วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
หลังจากที่วันนี้ 4 มีนาคม 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ ดร.พญ. เกศกมล เปลี่ยนสมัย พ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี จากกรณีการระบุวุฒิการศึกษาและตำแหน่งทางวิชาการอันเป็นเท็จ จนกลายเป็นกระแสถกเถียงเผ็ดร้อนในวงการเมืองและโลกโลกโซเชียลอย่างกว้างขวาง
วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ พาทุกท่านไปรู้จักกับเส้นทางชีวิตของ ดร.พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือที่สังคมรู้จักในชื่อ หมอเกศ สตรีผู้สร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย จากวันที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ได้รับความไว้วางใจด้วยคะแนนอันดับหนึ่งของประเทศ สู่มหากาพย์การตรวจสอบวุฒิการศึกษาที่ลงเอยด้วยคำพิพากษาของศาลฎีกา
.jpg)
แฟ้มภาพ
เกศกมล เปลี่ยนสมัย เกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2521 ปัจจุบันอายุ 47 ปี เส้นทางชีวิตในช่วงต้นของเธอมุ่งเน้นไปที่ด้านการแพทย์และความงาม โดยสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี แพทยศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นวุฒิการศึกษาที่เธอใช้ในการประกอบวิชาชีพแพทย์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ในบทบาททางธุรกิจ ดร.พญ.เกศกมล เป็นแพทย์เจ้าของกิจการด้านความงามหลายแห่งที่มีชื่อเสียง ประกอบไปด้วย เกศกมล คลินิก, เกศกมล เด็นทัล คลินิก, บริษัท อินเตอร์ เดอร์มา แลบอราทอรี จำกัด ซึ่งเธอดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมความงาม นอกจากงานด้านการแพทย์และธุรกิจ เธอยังเป็นที่รู้จักในแวดวงสื่อและสังคมในฐานะพิธีกรรายการโทรทัศน์สุขภาพดีกับหมอเกศ รวมถึงการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร
โปรไฟล์การศึกษา (ข้อมูลที่ใช้ยื่นสมัครสมาชิกวุฒิสภา) ประวัติการศึกษาที่ปรากฏในใบสมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.3) ของหมอเกศ ถูกระบุไว้อย่างยาวเหยียดและหลากหลายสาขา ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสงสัยในเวลาต่อมา โดยข้อมูลที่เธอระบุไว้มีดังนี้
- ศาสตราจารย์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Professor in Human Resource Development) California University
- ปริญญาเอก รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Political Science) California University, U.S.A.
- ปริญญาเอก Doctor of Philosophy (PhD) Associate Professor in Business Administration California University
-ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ UIPM University International
- ปริญญาเอก สาขาการจัดการและพัฒนาทรัพยากร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
- ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารจัดการองค์การ มหาวิทยาลัยเกริก
- ปริญญาตรี แพทยศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
- แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสุขภาพจิตชุมชน กรมสุขภาพจิต
- ประกาศนียบัตร Certificate in Aesthetic Medicine จาก American Academy of Aesthetic Medicine
- การเข้าร่วมงาน International Academic Multidisciplines Research Conference ณ Worcester College, University of Oxford
.jpg)
แฟ้มภาพ
ด้วยโปรไฟล์ที่ดูเพียบพร้อมและเหนือกว่าผู้สมัครรายอื่น ส่งผลให้เธอได้รับคะแนนโหวตสูงสุดเป็น อันดับ 1 ของประเทศ ในกลุ่มที่ 19 (กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพและอาชีพอิสระ) ด้วยคะแนน 79 คะแนน
หลังจากคว้าชัยชนะมาได้เพียงไม่นาน ความสงสัยจากสังคมและนักวิชาการเริ่มก่อตัวขึ้นเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของ California University FCE โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจไม่ใช่สถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนจริง แต่ทำหน้าที่เพียงออกใบเทียบวุฒิที่มีลักษณะคล้ายมหาวิทยาลัยห้องแถว
ก่อนที่ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ได้นำหลักฐานยื่นร้องต่อ กกต. โดยระบุว่าตำแหน่งศาสตราจารย์ของเธอนั้นไม่มีในระบบเทียบเท่าของ ก.พ. และสถาบันดังกล่าวเป็นเพียงสถาบันเทียบวุฒิการศึกษา แม้หมอเกศจะยืนยันอย่างหนักแน่นผ่านสื่อว่าปริญญาและตำแหน่งทั้งหมดได้มาโดยชอบตามกฎหมาย แต่กระบวนการตรวจสอบก็ดำเนินไปอย่างเข้มข้นจนถึงชั้นศาล
18 กรกฎาคม 2568 กกต. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ดำเนินคดีและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ หลังพบว่าการใช้คำว่า “ศาสตราจารย์” เข้าข่ายหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ เพื่อจูงใจให้มีการเลือกเป็น สว.
29 กรกฎาคม 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งรับคำร้อง และมีคำสั่งให้ พญ.เกศกมล หยุดปฏิบัติหน้าที่ สว. เป็นการชั่วคราว
4 มีนาคม 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 11/2568) อ่านคำพิพากษาตัดสินว่า นางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย มีความผิดจริงตามฟ้อง ฐานทุจริตโดยใช้ตำแหน่งและวุฒิการศึกษาเพื่อชักจูงให้เกิดความเข้าใจผิดในการเลือก สว. สุดท้ายแล้ว ศาลมีคำสั่งให้ พ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยมีผลนับตั้งแต่วันที่ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี
.jpg)
แฟ้มภาพ
บทสรุปในกรณีของ นางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ไม่เพียงแต่เป็นจุดสิ้นสุดของข้อพิพาทเรื่องวุฒิการศึกษาที่ยืดเยื้อมานานกว่าปี แต่ยังเป็นเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในฐานะบรรทัดฐานสำคัญของการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง คำพิพากษาของศาลฎีกาในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลไกการกลั่นกรองที่เข้มงวด และย้ำเตือนถึงความสำคัญของหลักการความโปร่งใสรวมถึงการแสดงข้อมูลที่เป็นจริงต่อสาธารณะ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของผู้ที่อาสาเข้ามาปฏิบัติหน้าที่นิติบัญญัติในสภาสูง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบรัฐสภาต่อไป
ขอขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), ศาลฎีกา, คลังข้อมูลประวัติสมาชิกวุฒิสภา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี