วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
20 กุมภาพันธ์ 2569 มาแล้ว ซีรีย์จับคู่ตัวละครสามก๊กกับการเมืองไทย อัษฎางค์ ยมนาค หรือ "เอ็ดดี้" นักวิชาการอิสระ ล่าสุด จับคู่ "ธรรมนัส - ลิโป้" ขุนศึกที่พร้อมพลิกกระดานอำนาจ
“สามก๊กการเมืองไทย ตอนที่ 4“
มีคำถามมาว่า ”ในการเมืองไทย บุคคลท่านใดมีพฤติการณ์และบทบาท ใกล้เคียงกับ ลิโป้ มากที่สุด“
การจะชี้ชัดลงไปว่านักการเมืองท่านใดคือ “ลิโป้” แบบเป๊ะๆ เป็นเรื่องที่ท้าทายและมีความละเอียดอ่อนพอสมควร เพราะในวรรณกรรมสามก๊ก ลิโป้ถูกประทับตราด้วยวาทกรรมที่รุนแรงอย่าง “ลูกสามพ่อ” หรือผู้ที่พร้อมหักหลังเจ้านายทุกคนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
ในโลกของการเมืองไทยยุคปัจจุบัน การกระทำในลักษณะนี้มักถูกอธิบายด้วยคำว่า “ความอยู่รอด” “การต่อรอง” หรือ “กติกาบังคับ” มากกว่า อย่างไรก็ตาม หากเราถอดรหัส “ดีเอ็นเอของลิโป้” ออกมาเป็นพฤติการณ์ เราจะพบว่าลิโป้ไม่ได้เป็นแค่ “คนๆ เดียว” แต่เป็น “ปรากฏการณ์” และ “สไตล์การเมือง” ที่มีบทบาทสูงมากในการเมืองไทย
หากวิเคราะห์จากคุณลักษณะเด่นของลิโป้ 3 ประการ ภาพสะท้อนในการเมืองไทยจะเป็นดังนี้
1. พลังรบไร้เทียมทาน = “ขุนศึกบ้านใหญ่”
ลิโป้เก่งกาจในสนามรบ ใครมีไว้ในกองทัพก็อุ่นใจ ในการเมืองไทย ลิโป้คือภาพแทนของ “กลุ่มการเมืองบ้านใหญ่” หรือผู้นำมุ้งการเมืองที่มี “คะแนนจัดตั้ง” หรือ “ฐานเสียงในจังหวัด” ที่แข็งแกร่งเจาะไม่เข้า ไม่ว่ากระแสระดับชาติจะเป็นอย่างไร
ขุนศึกเหล่านี้ก็ยังรบชนะ (สอบได้ ส.ส.) เสมอ
คนกลุ่มนี้คือผู้กุมกำลังพลรบที่ทุกพรรคใหญ่ต้องการตัว (เหมือนที่ตั๋งโต๊ะต้องเอาลิโป้มาเป็นพวก) เพราะเป็นเครื่องการันตีจำนวนที่นั่งในสภา
2. ไร้ความภักดีถาวร = “นักการเมืองผู้พลิกขั้ว”
จุดอ่อนที่สุดของลิโป้คือการเปลี่ยนเจ้านายบ่อยครั้ง (เต๊งหงวน > ตั๋งโต๊ะ > เป็นใหญ่เอง > พึ่งเล่าปี่ > หักหลังเล่าปี่)
ในบริบทการเมืองไทย พฤติการณ์นี้ตรงกับ “กลุ่มที่พร้อมสลับขั้ว” ตามทิศทางลมและข้อเสนอที่ดีกว่า (เช่น โควตารัฐมนตรี หรือทรัพยากรในการทำพื้นที่) เราจะเห็นนักการเมืองหรือกลุ่มการเมืองจำนวนมากที่เคยอยู่พรรคไทยรักไทย ย้ายมาพรรคประชาธิปัตย์ สลับไปพลังประชารัฐ และกลับมาเพื่อไทยอีกครั้ง
นอกจากนี้ ยังรวมถึงปรากฏการณ์ “งูเห่า” ที่ ส.ส. ยอมโหวตสวนมติพรรคตนเองเพื่อแลกกับผลประโยชน์บางอย่าง ซึ่งสะท้อนพฤติการณ์แบบลิโป้ได้อย่างชัดเจน
3. ทรงพลังแต่ไม่มีใครไว้ใจ = “ผู้จัดการรัฐบาลสายบู๊”
ลิโป้เป็นคนที่ทุกคนอยากได้มาเป็นแนวร่วม แต่ไม่มีใครกล้าหันหลังให้ นักการเมืองที่มีบทบาทคล้ายคลึงในแง่นี้ มักเป็น “คีย์แมนสายบู๊” หรือผู้จัดการรัฐบาลที่มีบารมีสูง สามารถรวบรวมเสียง ส.ส. ปัดเศษ หรือกลุ่มบ้านใหญ่ต่างๆ เข้าด้วยกันได้
ตัวอย่างที่สื่อและนักวิเคราะห์มักนำมาเปรียบเปรยในลักษณะ "ขุนศึกสายบู๊ที่พร้อมพลิกกระดาน" ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า”
ด้วยบทบาทที่ดุดัน มีเครือข่ายกว้างขวาง เป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถค้ำยันหรือสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้ (ดังเช่นเหตุการณ์ความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐกับ พล.อ.ประยุทธ์ หรือการแยกตัวออกมาสนับสนุนขั้วใหม่) แม้ท่านอาจไม่ได้มีภาพของการ “หักหลัง” ที่รุนแรงแบบลิโป้ในวรรณกรรม แต่ในแง่ของ “อำนาจต่อรองที่สูงจนผู้นำต้องหวาดระแวง” นั้น ถือว่ามีกลิ่นอายที่ใกล้เคียงมากในเกมอำนาจ
สรุป
ในการเมืองไทย “ลิโป้” อาจไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่คือ “ระบบการเมืองแบบอุปถัมภ์และผลประโยชน์” ที่บีบให้นักการเมืองต้องสวมบทลิโป้ เพื่อเอาชีวิตรอดในแต่ละการเลือกตั้ง
ผู้นำแบบอนุทิน (โจโฉ) หรือพรรคการเมืองใหญ่ๆ ล้วนรู้ดีว่าต้องใช้ “ขุนศึกแบบลิโป้” ในการรบ (หาเสียง) แต่ก็ต้องมีศิลปะในการ “คุม” ไม่ให้ลิโป้หันง้าวกลับมาแทงตัวเองในภายหลัง
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี