วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เอ็ดดี้ วิเคราะห์ ทรัมป์ เยือนจีน ผลสะเทือนต่ออาเซียนและไทย
เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ "เอ็ดดี้" นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "การเยือนจีนของทรัมป์กับผลสะเทือนต่ออาเซียนและไทย
การเยือนจีนของ Donald Trump ระหว่างวันที่ 13–15 พฤษภาคม 2026 ไม่ใช่แค่การกลับไปปักกิ่งของผู้นำสหรัฐหลังเว้นช่วงเกือบทศวรรษ แต่เป็นการพบกันที่เกิดขึ้นพร้อมกันกับสามแรงกดดันใหญ่ คือ ความเปราะบางของดีลการค้า ความตึงเครียดเรื่องไต้หวัน และสงครามอิหร่านที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นประเด็นเร่งด่วนด้านพลังงานโลกด้วย
ผลสะเทือนต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย
ข้อเท็จจริง
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่มีทางเป็นคนนอกของเรื่องนี้ เพราะภูมิภาคนี้ผูกกับทั้งจีนและสหรัฐพร้อมกัน ASEANstats ระบุว่า ASEAN มีมูลค่าการค้าสินค้ารวม 3.844 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 และในปี 2023 จีนกับสหรัฐยังเป็นตลาดปลายทางภายนอกที่สำคัญที่สุดของการส่งออกอาเซียนที่ 15.9% และ 14.9% ตามลำดับ
ฝั่ง USTR ระบุว่าการค้าสินค้าระหว่างสหรัฐกับอาเซียนในปี 2025 อยู่ที่ 580.1 พันล้านดอลลาร์ ส่วนไทยกับสหรัฐอยู่ที่ 110.8 พันล้านดอลลาร์
นักวิเคราะห์จาก Fulcrum/ISEAS ให้กรอบที่สำคัญมากต่อภูมิภาคว่า ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดอย่างสมจริงสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากการพบกันของทรัมป์และสีจิ้นผิง คือการเป็น “stability summit” ที่ลดการปะทะกันของสองมหาอำนาจลงชั่วคราว และเปิดพื้นที่ให้ประเทศในภูมิภาคเร่งกระจายความเสี่ยงทางการค้าและการลงทุน
ด้าน Straits Times รายงานจากการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อ 8 พฤษภาคมว่า ผู้นำอาเซียนเรียกร้องให้ภูมิภาคเร่ง integration, energy security และ intra-ASEAN supply chains เพื่อตอบสนอง “new normal of disruptions” จากสงครามตะวันออกกลางและความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก
สำหรับไทย ความเปราะบางด้านพลังงานชัดมาก Thai PRD ระบุว่าอาเซียนพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณ 55% และก๊าซธรรมชาติประมาณ 17%, ขณะที่ไทยเองต้องรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมัน ค่าครองชีพ และความเสี่ยงด้าน energy security จึงเร่งกระจายแหล่งนำเข้าและผลักความร่วมมือด้านพลังงานในอาเซียน
ธนาคารแห่งประเทศไทยยืนยันในทิศทางเดียวกันว่า ปลายไตรมาสแรกของปี 2026 ไทยเริ่มเห็นผลกระทบจากความขัดแย้งตะวันออกกลางแล้ว ทั้งนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปลดลง sharply, การส่งออกไปตะวันออกกลางหดตัว และการนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นจากการเร่งจัดหาทดแทน แม้ภาค export โดยเฉพาะ electronics ยังพยุงภาพรวมอยู่ได้ส่วนหนึ่ง
Reuters ยังรายงานในวันที่ 14 พฤษภาคมว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกน่าจะโตช้าลง เหตุจากอุปสงค์ในประเทศอ่อนและการท่องเที่ยวชะลอเพราะผลกระทบของสงครามอิหร่าน ขณะที่ BOT ปรับคาดการณ์การเติบโตปี 2026 ลงเหลือ 1.5%. นั่นหมายความว่า สำหรับไทย ความนิ่งของราคาพลังงานและความนิ่งของระบบการค้าโลกไม่ใช่ประเด็นไกลตัว แต่โยงตรงกับเงินเฟ้อ การท่องเที่ยว ส่งออก และ growth forecast
สำหรับอาเซียนและไทย ซัมมิตนี้สำคัญไม่ใช่เพราะจะเลือกข้างให้ใคร แต่เพราะมันเป็นตัวกรอง “ความผันผวน” ถ้า ทรัมป์และสีจิ้นผิง ช่วยกันตรึงความสัมพันธ์ให้อยู่ในกรอบต่อรองได้ ภูมิภาคจะได้ประโยชน์ผ่านแรงกดดันด้านภาษีที่เบาลง ความเสี่ยงต่อ supply chain ที่ลดลง และความเป็นไปได้ที่ราคาพลังงานจะไม่เหวี่ยงแรงกว่าเดิม แต่ถ้าภาพยิ้มครั้งนี้ล้มเหลว ไทยจะโดนบีบจากสองด้านพร้อมกัน คือ การแข่งขันจากสินค้าจีนที่ไหลเข้ามาแรงขึ้น และความไม่แน่นอนของตลาดสหรัฐที่ไทยพึ่งพามากขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับไทยโดยเฉพาะ สรุปให้คมที่สุดได้ว่า ไทยมีผลประโยชน์ต่อ “managed stability” ระหว่างสหรัฐกับจีนมากกว่าผลประโยชน์ต่อชัยชนะเด็ดขาดของฝ่ายใด. ไทยพึ่งพาความสงบของเส้นทางพลังงาน, ความต่อเนื่องของอุปสงค์ส่งออก, และการไม่แตกหักของห่วงโซ่อุปทานโลก. หาก summit นี้พยุงความสัมพันธ์มหาอำนาจไม่ให้ไหลลงเร็ว ไทยก็ได้ประโยชน์เชิงเวลา แม้ไม่ได้ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวแบบถาวร
สิ่งที่ไม่ควรสรุปคือ “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะชนะจากการเหยียบเรือสองแคมได้ตลอดไป” เพราะ Fulcrum เตือนชัดว่าภูมิภาคเองก็เคยกลายเป็น collateral damage ในการยิงตอบโต้กันของวอชิงตันกับปักกิ่ง และ Reuters ก็ชี้ว่าการแข่งขันกันเรื่อง rare earths, chips, sanctions และ excess capacity ยังเป็นส่วนหนึ่งของเกมต่อรองอยู่ ถ้า Washington เข้มกฎถิ่นกำเนิดสินค้า การสวนทานการเลี่ยงภาษี หรือกฎการส่งออกเทคโนโลยี ประเทศอย่างไทยก็อาจโดนแรงกระแทกแม้ summit จะดูอบอุ่นในเชิงภาพ
ไม่ควรมองอาเซียนและไทยเป็นเพียงผู้รับผลลัพธ์อย่างเดียว เพราะรูปแบบ “hedging” ยังมีอยู่จริง AP รายงานไว้ตั้งแต่การประชุมอาเซียน-จีน-GCC ในปี 2025 ว่าอาเซียนยังพยายามรักษาความสัมพันธ์กับทั้งสองมหาอำนาจบนฐานเหตุผลทางเศรษฐกิจมากกว่าการจัดวางเชิงค่าย แต่พื้นที่แบบนี้จะยิ่งแคบลงเรื่อย ๆ หากการแข่งขันสหรัฐ-จีนเคลื่อนจากภาษีไปสู่การคุมเทคโนโลยี การคัดกรองการลงทุน และการบังคับใช้มาตรฐานความมั่นคงใน supply chain มากขึ้น"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี