วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
533.jpg
ยิ่งพยายามนอน...ยิ่งนอนไม่หลับ? แชร์เก็บไว้เลย หมอวี เปิด 12 คัมภีร์กู้ระบบนอนหลับ  โดยไม่ต้องพึ่งยา

ยิ่งพยายามนอน...ยิ่งนอนไม่หลับ? แชร์เก็บไว้เลย หมอวี เปิด 12 คัมภีร์กู้ระบบนอนหลับ โดยไม่ต้องพึ่งยา

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.15 น.

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า Sleep Hygiene — คู่มือนอนหลับให้ดีโดยไม่ต้องพึ่งยา บทที่ 13 (จากหนังสือ ก่อนจะป่วย คัมภีร์เวชศาสตร์วิถีชีวิตเพื่อสุขภาพยั่งยืน)

มีคนไข้คนหนึ่งที่มาหาผมด้วยปัญหานอนไม่หลับมาหลายปีครับ เธออายุ 52 ปี ใช้ยานอนหลับมาสองปีแล้ว บางคืนกินยาแล้วยังนอนไม่หลับ บางคืนหลับได้แต่ตื่นกลางดึกแล้วนอนต่อไม่ได้ และทุกเช้าตื่นมาด้วยความรู้สึกเหมือนไม่ได้นอนเลย เธอบอกว่า "เป็นแบบนี้มานานจนรู้สึกว่าคงต้องกินยาไปตลอดชีวิตแล้วหมอ"


ผมถามเธอว่าทำอะไรบ้างก่อนเข้านอน?เธอตอบว่า นอนดูซีรีส์บนเตียงจนง่วง บางทีดูถึงตีหนึ่งตีสอง ถ้านอนไม่หลับก็เล่นโทรศัพท์ไปเรื่อย ๆ วันหยุดนอนตื่นสายชดเชย และดื่มกาแฟตอน

บ่ายสองเป็นประจำเพราะง่วงตอนบ่าย

ผมพยักหน้า แล้วบอกเธอว่า "คุณทำเกือบทุกอย่างที่ทำให้นอนไม่หลับได้สำเร็จมากเลยนะครับ"

เธอมองผมงุนงง

"และข่าวดีคือ ทุกอย่างที่คุณทำ คุณเปลี่ยนได้ทั้งนั้น"

Sleep Hygiene คืออะไร และไม่ใช่อะไร?
คำว่า Sleep Hygiene หรือ สุขอนามัยการนอนหลับ ฟังดูเป็นเรื่องของความสะอาด แต่จริง ๆ หมายถึงพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้การนอนหลับมีคุณภาพดีขึ้น

สิ่งที่ Sleep Hygiene ไม่ใช่คือยา ไม่ใช่เทคโนโลยี และไม่ใช่การซื้ออะไรเพิ่มเติม มันคือการปรับพฤติกรรมโดยอาศัยความเข้าใจว่าร่างกายและสมองทำงานอย่างไรในเรื่องการนอน

แนวทางการรักษาที่มีหลักฐานดีที่สุดสำหรับการนอนไม่หลับเรื้อรังในปัจจุบันไม่ใช่ยา แต่คือ CBT-I หรือ Cognitive Behavioral Therapy for Insomnia (การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมสำหรับการนอนไม่หลับ) ซึ่งรวม Sleep Hygiene เข้าไปด้วย และงานวิจัยพบว่าได้ผลดีกว่ายานอนหลับในระยะยาว โดยไม่มีผลข้างเคียงและไม่ทำให้ติด¹
เข้าใจระบบสองตัวที่ควบคุมการนอน

ก่อนจะพูดถึงวิธีปฏิบัติ อยากให้เข้าใจว่าร่างกายควบคุมการนอนหลับด้วยระบบสองระบบที่ทำงานร่วมกัน เพราะถ้าเข้าใจระบบ คุณจะเข้าใจว่าทำไมแต่ละข้อแนะนำถึงสำคัญ

ระบบแรก — Sleep Pressure หรือแรงกดดันการนอน

ทุกชั่วโมงที่คุณตื่นอยู่ สารเคมีชื่อ Adenosine ในสมองสะสมขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนทรายที่ค่อย ๆ ถมลงในนาฬิกาทราย ยิ่งสะสมมากยิ่งรู้สึกง่วง และเมื่อคุณหลับ Adenosine ถูกกำจัดออกไป ทำให้ตื่นมารู้สึกสดชื่น

กาแฟทำงานโดยการไปปิดกั้นตัวรับ Adenosine ในสมอง เหมือนเอาฝาปิดนาฬิกาทราย ทรายยังสะสมอยู่แต่คุณไม่รู้สึก พอกาแฟหมดฤทธิ์จึง "ง่วงพร้อมกัน"

ระบบที่สอง — Circadian Rhythm หรือนาฬิกาชีวภาพ

ตามที่อธิบายในบทที่ 12 นาฬิกาชีวภาพถูกตั้งโดยแสงและความมืด และส่งสัญญาณให้ร่างกายรู้ว่าเมื่อไหร่ควรง่วงและเมื่อไหร่ควรตื่น

การนอนหลับที่ดีเกิดขึ้นเมื่อทั้งสองระบบนี้ทำงานสอดคล้องกัน กล่าวคือเมื่อ Sleep Pressure สูงพอและนาฬิกาชีวภาพส่งสัญญาณว่าถึงเวลานอนพร้อมกัน

พฤติกรรมที่ทำลายการนอนส่วนใหญ่ทำให้ระบบใดระบบหนึ่งหรือทั้งสองระบบทำงานผิดพลาด

ใครที่นอนไม่หลับลองทำสิบสองข้อปฏิบัติที่มีหลักฐานรองรับนี้ดูนะครับ

ข้อที่ 1 — ตื่นในเวลาเดิมทุกวัน รวมถึงวันหยุด

นี่คือข้อที่สำคัญที่สุดและหลายคนทำไม่ได้ครับ เพราะวันหยุดมักอยากนอนตื่นสายชดเชย

แต่ความสม่ำเสมอของเวลาตื่นคือสมอของนาฬิกาชีวภาพ เมื่อคุณตื่นเวลาเดิมทุกวัน แสงแดดยามเช้าตั้งค่านาฬิกาชีวภาพใหม่ ทำให้ระบบทั้งหมดทำงานสอดคล้องกัน แต่เมื่อวันหยุดตื่นสายสองถึงสามชั่วโมง ก็เหมือนกับบินข้ามเส้นแบ่งเวลาและกลับมาทุกสัปดาห์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Social Jetlag (ภาวะที่นาฬิกาชีวภาพไม่ตรงกับเวลาทางสังคม คล้ายอาการ Jetlag แต่เกิดจากการเปลี่ยนเวลานอนในวันหยุด) ²

ถ้าเคยรู้สึกว่าวันจันทร์หนักมากเป็นพิเศษ นั่นคือ Social Jetlag ครับ

ข้อที่ 2 — รับแสงแดดตอนเช้าทันทีหลังตื่น

ออกไปรับแสงธรรมชาติภายใน 30-60 นาทีหลังตื่น แม้แค่ยืนที่หน้าต่างหรือระเบียงก็ยังดี เพราะแสงธรรมชาติมีความเข้มสูงกว่าแสงในอาคารมากถึงร้อยเท่า และส่งสัญญาณที่ชัดเจนให้นาฬิกาชีวภาพว่าวันเริ่มต้นแล้ว

การรับแสงตอนเช้ายังตั้งค่าให้ Melatonin เริ่มหลั่งในเวลาที่เหมาะสมในตอนกลางคืน ประมาณ 12-14 ชั่วโมงต่อมา³

ข้อที่ 3 — หลีกเลี่ยงกาแฟหลังบ่ายสอง

ครึ่งชีวิตของคาเฟอีน (เวลาที่ร่างกายใช้กำจัดครึ่งหนึ่งของคาเฟอีนออกไป) อยู่ที่ประมาณ 5-7 ชั่วโมง หมายความว่าถ้าคุณดื่มกาแฟตอนบ่ายสาม ตอนสี่ทุ่มยังมีคาเฟอีนครึ่งหนึ่งอยู่ในร่างกาย และมันกำลังปิดกั้น Adenosine ซึ่งเป็น Sleep Pressure อยู่นั่นเอง

คนที่มีพันธุกรรมบางชนิดกำจัดคาเฟอีนช้ากว่าปกติ ทำให้ครึ่งชีวิตยาวถึง 10-12 ชั่วโมง ดังนั้นบางคนที่ "กินกาแฟตอนเย็นแล้วไม่ง่วง" อาจเพราะชิน หรืออาจเพราะยังมีคาเฟอีนค้างอยู่และกำลังรบกวนคุณภาพการนอนโดยที่ไม่รู้ตัว⁴

ข้อที่ 4 — ห้องนอนต้องมืด เย็น และเงียบ

อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการนอนหลับอยู่ที่ประมาณ 18-20 องศาเซลเซียส ซึ่งเย็นกว่าที่หลายคนคิด เหตุผลคือในระหว่างนอนหลับอุณหภูมิร่างกายส่วนกลางต้องลดลงประมาณ 1-2 องศาเพื่อเข้าสู่สภาวะการนอนหลับลึก การนอนในห้องที่ร้อนเกินไปทำให้อุณหภูมิร่างกายลดลงไม่เพียงพอ และรบกวนคุณภาพการนอนหลับลึก⁵

สำหรับความมืด แสงจากหน้าต่าง หน้าจอนาฬิกา หรือไฟ Standby ของอุปกรณ์ต่าง ๆ ล้วนรบกวน Melatonin ได้แม้ในปริมาณน้อย การใช้ผ้าปิดตาหรือผ้าม่านกันแสงช่วยได้มาก

ข้อที่ 5 — ไม่ใช้หน้าจอในห้องนอน หรืออย่างน้อยหยุด 60 นาทีก่อนนอน

นี่คือข้อที่ทำยากที่สุดในยุคนี้ครับ เพราะโทรศัพท์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกคน
แต่ปัญหาของแสงสีฟ้าจากหน้าจอในยามค่ำมีสองชั้น ชั้นแรกคือกดการหลั่ง Melatonin ดังที่อธิบายในบทที่ 12 ชั้นที่สองคือเนื้อหาใน Social Media ข่าว หรือซีรีส์ กระตุ้นสมองให้อยู่ในสภาวะตื่นตัวและอารมณ์ ซึ่งขัดแย้งกับสภาวะผ่อนคลายที่จำเป็นก่อนนอน
ถ้าทำไม่ได้เลย อย่างน้อยให้เปิด Night Mode หรือ Dark Mode ลดความสว่างหน้าจอให้น้อยที่สุด และหลีกเลี่ยงเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์

ข้อที่ 6 — เตียงไว้สำหรับนอนและมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น

ข้อนี้ฟังดูแปลก แต่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับครับ สมองเรียนรู้ผ่านการเชื่อมโยง ถ้าคุณดูซีรีส์บนเตียง ทำงานบนเตียง หรือเล่นโทรศัพท์บนเตียง สมองจะเชื่อมโยงเตียงกับการตื่นตัว ไม่ใช่การนอน ในทางกลับกัน ถ้าคุณใช้เตียงสำหรับนอนเท่านั้น สมองจะเรียนรู้ว่าเมื่อนอนลงบนเตียงคือสัญญาณของการนอนหลับ ซึ่งช่วยให้หลับได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว⁶

ข้อที่ 7 — ถ้านอนไม่หลับใน 20 นาที ให้ลุกขึ้น

นี่คือข้อที่ขัดกับสัญชาตญาณมากที่สุดครับ แต่สำคัญมากในการรักษาการนอนไม่หลับเรื้อรัง
เมื่อคุณนอนอยู่บนเตียงและไม่หลับ สมองจะเชื่อมโยงเตียงกับความวิตกกังวลและความหงุดหงิด ยิ่งนาน ยิ่งแย่ลง
วิธีที่ถูกต้องคือลุกขึ้นไปทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายในที่อื่น เช่น อ่านหนังสือในห้องรับแขก ฟังดนตรีเบา ๆ หรือทำการยืดเส้นยืดสาย แล้วกลับมานอนเมื่อรู้สึกง่วงอีกครั้ง ทำซ้ำจนสมองเริ่มเชื่อมโยงเตียงกับการหลับได้ ไม่ใช่ความวิตกกังวล

ข้อที่ 8 — อย่าทำงาน หรือดูข่าวก่อนนอน

ความเครียดกระตุ้นการหลั่ง Cortisol ซึ่งทำงานตรงข้ามกับ Melatonin สมองที่กังวลเรื่องงานหรือข่าวร้ายจะยากมากที่จะเข้าสู่สภาวะผ่อนคลายที่จำเป็นสำหรับการนอนหลับ
ถ้าคุณมีนิสัยวางแผนงานหรือจดสิ่งที่ต้องทำก่อนนอน ให้ลองจด To-do List ก่อนค่ำไม่ใช่ก่อนนอน งานวิจัยพบว่าการจด To-do List สำหรับวันพรุ่งนี้ช่วยลดความกังวลก่อนนอนและทำให้หลับเร็วขึ้น เพราะสมองรู้สึกว่า "จัดการเรื่องนี้ไว้แล้ว ไม่ต้องกังวลต่อแล้ว"⁷

ข้อที่ 9 — สร้าง Wind-down Routine 30-60 นาทีก่อนนอน

ร่างกายไม่สามารถสลับจากโหมดตื่นตัวไปเป็นโหมดนอนหลับได้ในทันที เหมือนรถที่ต้องค่อย ๆ เบรกไม่ใช่หยุดกระทันหันการมี Routine ผ่อนคลายก่อนนอน เช่น อาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือ ทำ Stretching เบา ๆ เขียนบันทึก หรือฟังดนตรีสบาย ๆ ส่งสัญญาณให้สมองรู้ว่าใกล้ถึงเวลานอนแล้วการอาบน้ำอุ่นมีกลไกที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ความร้อนดึงเลือดมาที่ผิวหนัง เมื่อออกจากน้ำ อุณหภูมิผิวหนังลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้อุณหภูมิร่างกายส่วนกลางลดลงตาม ซึ่งคือกลไกเดียวกับที่ร่างกายทำเพื่อเข้าสู่การนอนหลับลึก⁸

ข้อที่ 10 — หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ก่อนนอน

หลายคนเชื่อว่าดื่มเบียร์หรือไวน์ก่อนนอนช่วยให้หลับได้ดีขึ้น เพราะรู้สึกง่วงและผ่อนคลายแต่นั่นคือความเข้าใจผิดครับ แอลกอฮอล์ทำให้หลับได้เร็วขึ้นจริง แต่ทำลายโครงสร้างการนอนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะช่วง REM Sleep ซึ่งสำคัญต่อสุขภาพจิตและการประมวลผลความทรงจำ ผลคือตื่นขึ้นมาตอนกลางดึกเมื่อแอลกอฮอล์หมดฤทธิ์ และนอนต่อยาก รวมถึงตื่นมาไม่สดชื่นแม้จะนอนนานพอ⁹

ข้อที่ 11 — ออกกำลังกาย แต่ต้องไม่ใกล้เวลานอน

การออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วยให้นอนหลับดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่การออกกำลังกายหนักในสองถึงสามชั่วโมงก่อนนอนอาจทำให้หลับยากขึ้น เพราะเพิ่มอุณหภูมิร่างกายและกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเธติกช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการออกกำลังกายในแง่ของการนอนหลับคือตอนเช้าหรือบ่าย ไม่ใช่ค่ำหรือดึก

ข้อที่ 12 — อย่างีบนานหรืองีบหลังบ่ายสี่โมง

การงีบในช่วงบ่ายสั้น ๆ ประมาณ 10-20 นาที ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานได้ดีมากโดยไม่รบกวนการนอนตอนกลางคืนแต่ถ้างีบนานกว่า 30 นาที คุณจะเข้าสู่ Slow-Wave Sleep ซึ่งตื่นขึ้นมาจะรู้สึกงัวเงียและที่สำคัญกว่านั้นคือลด Sleep Pressure สำหรับคืนนั้น ทำให้นอนหลับตอนกลางคืนยากขึ้น
และถ้างีบหลังบ่ายสี่ นาฬิกาชีวภาพมักไม่เอื้อให้หลับลึกแล้ว แถมยังลด Sleep Pressure ในช่วงหัวค่ำที่ควรสะสมมากที่สุดด้วย¹⁰

เรื่องของ Melatonin — ใช้ได้แต่ต้องใช้ถูกวิธี
Melatonin เป็นอาหารเสริมที่ขายดีมากและถูกเข้าใจผิดมากที่สุดเรื่องหนึ่งครับ

ความเข้าใจผิดหลักคือคิดว่า Melatonin คือยานอนหลับ ที่จริงแล้ว Melatonin ไม่ได้ทำให้หลับโดยตรง มันเป็นแค่สัญญาณบอกเวลากับนาฬิกาชีวภาพว่า "มืดแล้วนะ ถึงเวลานอนแล้ว" ร่างกายยังต้องใช้กลไกอื่นในการหลับเอง

ดังนั้น Melatonin มีประโยชน์จริงในสองสถานการณ์ คือการปรับ Circadian Rhythm เมื่อเดินทางข้ามเขตเวลา (Jetlag) และในผู้สูงอายุที่ผลิต Melatonin น้อยลงตามธรรมชาติ
แต่สำหรับการนอนไม่หลับทั่วไป Melatonin ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ต้นตอครับ

และขนาดที่คนส่วนใหญ่ใช้กันคือ 5-10 mg ซึ่งสูงเกินไปมาก งานวิจัยพบว่าขนาดที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยกว่าอยู่ที่ 0.5-1 mg และควรกินก่อนเวลาที่ต้องการนอนประมาณ 30-60 นาที ไม่ใช่ตอนเข้านอนพอดี¹¹
โปรแกรม Sleep Reset สี่สัปดาห์
ถ้าคุณมีปัญหาการนอนเรื้อรังและอยากลองแก้ไขด้วยตัวเองก่อนพบแพทย์ นี่คือโปรแกรมสี่สัปดาห์ที่อิงหลักการ CBT-I ครับ

สัปดาห์ที่ 1 — รู้จักตัวเอง
จดบันทึกการนอนทุกวัน ระบุเวลาเข้านอน เวลาหลับ ครั้งที่ตื่นกลางดึก เวลาตื่น และความรู้สึกตอนตื่น ทำแค่นี้สัปดาห์แรกโดยไม่ต้องเปลี่ยนอะไร เพื่อให้รู้ว่าปัญหาจริง ๆ ของคุณคืออะไร

สัปดาห์ที่ 2 — ตั้งค่านาฬิกาชีวภาพ
กำหนดเวลาตื่นตายตัวและทำตามทุกวัน รวมถึงวันหยุด รับแสงแดดตอนเช้า หยุดกาแฟหลังบ่ายสอง และเริ่ม Wind-down Routine 30 นาทีก่อนนอน

สัปดาห์ที่ 3 — ปรับสภาพแวดล้อม
ทำให้ห้องนอนมืด เย็น และเงียบ เอาโทรศัพท์ออกจากห้องนอน และฝึกใช้เตียงสำหรับนอนเท่านั้น ถ้านอนไม่หลับใน 20 นาทีให้ลุกขึ้น

สัปดาห์ที่ 4 — รวบรวมและประเมิน
ดูบันทึกการนอนทั้งสี่สัปดาห์ เปรียบเทียบว่าดีขึ้นหรือไม่ อะไรที่ได้ผลกับคุณเป็นพิเศษ และสิ่งไหนที่ยังเป็นปัญหาอยู่
ถ้าทำสี่สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น นั่นคือสัญญาณว่าควรพบแพทย์เพื่อประเมินว่ามีภาวะอื่นที่เป็นสาเหตุหรือเปล่า เช่น Sleep Apnea ที่จะพูดถึงในบทถัดไป

กลับมาที่คนไข้ของผม

คนไข้หญิงวัย 52 ปีที่ผมเล่าถึงตอนต้น ทำตามโปรแกรมอย่างจริงจัง
เธอไม่เอสโทรศัพท์เข้ามาในห้องนอนเวลาจะนอน เลิกดูซีรีส์บนเตียง ตั้งเวลาตื่น 6 โมงครึ่งทุกวันรวมถึงวันเสาร์อาทิตย์ และเริ่มอาบน้ำอุ่นก่อนนอนทุกคืน
สามสัปดาห์แรกยากมาก เธอบอกว่ารู้สึกเหมือน "ฝืนธรรมชาติ" เพราะวันหยุดอยากนอนต่อมากแต่ต้องตื่น
แต่เข้าสัปดาห์ที่สี่ เธอโทรมาบอกด้วยเสียงที่ฟังดูแปลก ๆ ผมถามว่าเป็นอะไร
"ฉันหลับได้เองแล้วค่ะหมอ ไม่ได้กินยาด้วย"
ผมยิ้มแล้วบอกว่า "นั่นแหละครับคือ Sleep Hygiene ที่ได้ผล"

สรุปบทที่ 13

การนอนหลับดีขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งยาเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับคนส่วนใหญ่ที่มีปัญหาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ด้วยการเข้าใจระบบ Sleep Pressure และ Circadian Rhythm และปรับพฤติกรรมตาม หลักปฏิบัติที่สำคัญที่สุดคือตื่นเวลาเดิมทุกวัน รับแสงแดดตอนเช้า หลีกเลี่ยงแสงหน้าจอก่อนนอน ใช้เตียงสำหรับนอนเท่านั้น และสร้าง Wind-down Routine CBT-I คือการรักษาที่มีหลักฐานดีที่สุดสำหรับการนอนไม่หลับเรื้อรัง ดีกว่ายาในระยะยาว
ทำได้เลยวันนี้

หนึ่ง — กำหนดเวลาตื่นที่ทำได้จริงและตั้งนาฬิกาปลุกให้ตรงนั้น แล้วทำตามทุกวันรวมถึงวันหยุด อย่างน้อยสองสัปดาห์

สอง — คืนนี้วางโทรศัพท์ไว้ในห้องอื่นแทนที่จะวางข้างเตียง ถ้ากังวลว่าพลาดสายสำคัญ ให้ตั้งเสียงดังขึ้น แต่อย่าให้อยู่ในมือถึงนาทีสุดท้ายก่อนนอน

สาม — เริ่มบันทึกการนอนวันนี้เลย เพียงจดสี่อย่างคือเวลาเข้านอน เวลาที่คิดว่าหลับ เวลาตื่น และความรู้สึกตอนตื่น ทำแค่นี้เจ็ดวันก่อน แล้วจะเห็นรูปแบบว่าปัญหาจริง ๆ ของคุณอยู่ที่ไหน

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย

ประสาทศัลยแพทย์ และ

แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน

เอกสารอ้างอิงบทที่ 13
1. Trauer JM, Qian MY, Doyle JS, Rajaratnam SM, Cunnington D. Cognitive behavioral therapy for chronic insomnia: a systematic review and meta-analysis. Annals of Internal Medicine. 2015;163(3):191–204.
2. Wittmann M, Dinich J, Merrow M, Roenneberg T. Social jetlag: misalignment of biological and social time. Chronobiology International. 2006;23(1-2):497–509.
3. Zeitzer JM, Dijk DJ, Kronauer R, Brown E, Czeisler C. Sensitivity of the human circadian pacemaker to nocturnal light: melatonin phase resetting and suppression. Journal of Physiology. 2000;526(3):695–702.
4. Drake C, Roehrs T, Shambroom J, Roth T. Caffeine effects on sleep taken 0, 3, or 6 hours before going to bed. Journal of Clinical Sleep Medicine. 2013;9(11):1195–1200.
5. Okamoto-Mizuno K, Mizuno K. Effects of thermal environment on sleep and circadian rhythm. Journal of Physiological Anthropology. 2012;31(1):14.
6. Edinger JD, Wohlgemuth WK, Radtke RA, Marsh GR, Quillian RE. Cognitive behavioral insomnia therapy for primary insomnia syndromes. JAMA. 2001;285(14):1856–1864.
7. Scullin MK, Krueger ML, Ballard HK, Pruett N, Bliwise DL. The effects of bedtime writing on difficulty falling asleep: a polysomnographic study comparing to-do lists and completed activity lists. Journal of Experimental Psychology: General. 2018;147(1):139–146.
8. Haghayegh S, Khoshnevis S, Smolensky MH, Diller KR, Castriotta RJ. Before-bedtime passive body heating by warm shower or bath to improve sleep: a systematic review and meta-analysis. Sleep Medicine Reviews. 2019;46:124–135.
9. Roehrs T, Roth T. Sleep, sleepiness, and alcohol use. Alcohol Research and Health. 2001;25(2):101–109.
10. Milner CE, Cote KA. Benefits of napping in healthy adults: impact of nap length, time of day, age, and experience with napping. Journal of Sleep Research. 2009;18(2):272–281.
11. Brzezinski A, Vangel MG, Wurtman RJ, et al. Effects of exogenous melatonin on sleep: a meta-analysis. Sleep Medicine Reviews. 2005;9(1):41–50

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top