533.jpg
เอ็ดดี้ ถอดบทเรียนรถไฟชนรถเมล์ เมื่อความล้มเหลวของระบบจราจร บีบให้คนต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง

เอ็ดดี้ ถอดบทเรียนรถไฟชนรถเมล์ เมื่อความล้มเหลวของระบบจราจร บีบให้คนต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.28 น.

เอ็ดดี้ ถอดบทเรียนรถไฟชนรถเมล์ เมื่อความล้มเหลวของระบบจราจร บีบให้คนต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  ระบุว่า "กรณีรถไฟชนรถเมล์แยกอโศก: เมื่อความล้มเหลวของระบบจราจร บีบให้คนต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง


เหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ที่แยกอโศก-ดินแดง สะท้อนปัญหาที่ลึกลงไปกว่าแค่เรื่อง “รถติดหนักเลยต้องไปจอดคร่อมราง” แต่มันกำลังบอกว่า สังคมเราเริ่มยอมรับตรรกะสุดอันตรายที่ว่า ถ้าระบบจราจรมันแย่พอ คนเราก็มีสิทธิ์ละเลยกฎความปลอดภัยได้ ซึ่งตรรกะแบบนี้แหละที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมโดยตรง

หลายคนอาจรู้สึกจำยอมและมองว่า "ถนนเส้นนี้มันติดหนัก ถ้าไม่ออกไปเบียดหรือจอดคร่อมรางไว้ ก็ไม่มีทางได้ไป" แต่ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดแบบนี้เลย

ผมอยู่ที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ที่นี่กฎหมายจราจรและวินัยเรื่องนี้ถูกปลูกฝังไว้อย่างชัดเจนมาก กฎเหล็กของการขับรถคือ “ห้ามขับรถเข้าไปกลางแยก หากไม่แน่ใจว่าจะขับพ้นแยกนั้นไปได้”

ถ้ารถข้างหน้าติด หรือประเมินแล้วว่าขับออกไปก็ต้องไปจอดค้างเติ่งอยู่กลางแยก คนขับที่นี่จะหยุดรอหลังเส้นเด็ดขาด จะไม่เอาตัวเองไปเป็นสิ่งกีดขวางขวางทางคนอื่น หลักการนี้ครอบคลุมตั้งแต่ทางแยก ทางม้าลาย ไปจนถึงจุดตัดทางรถไฟ

เมื่อนำหลักคิดนี้มาใช้กับจุดตัดทางรถไฟ กฎจะยิ่งเข้มงวดขึ้นหลายเท่า เพราะรถไฟไม่สามารถเบรกกะทันหันเหมือนรถยนต์ได้ กฎจราจรของที่นี่ระบุชัดเจนว่า ห้ามขับรถขึ้นไปบนทางรถไฟเด็ดขาดหากมีรถไฟกำลังมา หรือถ้าถนนฝั่งตรงข้ามยังมีรถติดสะสมอยู่ ผู้ขับขี่ต้องมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามีพื้นที่ว่างพอให้รถทั้งคันขับพ้นรางไปได้ ถึงจะขับข้ามไป

คำแก้ตัวที่ว่า “ถ้าไม่ขับไปคร่อมรางก็ไม่ได้ไป เพราะรถอีกฝั่งจะแย่งคิวหมด” อาจฟังดูเป็นความจริงอันโหดร้ายบนถนนเมืองไทย แต่ในมุมมองเชิงโครงสร้าง นี่คือ "คำสารภาพ" ว่าระบบจราจรของเราล้มเหลว ล้มเหลวถึงขั้นที่บีบให้คนขับรถต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงบนรางรถไฟ เพียงเพื่อแลกกับการรักษาคิวและพื้นที่บนถนน

"วัฒนธรรมการไม่เอาตัวเองไปเป็นสิ่งกีดขวาง" ไม่ใช่แค่เรื่องของมารยาทบนท้องถนน แต่มันคือวินัยพื้นฐานเพื่อความปลอดภัยร่วมกัน เราปล่อยให้การขับรถแบบแย่งชิง เอาตัวรอด และละเมิดพื้นที่ปลอดภัย กลายเป็นความปกติของเมืองไปได้อย่างไร?

รางรถไฟไม่ใช่พื้นที่รอคิว และไม่ใช่ที่สำหรับจอดรถค้างไว้เพียงเพราะกลัวว่าจะไม่ได้ไป

ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำอะไรที่มากกว่าการออกมาแสดงความเสียใจหลังเกิดเหตุ ต้องสร้างบรรทัดฐานใหม่และบังคับใช้กฎหมายให้ชัดเจนว่า “ถ้าข้างหน้าไม่โล่งพอให้รถพ้นราง ห้ามขับขึ้นไปทับรางเด็ดขาด”

การปล่อยให้จุดตัดทางรถไฟกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงโชค คือความล้มเหลวในการจัดการความปลอดภัยสาธารณะ และที่สำคัญที่สุด รัฐมีหน้าที่ต้องจัดการจราจรและสภาพแวดล้อม ให้ประชาชนสามารถปฏิบัติตามกฎข้อนี้ได้จริง โดยไม่ต้องเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง"

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top