542.jpg
วัส ติงสมิตร ถอดรหัสลับมติ ก.ต. ไล่ออกอธิบดีผู้พิพากษา

วัส ติงสมิตร ถอดรหัสลับมติ ก.ต. ไล่ออกอธิบดีผู้พิพากษา

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.21 น.

วันนี้ 14 กรกฎาคม 2569  วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์ข้อกฎหมายกับกรณีมติ ก.ต. ไล่ออกอธิบดีผู้พิพากษา โดยมีข้อความว่า"ถอดรหัสลับมติ ก.ต. “ไล่ออกอธิบดีผู้พิพากษา” เพราะกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาในการประสาทความยุติธรรม 

 


เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 สำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (สำนัก ก.ต.) ได้เผยแพร่ข่าวผลประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 18/2569 ซึ่งมีการพิจารณารายงานผลการสอบสวนข้าราชการตุลาการ ซึ่ง "มีพฤติการณ์คบหาสมาคมกับคู่ความ หรือบุคคลอื่น ซึ่งมีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคดีความ มีพฤติการณ์จ่ายสำนวนในลักษณะที่เป็นการช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อันอาจจะกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรม ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง ลงโทษไล่ออกจากราชการ"

วัส ติงสมิตร

(ขณะที่อีกรายหนึ่ง มีพฤติการณ์เสนอความเห็นในการเรียกสำนวนคดีของศาลแห่งหนึ่งคืน เป็นการไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของราชการ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 33 เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง เห็นควรให้งดเลื่อนตำแหน่งหรืองดเลื่อนเงินเดือน 2 ปี แล้วแต่กรณีใดถึงก่อน)

มีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า การที่ ก.ต. มีมติลงโทษ “ไล่ออกจากราชการ” อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จากกรณีดังกล่าว มีมูลเหตุเชื่อมโยงมาจากศึกสายเลือดฟ้องร้องตระกูลนักธุรกิจดัง "ณรงค์เดช" คดีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจระบบวินัยของข้าราชการตุลาการ 

แต่สิ่งที่ทำให้สังคมและนักกฎหมายหลายคนตั้งคำถามตามมาก็คือ... ในเมื่อรายงานข่าวระบุว่า "จากการสอบสวน ไม่พบเส้นทางการเงิน 100 ล้านบาท (100 กิโล)" ตามที่มีการกล่าวอ้าง เหตุใด ก.ต. จึงยังคงลงโทษวินัยร้ายแรงถึงขั้น "ไล่ออกจากราชการ" ซึ่งเป็นโทษสถานหนักที่สุด?

คำตอบของปริศนาทางกฎหมายนี้ ซ่อนอยู่ในความแตกต่างระหว่าง "การทุจริตต่อหน้าที่" กับ "การปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความระมัดระวัง ความซื่อสัตย์สุจริตและความเที่ยงธรรม รวมทั้งไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของทางราชการ และจริยธรรมของข้าราชการตุลาการ" ซึ่งเป็นคนละฐานความรับผิดในทางวินัยอย่างสิ้นเชิง! 

ข่าวประชาสัมพันธ์ของสำนัก ก.ต. สะท้อนอะไร?

หากเราอ่านถ้อยคำในข่าวของสำนัก ก.ต. อย่างละเอียด จะพบว่าผู้พิพากษารายดังกล่าวถูกระบุพฤติการณ์ไว้ 3 ประเด็นหลัก คือ:

1.คบหาสมาคม กับคู่ความหรือบุคคลที่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับคดีความ 

2. จ่ายสำนวน ในลักษณะที่เป็นการช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายหนึ่ง

3. พฤติการณ์ดังกล่าว อาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธา ของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรม

สิ่งที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งคือ ก.ต. ไม่ได้เลือกใช้คำว่า "ทุจริตต่อหน้าที่" "รับสินบน" หรือแม้แต่คำว่า "ประพฤติชั่ว" ลอย ๆ หากแต่เลือกอธิบายพฤติการณ์ที่ผูกโยงกับการ "ใช้อำนาจหน้าที่" และ "ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน" เป็นหลัก การเลือกใช้ถ้อยคำที่ระมัดระวังเช่นนี้ นำมาสู่การวิเคราะห์เชิงลึกว่า ก.ต. กำลังปรับเข้าฐานความผิดใดใน พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 

มาตรา 57 และมาตรา 62: "หัวใจ" ที่ถูกทุบทำลาย เมื่อนำข้อเท็จจริงในข่าวมาเทียบกับตัวบทกฎหมาย จะพบว่า มาตรา 57 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 62 คือบทบัญญัติที่สอดรับกับพฤติการณ์นี้มากที่สุด โดยกฎหมายวางหลักไว้ว่า มาตรา 57 วรรคหนึ่: "ข้าราชการตุลาการต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความระมัดระวังมิให้เสียหายแก่ราชการ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม"
มาตรา 62: "ข้าราชการตุลาการต้องถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของทางราชการ และจริยธรรมของข้าราชการตุลาการตามที่ ก.ต. กำหนด”

ทำไมจึงเป็นมาตรา 57 และมาตรา 62? เพราะข้อกล่าวหาเรื่อง "การจ่ายสำนวน" เพื่อช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายหนึ่ง เป็นเรื่องของการ "ใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งบริหารจัดการศาลโดยมิชอบ" โดยตรง ไม่ใช่เรื่องความประพฤติส่วนตัว ดังนั้น แม้ในชั้นสอบสวนจะยังไม่มีพยานหลักฐานแน่นหนาพอที่จะพิสูจน์เรื่องการรับเงินสินบน 100 ล้านบาท (ซึ่งจะไปเข้าข่ายการทุจริต) แต่หากพิสูจน์ได้แน่ชัดว่า "ระบบการจ่ายสำนวนถูกบิดเบือนจนขาดความเที่ยงธรรม" เท่านี้ก็ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องมีเส้นทางเงิน ส่วนประเด็นเรื่อง "การคบหาสมาคมกับคู่ความ" นั้น ถือเป็นการฝ่าฝืน ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 43 ที่กำหนดให้ “ผู้พิพากษาจักต้องละเว้นการคบหาสมาคมกับคู่ความ หรือบุคคลอื่น ซึ่งมีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคดีความ... อันอาจจะกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรม...” ซึ่งการฝ่าฝืนข้อบังคับจริยธรรมเช่นนี้ ถือเป็นความผิดวินัยฐานไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมที่ ก.ต. กำหนด ตามมาตรา 62 โดยตรง 

แล้วเหตุใดจึงลงโทษถึงขั้น "ไล่ออก" ทั้งที่ไม่มีเรื่องเงิน? แม้มาตรา 57 และมาตรา 62 จะเป็นตัวกำหนด "หน้าที่" (วินัย) แต่บทกำหนด "สถานลงโทษ" นั้นถูกแยกไปไว้ในส่วนของการลงโทษ ซึ่งกรณีนี้ส่งผลให้เกิดการปรับเข้า มาตรา 77 (3) ที่ระบุว่า ประธานศาลฎีกาจะสั่งลงโทษไล่ออกได้ เมื่อข้าราชการตุลาการ "ไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของทางราชการและจริยธรรมของข้าราชการตุลาการ และการไม่ถือและปฏิบัตินั้นเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง"

ในทางโครงสร้างของกฎหมายตุลาการ มาตรา 77 (3) ทำหน้าที่เป็น "บทกำหนดระดับโทษ" (Penalty Clause) สำหรับการกระทำที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรง เมื่อ ก.ต. ขมวดท้ายในข่าวว่า พฤติการณ์บิดเบือนการจ่ายสำนวนและการคบหาคู่ความนี้ "อาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรม" ย่อมเป็นการตีความอย่างชัดเจนว่า "ความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุดขององค์กรศาล ไม่ใช่ความเสียหายที่เป็นตัวเงินหรือทรัพย์สิน แต่คือการสูญเสียความเชื่อมั่น (Loss of Public Trust) ของประชาชนต่อความเป็นกลางของตราชั่ง" เมื่อความเสียหายต่อตัวสถาบันศาลนั้นร้ายแรงถึงขีดสุด บทลงโทษจึงต้องดีดไปที่สถานหนักที่สุดคือ "ไล่ออก" ตามมาตรา 76 (1) นั่นเอง

ความเป็นอิสระต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ (Judicial Accountability) มติช็อกโลกของ ก.ต. ในครั้งนี้ ได้สะท้อนหลักการพื้นฐานอันศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ นั่นคือ "ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี" ทว่า... ความเป็นอิสระนั้นไม่ใช่ "ตั๋วอำนาจเปล่า" ที่จะทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ การตรวจสอบทางวินัยอย่างเข้มข้นจากองค์กรภายในอย่าง ก.ต. ในคดีตระกูลณรงค์เดชนี้ จึงไม่ใช่การแทรกแซงอำนาจฝ่ายตุลาการ หากแต่เป็น "กลไกป้องปรามและคุ้มครองความน่าเชื่อถือของศาลยุติธรรม" เพื่อให้ตราชั่งยังคงตั้งตรงภายใต้หลักนิติรัฐอย่างแท้จริง 

บทสรุป แม้เราจะไม่มีโอกาสเห็นรายงานผลการสอบสวนฉบับเต็มหรือคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการจาก ก.ต. แต่จากการ "อ่านระหว่างบรรทัด" และวิเคราะห์ถ้อยคำที่ ก.ต. เลือกใช้ในข่าวประชาสัมพันธ์ ประกอบกับโครงสร้างของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มีเหตุผลที่มีน้ำหนักอย่างยิ่งที่จะเชื่อได้ว่า

แก่นแท้ของข้อกล่าวหาถูกตรึงไว้ที่ "การฝ่าฝืนวินัยตามมาตรา 57 และมาตรา 62" (ปฏิบัติหน้าที่ขาดความระมัดระวัง ความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม และไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน ประเพณีปฏิบัติ และจริยธรรมของข้าราชการตุลาการตามที่ ก.ต. กำหนด) และเด็ดขาดด้วยบทลงโทษไล่ออกผ่าน "มาตรา 77 (3)" (ฝ่าฝืนระเบียบแบบแผนและจริยธรรมจนเกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง)
ท้ายที่สุด คดีนี้เป็นบทเรียนราคาแพงและเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้ใช้อำนาจรัฐทุกคนว่า... สำหรับผู้พิพากษาแล้ว "ความศรัทธาของประชาชน" คือทรัพย์สินสาธารณะที่มีมูลค่าสูงที่สุด และการรักษาทรัพย์สินชิ้นนี้ให้บริสุทธิ์ ย่อมเป็นหน้าที่ที่ถอยรั้งไม่ได้ขององค์กรตุลาการไทย 

วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 15/7/69 #ไล่ออกอธิบดีผู้พิพากษา #ศาลยุติธรรม #มาตรา57 #มาตรา62 #กต #กฎหมายตุลาการ #ความยุติธรรม #วินัยข้าราชการ #วัสติงสมิตร"

หลังจากที่โพสต์ของ วัส ติงสมิตร เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

"แต่หากมีกรณีของการใช้ดุลพินิจ ไม่ว่าเรื่องใดๆที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ แม้นไม่ทุจริตประพฤติมิชอบต่อหน้าที่ราชการ แต่เป็นการกระทำที่ผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพของตน และการใช้ดุลพินิจนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นโดยถ่ายเดียวย่อมเป็นการใช้ดุลพินิจที่วิญญูชนติเตียน จะต้องได้รับโทษานุโทษมากน้อยตามผลของการกระทำของตน"

"ขอบพระคุณท่านอาจารย์นำเสนอข้อมูลอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ"

"ฝ่ายนิติบัญญัติตุลาการและบริหาร บุคลากรในภาคส่วนเหล่านี้ล้วนต่างใช้อำนาจรัฐแทนองค์พระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น มีอำนาจการใช้ดุลพินิจที่เป็นอิสระ"

"ท่านมีวุฒิภาวะขนาดนั้น ยังหลงทางนะครับ เคยถูกถามว่าทนายทำงานอะไรมาก่อน ถึงตรงๆไม่มีโค้งเลย?"

"ขอบคุณ​ครับ​"

"ขอบพระคุณ​ครับท่าน ขออนุญาต​เผยแพร่​เพื่อเป็นความรู้​ครับ"

"ข่าวนี้ น่าจะเป็นตัวอย่างให้องค์กรอิสระได้ สำนึกบ้าง ครับ"

"ข้อสังเกตประการหนึ่งจากการลงทัณฑ์ผู้พิพากษาด้วยการให้ออกหรือไล่ออกในหลายคดีที่ผ่านมาคือ มักจะไม่ค่อยปรากฏรายงานการลงโทษในความผิดทางอาญาให้เห็นเด่นชัดนัก"

"มีทุกที่ครับ...ขนาดใช้คอมฯตรวจยังโกงได้"

วัส ติงสมิตร

วัส ติงสมิตร

วัส ติงสมิตร

วัส ติงสมิตร

วัส ติงสมิตร

วัส ติงสมิตร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top