญคน ต้องแกล้งไล่มันหนีไปไกลๆเราจะได้ภาวนาสะดวก เทือกเขาสอยดาว เขาตานก เขาสุกิม ฯลฯ เราไปเที่ยวภาวนามาหมดแล้ว สมัยก่อนไม่มีวัด ไม่มีผู้คน มีแต่ช้าง เสือ สัตว์ป่าเยอะแยะ เข้าไปภาวนาสงบสงัดดี”

หลวงปู่ท่านกล่าวว่า พอย่างเข้าสู่ต้นปี ๒๔๙๒ ...ขณะออกไปภาวนาตามป่าเขา จิตเกิดความอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง...เมื่อจิตเกิดความมหัศจรรย์อย่างนั้น จิตหมุนเพื่อการกำจัดไปโดยถ่ายเดียว เหมือนหมอยาที่มีปัญญาเดินทางเข้าไปในป่า นำรากไม้กิ่งไม้มาเป็นยาได้ทุกชนิดฉะนั้น

จิตได้พิจารณาอยู่อย่างนั้น แต่ว่ามันมีอยู่ช่วงหนึ่งคือ เวลาที่พิจารณากายมากขึ้นเพียงไร นึกอยู่ในตัวเราเป็นชั่วโมงอยู่อย่างนั้น ไม่ให้มีอารมณ์คิดเข้ามาก่อกวนเลย “แล้วเวลาที่เราเลิกจากการนั่ง ภาวนาอย่างนั้น เราก็มานั่งสมาธิ คือไม่ต้องใช้ความคิดตัวนี้มาเข้า ความสงบมันก็สงบ แจ้งแจ่มใสอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมงๆ เราไม่มีความเชื่อมาก่อนเลย ว่ามันจะเป็นไปได้”

“แต่พอทำเข้าจริงๆ แล้วมันเป็นนะ เป็นจนเกิดมหัศจรรย์ ยิ่งทำก็ยิ่งดีขึ้น ทุกวันทุกคืน ไม่เอาอะไรแล้ว ถึงจิตนั้นจะสงบเป็นอัปปนาสมาธิแน่นขนาดไหนก็ตาม เงื่อนธรรมที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้กล่าวสอนตักเตือนไว้ก็คือ “ตีกายให้แตกด้วยอริยสัจ” นั้นจำเป็นต้อง ดำเนินไม่ให้เนิ่นช้า”

จิตนั้นคล้ายเป็นอิสระเต็มดวง แต่เรายังไม่วางใจในการพิจารณา จับติดโดยตลอด ด้วยการพิจารณาด้วยการหยั่งทราบ จิตนั้นเป็นอิสระคล้ายปุยนุ่นที่ล่องลอยไปบนอากาศ ไม่มีอะไรให้มันยึดติด แต่เมื่อมาพิจารณาให้ดีอีกทีหนึ่ง “ปุยนุ่นที่ล่องลอยไปในอากาศ แม้จะดูเป็นอิสระดี แต่มันก็ยังตกเป็นทาสของกระแสลม เลื่อนลอยไปตามอำนาจของแรงลม การปฏิบัติของเรานี้ก็เช่นกัน จำเป็นต้องพินิจพิจารณาทางปัญญา ทบทวนแล้วทบทวนเล่า เพราะยังตกอยู่ภายใต้วิชชา

*คว่ำวัฏจักร วัฏจิต แหวกอวิชชา

ตอนย่างเข้าสู่ต้นปี ๒๔๙๒ ขณะที่เข้าป่าดงไปภาวนานั้น หลวงปู่เจี๊ยะเกิดป่วยเป็นไข้มาลาเรียอยู่ในป่าโดยลำพัง ท่านได้เข้าไปในดงมาลาเรีย ในเชิงเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ บ้านยางระหง อันเป็นป่าทึบ

โรคไข้มาลาเรียนได้คร่าชีวิตชาวบ้านแถบนี้มามาก ขึ้นชื่อว่าผู้ใดสามารถถากถางป่าแถบนี้เป็นเจ้าของอยู่รอดได้ นับว่าเป็นคนเก่งกาจมากๆ และยังมีสัตว์ป่า เช่น ช้าง เสือ หมี งู หมูป่า กวาง เก้ง อยู่มาก ชาวบ้านโดยทั่วไปเป็นพรานล่าสัตว์ หาของป่ามาเลี้ยงชีพ

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า ในขณะที่ป่วยนั้นรู้สึกว่า จิตมันเป็นธรรมชาติที่อัศจรรย์ตลอดเวลา แต่มันต้องประกอบกับร่างกายที่สมบูรณ์ ลมหายใจทุกชนิดต้องให้บริบูรณ์ เมื่อเราทำได้อย่างนั้นต้องค่อยๆ ผ่อนลมหายใจพิจารณา

พิจารณาอยู่อย่างนั้นจนเต็มที่จนจิตลงได้ แล้วก็ต้องตามดูลมหายใจไปด้วย ผ่อนลงไป...ผ่อนลงไป... ทีแรกมันอยู่ตรงนี้ พออยู่ตรงนี้หมด... หมดขึ้นมาเรื่อย หมดขึ้นมาเรื่อย อยู่ตรงนี้ อยู่ตรงนี้ พิจารณากันอยู่อย่างนั้นตลอด

"แต่การพูดให้ฟังมากกว่านี้ไม่ดีจะเป็นการอวด แต่มันเป็นความจริงที่เราประสบ แล้วทีหลังออกมาจากป่า ไข้ก็กำเริบมาเรื่อยๆ อดข้าวภาวนาอยู่ ๒-๓ วัน บอกให้ท่านเฟื่องฟัง แหม!...ไม่เหมือนคราวอยู่วัดยางระหง อยู่บ้านดินแดง มันยังมีลมหายใจ ลมหายใจมันแรง กายยังเต้นแรง เพราะสังขารของจิตดับแรง กายมันตึ๊บๆ ๆ ๆ ได้รับรู้ มันไม่สนิท มันต้องประกอบกัน จิตที่เป็นสมาธิ ไม่มีหลับ ใครที่บอกว่าจิตที่เป็นสมาธิหลับไปเหมือนหัวตอ อย่าไปเชื่อเขา มันไม่จริง เราเอาหัวยืนยัน ถึงแม้ตัดหัวเราออก เราก็ไม่เชื่อเพราะได้พิสูจน์ด้วยการปฏิบัติมาแล้ว"

พอพิจารณาตรงนี้มันดับหมดแล้ว เราก็หยุดความคิด คือ เรียกว่า "หยุดความค้น” ลองวางปั๊บ พอจิตวางปั๊บ... จิตมีอิสรภาพอย่างสูงสุด ปล่อยวางสังขารโลก คว่ำวัฏจักร วัฏจิต แหวกอวิชชา และโมหะอันเป็นประดุจตาข่าย ด้วยการฮุกหมัดเด็ดคือวิปัสสนาญาณ เข้าปลายคาง อวิชชาถึงตายไม่มีวันฟื้น

พระพุทธเจ้าพระองค์อยู่ที่ใดทราบได้อย่างประจักษ์ใจ คำว่า “เป็นหนึ่ง” นั้น ไม่มีความหมายใดจะอธิบายต่อได้อีก ภพชาติที่หมุนวนมาตั้งกัปตั้งกัลป์นั้น เป็นความโง่ที่ไม่อาจให้อภัยได้ ชาติสังขารอยู่ที่ใด ใจไม่เกี่ยวเกาะ สิ่งที่จิตเคยเกี่ยวเกาะ ถูกลบด้วยธรรมชาติที่เป็นหนึ่งนั้น จะว่าบริสุทธิ์ก็พอจะคาดเดาได้ แต่ธรรมชาติอันนี้หยั่งลึกเกินอธิบาย เป็นอจินไตยสำหรับปุถุชน ไม่ควรถามคิดให้ปวดหัว

ความงกเงินเนิ่นช้า ถูกเราทำลาย และถากถางเข้าไปใกล้โดยตลอด ถูกทะลุทะลวงด้วย ปัญญาญาณโหมโรมแรงด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นกำลังหนุน ด้วยการบ่มอินทรีย์มาเป็นอย่างดี

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่มีช่องทางให้อวิชชาเดิน ถูกปิดด้วยมหาสติ มหาปัญญา วิปัสสนาญาณตีตะล่อมเข้าภายใน หักล้างอวิชชา อันเป็นตัวการ จิตปล่อยจิต เป็นธรรมอันเดียว เป็นธาตุที่บริสุทธิ์เป็นมหัศจรรย์ ยิ่งกว่าความมหัศจรรย์ทางสมาธิปัญญาใดที่เคยผ่านมา

...........................

ตามรอยพระอริยะเจ้า! "หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท" พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง คัดลอกจากหนังสือ "ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี" ท่านคือสมณะสงฆ์สายป่าผู้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองของแม่ทัพกรรมฐานแห่งสยาม : ดำรงธรรม เรียบเรียง

(ติดตามตอนต่อไป) - 003
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top