ลิโป้ธรรมนัส อัษฎางค์ ถอดรหัสดีเอ็นเอ ขุนศึก ผู้ที่พร้อมพลิกกระดาน

ลิโป้ธรรมนัส อัษฎางค์ ถอดรหัสดีเอ็นเอ ขุนศึก ผู้ที่พร้อมพลิกกระดาน

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.08 น.

20 กุมภาพันธ์ 2569  มาแล้ว ซีรีย์จับคู่ตัวละครสามก๊กกับการเมืองไทย อัษฎางค์ ยมนาค หรือ "เอ็ดดี้" นักวิชาการอิสระ ล่าสุด จับคู่ "ธรรมนัส - ลิโป้" ขุนศึกที่พร้อมพลิกกระดานอำนาจ 

“สามก๊กการเมืองไทย ตอนที่ 4“


มีคำถามมาว่า ”ในการเมืองไทย บุคคลท่านใดมีพฤติการณ์และบทบาท ใกล้เคียงกับ ลิโป้ มากที่สุด“

การจะชี้ชัดลงไปว่านักการเมืองท่านใดคือ “ลิโป้” แบบเป๊ะๆ เป็นเรื่องที่ท้าทายและมีความละเอียดอ่อนพอสมควร เพราะในวรรณกรรมสามก๊ก ลิโป้ถูกประทับตราด้วยวาทกรรมที่รุนแรงอย่าง “ลูกสามพ่อ” หรือผู้ที่พร้อมหักหลังเจ้านายทุกคนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

ในโลกของการเมืองไทยยุคปัจจุบัน การกระทำในลักษณะนี้มักถูกอธิบายด้วยคำว่า “ความอยู่รอด” “การต่อรอง” หรือ “กติกาบังคับ” มากกว่า อย่างไรก็ตาม หากเราถอดรหัส “ดีเอ็นเอของลิโป้” ออกมาเป็นพฤติการณ์ เราจะพบว่าลิโป้ไม่ได้เป็นแค่ “คนๆ เดียว” แต่เป็น “ปรากฏการณ์” และ “สไตล์การเมือง” ที่มีบทบาทสูงมากในการเมืองไทย

หากวิเคราะห์จากคุณลักษณะเด่นของลิโป้ 3 ประการ ภาพสะท้อนในการเมืองไทยจะเป็นดังนี้

1. พลังรบไร้เทียมทาน = “ขุนศึกบ้านใหญ่”

ลิโป้เก่งกาจในสนามรบ ใครมีไว้ในกองทัพก็อุ่นใจ ในการเมืองไทย ลิโป้คือภาพแทนของ “กลุ่มการเมืองบ้านใหญ่” หรือผู้นำมุ้งการเมืองที่มี “คะแนนจัดตั้ง” หรือ “ฐานเสียงในจังหวัด” ที่แข็งแกร่งเจาะไม่เข้า ไม่ว่ากระแสระดับชาติจะเป็นอย่างไร

ขุนศึกเหล่านี้ก็ยังรบชนะ (สอบได้ ส.ส.) เสมอ

คนกลุ่มนี้คือผู้กุมกำลังพลรบที่ทุกพรรคใหญ่ต้องการตัว (เหมือนที่ตั๋งโต๊ะต้องเอาลิโป้มาเป็นพวก) เพราะเป็นเครื่องการันตีจำนวนที่นั่งในสภา

2. ไร้ความภักดีถาวร = “นักการเมืองผู้พลิกขั้ว”

จุดอ่อนที่สุดของลิโป้คือการเปลี่ยนเจ้านายบ่อยครั้ง (เต๊งหงวน > ตั๋งโต๊ะ > เป็นใหญ่เอง > พึ่งเล่าปี่ > หักหลังเล่าปี่)

ในบริบทการเมืองไทย พฤติการณ์นี้ตรงกับ “กลุ่มที่พร้อมสลับขั้ว” ตามทิศทางลมและข้อเสนอที่ดีกว่า (เช่น โควตารัฐมนตรี หรือทรัพยากรในการทำพื้นที่) เราจะเห็นนักการเมืองหรือกลุ่มการเมืองจำนวนมากที่เคยอยู่พรรคไทยรักไทย ย้ายมาพรรคประชาธิปัตย์ สลับไปพลังประชารัฐ และกลับมาเพื่อไทยอีกครั้ง

นอกจากนี้ ยังรวมถึงปรากฏการณ์ “งูเห่า” ที่ ส.ส. ยอมโหวตสวนมติพรรคตนเองเพื่อแลกกับผลประโยชน์บางอย่าง ซึ่งสะท้อนพฤติการณ์แบบลิโป้ได้อย่างชัดเจน

3. ทรงพลังแต่ไม่มีใครไว้ใจ = “ผู้จัดการรัฐบาลสายบู๊”

ลิโป้เป็นคนที่ทุกคนอยากได้มาเป็นแนวร่วม แต่ไม่มีใครกล้าหันหลังให้ นักการเมืองที่มีบทบาทคล้ายคลึงในแง่นี้ มักเป็น “คีย์แมนสายบู๊” หรือผู้จัดการรัฐบาลที่มีบารมีสูง สามารถรวบรวมเสียง ส.ส. ปัดเศษ หรือกลุ่มบ้านใหญ่ต่างๆ เข้าด้วยกันได้

ตัวอย่างที่สื่อและนักวิเคราะห์มักนำมาเปรียบเปรยในลักษณะ "ขุนศึกสายบู๊ที่พร้อมพลิกกระดาน" ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า”

ด้วยบทบาทที่ดุดัน มีเครือข่ายกว้างขวาง เป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถค้ำยันหรือสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้ (ดังเช่นเหตุการณ์ความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐกับ พล.อ.ประยุทธ์ หรือการแยกตัวออกมาสนับสนุนขั้วใหม่) แม้ท่านอาจไม่ได้มีภาพของการ “หักหลัง” ที่รุนแรงแบบลิโป้ในวรรณกรรม แต่ในแง่ของ “อำนาจต่อรองที่สูงจนผู้นำต้องหวาดระแวง” นั้น ถือว่ามีกลิ่นอายที่ใกล้เคียงมากในเกมอำนาจ

สรุป

ในการเมืองไทย “ลิโป้” อาจไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่คือ “ระบบการเมืองแบบอุปถัมภ์และผลประโยชน์” ที่บีบให้นักการเมืองต้องสวมบทลิโป้ เพื่อเอาชีวิตรอดในแต่ละการเลือกตั้ง

ผู้นำแบบอนุทิน (โจโฉ) หรือพรรคการเมืองใหญ่ๆ ล้วนรู้ดีว่าต้องใช้ “ขุนศึกแบบลิโป้” ในการรบ (หาเสียง) แต่ก็ต้องมีศิลปะในการ “คุม” ไม่ให้ลิโป้หันง้าวกลับมาแทงตัวเองในภายหลัง

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top