วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569
“การครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตร (Hostile Takeover)” หมายถึง “กรณีที่บุคคลหรือนิติบุคคลมีความต้องการที่จะซื้อหุ้นของบริษัทในจำนวนที่มากพอที่จะทำให้ผู้ซื้อมีอำนาจในการควบคุมกิจการของบริษัท ทั้งๆ ที่ผู้ถือหุ้นเดิมที่เป็นผู้มีอำนาจในการควบคุมกิจการในปัจจุบันไม่ต้องการขาย” ซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธีคือ 1.การทยอยซื้อหุ้นโดยไม่ให้เป็นที่สังเกตของผู้ถือหุ้นปัจจุบัน เช่น ทยอยซื้อหุ้นโดยการไม่เปิดเผยชื่อหรือการซื้อหุ้นผ่านกองทุน หรือ 2.การเสนอซื้อหุ้นแก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเพื่อครอบงำกิจการในทีเดียว โดยไม่มีการทยอยซื้อหุ้นมาก่อน
ทั้งนี้ “จากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทำให้หลายบริษัทขาดรายได้ มีกำไรน้อย หรือถึงขั้นขาดทุน ส่งผลให้มูลค่าของบริษัทในตลาดลดลง ทำให้บริษัทเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะถูกเป็นเป้าหมายของการครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตรมากขึ้น” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ถือหุ้นในปัจจุบัน (หรือ “เจ้าของ”) ไม่ต้องการ โดยจะตรงกันข้ามกับ “การครอบงำกิจการอย่างเป็นมิตร” ที่หมายถึง “ผู้ถือหุ้นเดิมต้องการขายให้ผู้ถือหุ้นใหม่”
ในบทความนี้ผู้เขียนตั้งใจที่จะนำเสนอข้อค้นพบที่น่าสนใจจากงานวิจัยล่าสุดของ รศ.ดร.พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้เขียน) ที่พบว่าผู้นำหญิงสามารถมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตรได้ ทั้งนี้ “ทุกคนต่างก็อยากได้ของที่มี
แนวโน้มว่าจะ “มีค่า” มากขึ้นในอนาคต การครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตรก็เช่นกัน” ผู้ที่มีเป้าหมายที่จะเข้าซื้อกิจการหนึ่งๆ ต้องมีความคาดหวังว่ากิจการนี้จะมีมูลค่ามากขึ้น หรือมีวิธีที่จะทำให้กิจการนี้มีมูลค่ามากขึ้นในอนาคต
“มีปัจจัยหลายประเภทที่เป็นเหตุให้บริษัทถูกมองว่ามีมูลค่าต่ำในปัจจุบัน แต่อาจมีมูลค่าสูงขึ้นในอนาคต” ไล่ตั้งแต่ 1.การบริหารงานของคณะกรรมการบริหารและผู้บริหารในปัจจุบัน โดยผู้ซื้ออาจมองว่าคณะกรรมการบริหารและผู้บริหารในปัจจุบันมีการกำหนดนโยบายที่ไม่เหมาะสม ไม่มีประสบการณ์ หรือไม่มีความชำนาญในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด ดังนั้นหากผู้ซื้อครอบครองกิจการได้สำเร็จ ก็จะสามารถเปลี่ยนและเลือกคณะกรรมการบริหารและผู้บริหารชุดใหม่ที่น่าจะกำหนดนโยบายและบริหารบริษัทได้อย่างเหมาะสมมากกว่า
ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจในกรณีนี้คือ ยิ่งบริษัทมีผลประกอบการจากธุรกิจเดิมหรือธุรกิจหลักลดลงมากเท่าไหร่ ผู้บริหารชุดปัจจุบันยิ่งจะมีแนวโน้มที่จะหาธุรกิจอื่นที่ตนเองอาจไม่มีความรู้หรือประสบการณ์มาทำ โดยหวังว่าจะเป็นการ “หนีตาย” ซึ่งการเข้าไปซื้อธุรกิจเหล่านี้มักจะมีราคาที่สูงกว่าปกติ ส่งผลให้กำไรของบริษัทยิ่งตกต่ำลงไปกว่าเดิม และกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการถูกครอบงำกิจการอย่าง
ไม่เป็นมิตร
2.การที่บริษัทมีสินทรัพย์ดีๆ เช่น ที่ดิน อาคารสำนักงาน โรงงาน สิทธิบัตร ฯลฯ ที่ผู้ซื้อคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น บริษัทอาจมีที่ดินอยู่ในทำเลที่ไม่เคยมีคนสนใจมาก่อน แต่ที่ดินอยู่ในทำเลนี้กำลังได้รับความนิยมและมีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสามารถเป็นเหตุให้ผู้ซื้อคาดว่าบริษัทจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต
3.ปัญหาตัวการตัวแทน (Principle Agent Problem) ซึ่งผู้บริหารมืออาชีพที่ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือ
ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทมักจะให้ความสำคัญกับผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นเป็นเป้าหมายรอง ไม่สนใจว่าราคาหุ้นจะตกต่ำเพียงใด สนใจเพียงแต่การขยายบริษัทให้ใหญ่ขึ้นหรือทำให้บริษัทมีเงินสดมากๆ เพื่อทำให้ตัวเองได้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดในระยะสั้น ทำให้บริษัทตกเป็นเป้าหมายของการครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตรมากขึ้น
“การป้องกันการถูกครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตร” สามารถทำได้หลายวิธี 1.การ “วางยา” (Poison Pills) ซึ่งหมายถึงการวางกับดักบางอย่างเอาไว้ในกิจการ แม้สามารถซื้อกิจการได้สำเร็จและกุมอำนาจการควบคุมส่วนใหญ่ไว้แล้ว อาจต้องประสบกับความยุ่งยากภายหลังจากเงื่อนไขที่ถูกวางยาไว้ เช่น หากบริษัทถูกนักลงทุนหรือบริษัทอื่นเข้าซื้อหุ้นจนถึงสัดส่วนที่กำหนดไว้ ผู้ถือหุ้นปัจจุบันสามารถซื้อหุ้นใหม่ของกิจการได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดมากๆ
ซึ่งจะเป็นการสร้างภาระอันมหาศาลต่อผู้ซื้อที่ต้องการครอบงำกิจการ เพราะผู้ซื้อจะต้องไล่เก็บซื้อหุ้นที่มีอยู่ในตลาดมากขึ้นและทำให้การครอบงำกิจการทำได้ยากขึ้น 2.การมีการกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance) ที่ดี ซึ่งหมายถึงการที่บริษัทมีคณะกรรมการบริษัทที่ทำหน้าที่รักษาประโยชน์ของผู้ถือหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในผลงานวิจัยล่าสุดของ รศ.ดร.พัฒนาพร พบว่า “บริษัทที่มีความเสี่ยงที่จะถูกครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตรในระดับสูง จะเป็นกิจการที่มีการกำกับดูแลกิจการไม่ค่อยดี”
โดย “ปัจจัยในด้านการกำกับดูแลกิจการที่งานวิจัยชิ้นนี้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือสัดส่วนคณะกรรมการบริษัทที่เป็นผู้หญิง” งานวิจัยชิ้นนี้พบว่า “บริษัทที่มีความเสี่ยงที่จะถูกครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตรในระดับสูง มักจะมีสัดส่วนคณะกรรมการบริษัทที่เป็นผู้หญิงและคณะกรรมการบริษัทที่เป็นกรรมการอิสระในระดับต่ำ” นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยยังพบอีกว่าการมีคณะกรรมการบริษัทที่เป็นผู้หญิงสามารถป้องกันการครอบงำกิจการได้ดีกว่าการมีกรรมการอิสระเสียอีก
“สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้นำหญิงในรูปแบบของคณะกรรมการบริษัทสามารถช่วยป้องกันการครอบงำกิจการได้ดี เป็นเพราะกรรมการบริษัทที่เป็นผู้หญิงจะให้เวลาและมีความพยายามในการกำกับดูแลกิจการมากกว่าคณะกรรมการบริษัทที่เป็นผู้ชาย ส่งผลให้องค์กรมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี จึงลดโอกาสที่บริษัทจะถูกครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตรได้”
คุณลักษณะหลักๆ ที่ทำให้ผู้นำหญิงสามารถนำพาบริษัทให้รอดพ้นวิกฤตได้ดีกว่าผู้นำชายคือ ความสามารถในการชี้นำผู้อื่นและสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินการ ตลอดจนความสามารถในการกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและรวมผู้คนเข้าด้วยกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ผู้นำหญิงทำเช่นนี้ได้เพราะ “ความละเอียดอ่อน” ทำให้มองเห็นถึงและส่งเสริมศักยภาพของทีมงาน ผู้นำหญิงมีความจริงใจและกล้าที่จะเปิดความจริงถึงสภาวะวิกฤต ใช้ความเห็นอกเห็นใจมากกว่าการออกคำสั่ง
ตัวอย่างเช่น การรับมือของสถานการณ์โควิด-19 ของผู้นำประเทศที่เป็นหญิงมีประสิทธิภาพสูงกว่าผู้นำชาย อาทิ
จาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เป็นต้น
บทความนี้นำเสนอบทบาทที่สำคัญของผู้นำหญิงอีกบทบาทหนึ่งที่เป็นกลไกสำคัญในการกำกับดูแลกิจการและลดโอกาสที่บริษัทจะถูกครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตร ซึ่งความเสี่ยงของเหตุการณ์นี้จะเพิ่มสูงขึ้นมากในภาวะวิกฤต อย่างไรก็ตาม..ผู้อ่านควรทำความเข้าใจถึงผลดีผลเสียของแต่ละกลยุทธ์และสภาพแวดล้อมของบริษัทก่อนที่จะนำไปประยุกต์ใช้ ดังสุภาษิตจีนที่ว่า “รู้เขา-รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”!!!
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี