วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊ก “ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha” ระบุว่า ระบบสาธารณสุขที่ต้องยอมรับความจริง
จุดแข็งของระบบบัตรทองต้องยอมรับก่อนว่า ระบบนี้มีข้อดีที่ชัดเจน
• ประชาชนกว่า 45–50 ล้านคนเข้าถึงบริการได้
• ลดการล้มละลายจากค่ารักษา
• ลดความเหลื่อมล้ำ
• โรคร้ายแรงจำนวนมากได้รับการรักษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง
จนได้รับการยอมรับจากองค์การระหว่างประเทศหลายแห่งว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างของ Universal Health Coverage ในประเทศรายได้ปานกลาง (ด้วยความเสียสละของบุคลากรสาธารณสุขทุกระดับอย่างไม่เป็นธรรม)
• ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “หลักการ” ของระบบ
แต่ปัญหาอยู่ที่ “กลไกการเงินและการบริหาร”
ปัญหาหลักที่กำลังเกิดขึ้น
• งบเหมาจ่ายรายหัว (Capitation) เพิ่มไม่ทันต้นทุน
ต้นทุนจริงของโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นจาก
• ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น
• โรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น
• ยาใหม่ราคาแพง
• เครื่องมือแพทย์แพงขึ้น
• เงินเดือนบุคลากร
• ค่าไฟ ค่าอุปกรณ์
แต่การเพิ่มงบรายหัวมักไม่ทันต้นทุนจริง
ผลคือยิ่งรักษามาก ยิ่งขาดทุน
โรงพยาบาลขนาดใหญ่จึงได้รับผลกระทบมากที่สุด
• โรคของผู้ป่วยมีความ ซับซ้อนขึ้น มีมากกว่าหนึ่งอวัยวะที่เสียหาย
แต่ละคนมีหลายโรค
โรคไตวาย
โรคเส้นเลือดสมอง
โรคสมองเสื่อม
มะเร็ง
ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาระยะยาว ต้องมีผู้ดูแล
คนไข้หนึ่งคนใช้ทรัพยากร มากกว่าเดิมหลายเท่าแต่การชดเชยหลายรายการยังอิงสูตรเดิม
สิ่งที่ควรจะเป็น ไม่ใช่เพียงแต่การจัดการเรื่องบัตรทองอย่างเดียว
1- ยอมรับความจริง สถานการณ์อมโรคและโรคเต็มขั้นทวีคูณขึ้นมากมาย ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา และใช้วิธีคิดดั้งเดิมเหมาจ่ายไม่ได้
2-ยอมรับความจริง ประกาศให้คนไทยรับทราบ งบในระบบสาธารณสุขร่อแร่ และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องร่วมกันดูแลตนเองให้ดีที่สุด การรักษาถ้าไม่ถึงที่สุดเนื่องจากบัตรทองไม่สามารถครอบคลุม เป็นผลสะสมหลาย 10 ปีของการเพาะบ่มโรคที่ไม่ได้รับความสนใจ
3-ยอมรับความจริงขั้นตอนการรักษาซับซ้อนต้องการ เวลา ร่วมกับเครื่องมือในการวินิจฉัย และ ความร่วมมือเป็นทีม ความรู้และประสบการณ์ ซึ่งทำได้ยากถ้าไม่ใช่อยู่ในโรงเรียนแพทย์
4-ยอมรับความจริง ระบบต้องแก้ไข ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นการง่ายที่บอกว่าบุคลากรทำผิด แต่การปฏิบัติพลาดเช่นนั้นในสถานการณ์นั้น ของมนุษย์คนหนึ่งที่ทำงานติดต่อกันสัปดาห์เกิน 100 ชั่วโมง รับมือกับผู้ป่วยวันละ 100 รวมทั้งยังมีผู้ป่วยใน ผู้ป่วยอาการหนัก การด่า ทำได้ง่าย เพราะโกรธแค้น แต่พิจารณาย้อนกลับไปบ้าง ว่าเกิดจากอะไร มีบุคลากรคนไหนที่อยากเสียคนป่วย หรืออยากทำร้ายคนป่วย ความผิดพลาดเกิดจากอะไรช่วยแก้ไขที่ระบุ
5-ยอมรับความจริง มีบุคลากรที่มีทั้งดีและไม่ดี แต่การเหมารวมโดยไม่พิจารณาให้ถ่องแท้ ถึงสาเหตุ ปัจจัย ท้ายที่สุดแล้ว เป็นการกรองคนดีออกจากระบบ ผลกระทบร้ายแรงที่เกิดขึ้นคือต่อประชาชน
6-การเพิ่มจำนวนแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ตั้งคณะแพทย์ใหม่ ทั่วประเทศ ต้องคำนึงถึงคุณภาพ มีความตระหนัก มีความพร้อมจริง ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อชีวิตมนุษย์ ความรู้ และมีระบบช่วยเหลือตลอดชีวิตการทำงาน จำนวนไม่ใช่ทางออกสุดท้าย การเพิ่มจำนวน จากสถาบันที่ชัดเจนว่าต้องมีความพร้อม ตั้งแต่ต้นและมีการติดตามตลอดระยะเวลาจนกระทั่งเมื่อจบแล้ว เป็นสิ่งสำคัญ
“ความพร้อมไม่ใช่รายละเอียดในกระดาษ”
การประเมินตอนจบ หลังจากผ่านไปหกปีว่าไม่ผ่านเป็นสิ่งที่ไม่น่ายอมรับ ต้องทำตั้งแต่ต้น
7-การกำหนดให้มีความรู้ต่อเนื่อง (CME)เป็นสิ่งที่ดี แต่มนุษย์คนหนึ่ง รับผิดชอบงาน เวลากินข้าวเวลานอนไม่มี ยังต้องทำงานกระดาษหรือ รายงาน อิเล็กทรอนิกส์ งานบริหาร ที่ไม่เคยเรียนมา และต้องตามวิชาการซึ่งแน่นอนออกมาทุกวัน ความคาดหวังของผู้ป่วยและครอบครัว มาตรฐานที่ต้องทำตาม เวชปฏิบัติ ทำตาม AI แต่คนทำไม่ไหว และแม้แต่คนมีความรู้ แต่ไม่มีอุปกรณ์ หรือมีอุปกรณ์ แต่ก็ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ อยู่ดี
CME เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมีการระบุเจาะจงถึงความสามารถที่พึงปฏิบัติได้หรือไม่ ในแพทย์ทุกคน หรือจำกัดในแพทย์ที่ต้องอยู่ในสาขาเฉพาะทางที่มีความเสี่ยงสูงสุดเป็นสำคัญ ก่อน มีความจำเป็นที่ต้องพิจารณา การทำตามประเทศที่มีระบบที่ดี ตรวจผู้ป่วยหนึ่งราย รายละครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง กับหมอไทยด่านหน้ามีเวลาเพียง 3 นาทีเพราะคนไข้เป็นร้อย
8-ยอมรับความจริงว่าถึงจะพยายามกลับตัวเน้นการป้องกัน แต่สถานพยาบาลตั้งแต่ระดับชุมชน คนที่มาหานั้นมี ความผิดปกติที่อวัยวะเริ่มล่มสลาย และเป็นการรักษาเฉพาะหน้า ทั้งสิ้น ดังนั้นคนรักษาต้องเก่งเทพ รอบรู้ไปทั้งหมด และในที่สุดส่งต่อไปยังโรงพยาบาลระดับสูงขึ้น เพิ่มความแออัดไม่รู้จบ
ดังนั้นการป้องกัน อยู่ที่ระบบการศึกษาตั้งแต่เด็ก ความรู้ของพ่อแม่ ความตระหนักรู้เรื่องสุขภาพ ซึ่งถ้าเริ่มวันนี้ อาจต้องรออีกประมาณ 15 ถึง 20 ปีถึงจะเห็นผลถ้าทำจริง
นั่นคือการยอมรับว่าระบบการศึกษาของประเทศไทยอาจไม่มีความก้าวหน้ามาตลอดหลาย 10 ปีนี้
9- ยอมรับความจริงสถานพยาบาลบัตรทองในแต่ละพื้นที่เต็มจำนวน ต้องส่งต่อไปพื้นที่อื่นที่ไม่ใช่พื้นที่อาศัยของผู้ป่วย การเดินทาง การทำเอกสารส่งตัว และถ้าไม่ได้มีโรคเดี่ยว เป็นสิ่งที่ทำให้คนป่วยท้อ และปล่อยเลยตามเลย อายุประชากรที่เคยภูมิใจว่าเป็นตัวชี้วัดระบบสาธารณสุขอาจ ต้องประเมินใหม่ ต้องดูในพื้นที่แต่ละแห่งไปว่าอายุสั้นลงแค่ไหน
สรุปสั้น วิกฤตเกิดขึ้นแล้ว รอเวลาล่มสลาย
ศ นพ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี