542.jpg
คำพิพากษาคดีกำพล จุดเริ่มต้นของบรรทัดฐานคดีฮั้วเลือก สว. แบบเครือข่ายจัดตั้ง

คำพิพากษาคดีกำพล จุดเริ่มต้นของบรรทัดฐานคดีฮั้วเลือก สว. แบบเครือข่ายจัดตั้ง

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.31 น.

10 กรกฎาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โฑสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คำพิพากษาคดี "กำพล" : จุดเริ่มต้นของบรรทัดฐานคดี "ฮั้วเลือก สว." แบบเครือข่ายจัดตั้ง

คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว. 19/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว. 66/2569) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ดูเผิน ๆ อาจเป็นเพียงคดีที่ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านเป็นเวลา 10 ปี แต่ในมุมของนักกฎหมาย คำพิพากษาฉบับนี้มีความสำคัญและทรงคุณค่ามากกว่านั้นเยอะมากครับ! เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่า ศาลพร้อมจะรับฟังข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มีลักษณะเป็น "เครือข่ายจัดตั้ง" (Organized Election-Rigging Scheme) มิใช่เพียงการตกลงแลกคะแนนกันเป็นรายคู่หรือรายกลุ่มย่อยแบบธรรมดา ๆ


ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเคยมีคำพิพากษาคดีเลือก สว. ที่มีลักษณะเป็นการ "จับคู่แลกคะแนน" มาแล้วหลายคดี แต่คดีนี้มีลักษณะแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน เพราะศาลรับฟังว่ามีผู้วางแผน ผู้ประสานงาน ผู้จัดหาผู้สมัคร ผู้สนับสนุนเงิน และผู้สั่งการลงคะแนน จนเกิดเป็นการดำเนินการที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบครบวงจร

ศาลรับฟังข้อเท็จจริงอย่างไร?

ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่า นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ เป็นผู้วางแผนและมอบหมายให้ นายชาลี เจริญสุข ไปจัดหาบุคคลมาสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในหลายกลุ่มอาชีพ ทั่วทั้งจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมทั้งสนับสนุนเงินให้ผู้สมัครคนละ 4,500 บาท เพื่อให้มาสมัครและลงคะแนนเลือกผู้สมัครตามที่นายกำพลกำหนดไว้ล่วงหน้า

นายชาลีจึงได้ไปชักชวนผู้สมัครหลายรายเข้าร่วม ซึ่งในชั้นไต่สวน ผู้สมัครหลายคนยอมรับต่อศาลตรง ๆ ว่า "มิได้มีความประสงค์จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาอย่างแท้จริง" แต่ที่ยอมมาสมัครเพราะได้รับการชักชวนและได้รับเงินสนับสนุนค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ ภายหลังยังพบหลักฐานการติดต่อกันผ่านโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ เพื่อกำหนดหมายเลข (ยิงเบอร์) ของผู้สมัครที่จะต้องได้รับคะแนนทั้งในระดับอำเภอและระดับจังหวัดอย่างชัดเจน

เมื่อนำข้อเท็จจริงและจิ๊กซอว์ทั้งหมดมาพิจารณาประกอบกัน ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมิใช่เพียงการแลกคะแนนแบบบังเอิญ หากเป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบเพื่อกำหนดผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเอาไว้ล่วงหน้า

จุดเด่นของคดีนี้ : "ผู้ร่วมกระทำความผิดที่กันไว้เป็นพยาน" (Accomplice Witness)

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดและถือเป็นไม้ตายของคดีนี้ ไม่ใช่แค่ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ แต่คือ "วิธีการพิสูจน์" (Method of Proof) ครับ

พยานปากสำคัญที่สุดของคดีคือ นายชาลี ซึ่งเขาไม่ใช่คนนอกที่แอบดูเหตุการณ์ แต่เขาคือ "ผู้ร่วมกระทำความผิด" ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้อำนาจตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ในการ "กันไว้เป็นพยาน"

ในทางกฎหมายเปรียบเทียบ บุคคลลักษณะนี้เรียกว่า Accomplice Witness หรือ "ผู้ร่วมกระทำความผิดที่กันไว้เป็นพยาน" ซึ่งเป็นกลไกสากลที่ใช้กันในหลายประเทศ โดยเฉพาะในคดีอาชญากรรมจัดตั้งที่มีการแบ่งหน้าที่กันทำ หรือคดีทุจริตคอร์รัปชันที่ "ผู้บงการตัวจริง" (Mastermind) มักจะซ่อนตัวอยู่หลังม่านและไม่ได้ลงมือด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม หลักกฎหมายสากลต่างยอมรับตรงกันว่า คำให้การของ Accomplice Witness นั้น มีผลประโยชน์ทับซ้อนในตัว จึง ไม่ควรรับฟังโดยลำพัง แต่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่มีความเชื่อมโยงและเป็นอิสระต่อกัน (Corroboration) จึงจะมีน้ำหนักเพียงพอที่จะคว่ำจำเลยได้ ซึ่งคำพิพากษาฉบับนี้ของศาลฎีกาไทยก็ได้ยึดหลักดังกล่าวอย่างเคร่งครัดและงดงามครับ

เหตุใดศาลจึงเชื่อคำให้การของนายชาลี?

ศาลยอมรับโดยตรงในคำพิพากษาว่า นายชาลีเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด คำให้การของเขาจึงเป็น "คำซัดทอด" ของผู้ร่วมกระทำความผิด ที่ในทางวิธีพิจารณาความอาญาต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ

แต่เหตุผลที่ศาลรับฟังและเชื่ออย่างสนิทใจ มิใช่เพราะศาลเชื่อเพียงเพราะคำพูดของนายชาลี หากแต่เป็นเพราะคำให้การนั้นได้รับการสนับสนุนจาก "พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และพยานแวดล้อมที่เป็นอิสระ" หลายประเภทมารองรับอย่างหนาแน่น ดังนี้ครับ

คลิปเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์: ซึ่งกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตรวจพิสูจน์แล้วและยืนยันว่า "ไม่พบร่องรอยการตัดต่อแฟ้มข้อมูลเสียง"

ข้อความในแอปพลิเคชันไลน์: มีเนื้อหาจัดวางตัวผู้สมัครและสั่งการล็อกคะแนนอย่างชัดเจน สอดคล้องกับวันเวลาเลือกตั้ง

ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ (Call Log): แสดงให้เห็นการโทรติดต่อกันอย่างถี่ถ้วนและใกล้ชิดถึง 11 ครั้ง ในช่วงก่อนและระหว่างวันเลือกตั้งระดับอำเภอและระดับจังหวัด

คำให้การของพยานแวดล้อม: ผู้สมัครรายอื่น ๆ หลายรายต่างเบิกความสอดคล้องกันว่าถูกชักชวนและได้รับเงิน 4,500 บาทจริง

พฤติการณ์เชิงตัวเลข: จำนวนเงินรวม 22,500 บาท ที่นายชาลีไปรับมาจากบ้านนายกำพล แตกออกมาเป็นค่าหัวผู้สมัคร 5 คน คนละ 4,500 บาท ได้อย่างพอดิบพอดีลงตัว

สรุปง่าย ๆ ก็คือ: ศาลไม่ได้เชื่อที่ "ตัวบุคคล" (เพราะนายชาลีก็คือผู้ร่วมทำผิด) แต่ศาลเชื่อใน "ความสอดคล้องอย่างเป็นเนื้อเดียวกันของพยานหลักฐานทั้งหมด" ที่ปฏิเสธไม่ได้ต่างหากครับ

บรรทัดฐานสำคัญที่คำพิพากษาวางไว้

คำพิพากษาประวัติศาสตร์ฉบับนี้ ได้สร้างเสาหลักและบรรทัดฐานสำคัญในคดีเลือกตั้งของไทยไว้อย่างน้อย 3 ประการ:

1.พยานหลักฐานดิจิทัลมีน้ำหนักไม่แพ้ประจักษ์พยาน: การทุจริตเลือกตั้งในยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องจับให้ได้คาหนังคาเขาพร้อมธนบัตรเสมอไป แต่สามารถอาศัยพยานหลักฐานดิจิทัล (Digital Evidence) เช่น คลิปเสียง, ข้อความแชท และข้อมูลการโทร (Data Log) มาประกอบกันเพื่อพิสูจน์ความผิดได้

2. เปิดประตูรับฟังพยานซัดทอดที่ถูกกันไว้เป็นพยานอย่างเป็นระบบ: หาก กกต. ใช้อำนาจกันพยานอย่างถูกต้อง และพยานคนนั้นให้ข้อมูลที่สอดรับกับหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ ศาลก็พร้อมจะรับฟังเพื่อลากคัวผู้บงการมาลงโทษ

3. ศาลพร้อมมอง "ภาพรวม" (The Big Picture): ศาลจะไม่ตัดตอนพิจารณาเหตุการณ์แยกเป็นส่วน ๆ แต่ศาลพร้อมพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดตั้งแต่การตระเตรียมการ, การสนับสนุนเงิน, ไปจนถึงกระบวนการสั่งลงคะแนน ว่าเป็น "แผนการเดียวกันที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน" แม้จะเกิดขึ้นก่อนการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งก็ตาม

ข้อคิดส่งท้าย

คดีนี้ไม่ได้ให้บทเรียนราคาแพงเฉพาะแก่ผู้สมัคร สว. เท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณเตือนอย่างแรงไปยัง "ผู้บงการ" หรือบรรดาเสือปืนไวทั้งหลายว่า คุณจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมายได้ เพียงเพราะคุณไม่ได้ลงมือส่งเงินหรือพิมพ์ข้อความด้วยตัวเองอีกต่อไป

ในขณะเดียวกัน คำพิพากษาฉบับนี้ก็ย้ำเตือนอีกด้านหนึ่งว่า การกันผู้ร่วมกระทำความผิดไว้เป็นพยาน (Accomplice Witness) มิใช่ "ใบอนุญาตให้ใครไปกล่าวหาหรือใส่ร้ายใครก็ได้" ตามอำเภอใจ เพราะกลไกนี้จะสัมฤทธิ์ผลและศาลจะยอมรับฟังก็ต่อเมื่อ คำกล่าวอ้างนั้นถูกพิสูจน์ ตรวจสอบ และยืนยันด้วยพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เป็นอิสระและน่าเชื่อถืออย่างแท้จริงเท่านั้น

ท้ายที่สุดแล้ว ความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง มิใช่เพียงเรื่องของผู้สมัคร หรือเป็นแค่หน้าที่ของ กกต. เท่านั้น หากแต่เป็นรากฐานอันศักดิ์สิทธิ์ของความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม (Rule of Law) เมื่อใดที่รากฐานนี้ถูกกัดเซาะด้วยการทุจริตเชิงระบบ ผู้ที่เสียหายที่สุดย่อมไม่ใช่ผู้สมัครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง... หากแต่คือประชาชนคนไทยทุกคนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงของประเทศนี้ครับ

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
10/7/69

#ทุจริตเลือกสว #คำพิพากษาศาลฎีกา #ฮั้วเลือกตั้ง #บล็อกโหวต #จับคู่แลกคะแนน #บรรทัดฐานกฎหมาย #พยานดิจิทัล #สว69 #วัสติงสมิตร

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top