วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569
สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย จัดงาน วันไตโลก (World Kidney Day) ภายใต้คำขวัญ “KIDNEY HEALTH FOR ALL-Caring for people and Protecting the Planet” หรือ “คัดกรองป้องกัน รู้ทันโรคไต ใส่ใจรักษ์โลก” เพื่อกระตุ้นให้คนไทยตระหนักและใส่ใจโรคไตให้มากขึ้น ที่ลาน Eden ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งภายในงานได้จัดให้มีการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคไตทั้งจากการตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะจากชุดตรวจหาไมโครอัลบูมินแบบตลับที่เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาโดยคนไทย
เนื่องใน วันไตโลก (World Kidney Day) ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569 สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยได้ออกมาเตือนให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพไต หลังพบว่า ปัจจุบัน คนไทยมีภาวะโรคไตเรื้อรังมากกว่า 10 ล้านคน และจำนวนไม่น้อยยังไม่ทราบว่าตนเองกำลังป่วย เนื่องจากในระยะแรกของโรคมักไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมาพบแพทย์เมื่อโรคเข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว
นพ.วุฒิเดช โอภาศเจริญสุข นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมากกว่า 850 ล้านคนและเพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนประชากรไทยมีอัตราผู้ป่วยอยู่ที่ 9-10 ล้านคน ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วย ไตวายระยะสุดท้ายประมาณ 150,000 ราย ที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต เช่น การล้างไตหรือปลูกถ่ายไต ซึ่งเป็นการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ใช้ในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ในปีที่ผ่านมา กว่า 17,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับกองทุนสุขภาพอื่นๆ งบประมาณในการรักษาผู้ป่วยที่ต้องล้างไตอาจสูงถึง 50,000-60,000 ล้านบาทต่อปี
“สาเหตุสำคัญของโรคไตในคนไทยส่วนใหญ่เกิดจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งทำให้การทำงานของไตเสื่อมลงในระยะยาว โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัว ผู้สูงอายุ และผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดหรือสมุนไพรบางชนิดเป็นประจำ” นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าว
โรคไตในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการ ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าการทำงานของไตกำลังเสื่อมลง ดังนั้น การตรวจคัดกรองจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ป่วย โรคเบาหวาน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญของโรคไต โดยสามารถตรวจคัดกรองได้ทั้ง การตรวจเลือดและการตรวจปัสสาวะ
.jpg)
นพ.วุฒิเดช กล่าวอีกว่า สำหรับการตรวจปัสสาวะ แพทย์มักใช้การตรวจ ไมโครอัลบูมินในปัสสาวะ (Microalbuminuria) ซึ่งสามารถตรวจพบความผิดปกติของไตได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน การตรวจดังกล่าวช่วยให้แพทย์สามารถตรวจพบภาวะไตเสื่อมได้เร็ว และสามารถวางแผนการรักษาเพื่อชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับการตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะเพื่อติดตามการทำงานของไตอย่างน้อยปีละครั้ง เพราะหากพบความผิดปกติเร็ว ก็สามารถควบคุมโรคและชะลอการเสื่อมของไตได้” นพ.วุฒิเดช กล่าว
สำหรับแนวทางป้องกันโรคไต ประชาชนสามารถเริ่มต้นได้จากการปรับพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต ลดการบริโภคอาหารเค็ม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดหรือสมุนไพรโดยไม่จำเป็น เนื่องจากสมุนไพรบางชนิดอาจมีสารที่ส่งผลกระทบต่อไต หากบริโภคในปริมาณมากหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
นพ.วฒิเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า โรคไตถือเป็น “ภัยเงียบ” ที่ใกล้ตัวคนไทย เพราะในระยะแรกแทบไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามจนเข้าสู่ระยะไตวาย ผู้ป่วยจำเป็นต้องรักษาอย่างต่อเนื่องและมีค่าใช้จ่ายสูงตลอดชีวิต ดังนั้น การตรวจสุขภาพและปรับพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคไตลุกลามจนกลายเป็นภาระทั้งต่อสุขภาพของประชาชนและงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศในอนาคต
.jpg)
ด้าน ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ ที่ปรึกษาสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไม่เพียงแต่การกินเค็มทำให้เกิดโรคไต เช่นเดียวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs เช่น เบาหวาน ความดัน ซึ่งล้วนมาจากพฤติกรรมการบริโภค หากเป็นโรคเหล่านี้แล้วหากไม่มีการควบคุมก็จะส่งผลต่อให้เกิดโรคไตตามมาเพราะทั้งสองโรคสัมพันธ์กัน
ดังนั้น เราจะต้องให้ความรู้ในการเลือกกินอย่างไรให้เสี่ยงโรค หรือกินอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ตามที่ร่างกายควรได้ในแต่ละวัน อย่างเช่น การทานโปรตีนเสริมที่กำลังเป็นที่นิยมในสังคมปัจจุบัน เราต้องรู้ว่า สำหรับคนปกติทั่วไปในแต่ละวันร่างกายต้องการโปรตีนเพียง 55-60 กรัม หากไปทานโปรตีนเสริม ร่วมกับการกินอาหารอื่นๆ อีกจนเกินที่ต้องการควรจะได้รับมากเกินไป ไตต้องทำงานหนักในการกรองส่วนเกินนี้ออกไป
“การทานอะไรเข้าไปในร่างกายรับแค่พอประมาณเพื่อไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายก็พอ เพราะอะไรที่มากเกินไปก็จะเป็นปัญหา เช่นเดียวกับการลดทานอาหารแปรรูป ควรทานอาหารที่เป็นธรรมชาติปราศจากการปรุงแต่ง ลดการปรุงไม่หวานจัด มันจัด หรือเค็มจัด” ผศ.ดร.ชนิดา กล่าว
.jpg)
ขณะที่ นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า เรามีการส่งเสริมและทำทุกวิถีทางให้คนไทยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือ Health Literacy เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคไตร่วมด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเร็วของสื่อในยุคปัจจุบัน ดังนั้น การเสพสื่อหรือการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ควรเลือกรับจากสมาคมหรือองค์กรที่ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ
ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขเองได้บูรณาการกับหลายหน่วยงานเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชน เช่น อย. มีการทำเรื่องของฉลากอาหารและโภชนาการ เป็นต้น
นอกจากนี้แล้วเราพยายามส่งเสริมให้คนไทยดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ หรือให้ได้อย่างน้อยวันละ 1.5-2 ลิตร เป็นอย่างน้อย ซึ่งการดื่มน้ำจะช่วยขับของเสียในร่างกาย เช่นเดียวกับการบริโภคอาหารที่สะอาดและปลอดภัยจากสารเคมี ช่วยลดการทำงานหนักของไตได้อีกทางหนึ่ง
ทั้งนี้ แพทย์แนะนำให้ประชาชนตรวจสุขภาพไตเป็นประจำ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนต้องล้างไตซึ่งเป็นภาระต่อทั้งสุขภาพและงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี