542.jpg
บททดสอบครั้งใหญ่กฎหมายไทย วัส ติงสมิตร เตือน กกต. ปม คดีฮั้ว สว.

บททดสอบครั้งใหญ่กฎหมายไทย วัส ติงสมิตร เตือน กกต. ปม คดีฮั้ว สว.

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.24 น.

วานนี้ 13 กรกฎาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์ข้อกฎหมายแบบสับแบบละเอียดเกี่ยวกับ คดีฮั้ว สว. หลังครบรอบ 2 ปีของการเลือกตั้ง โดยมีข้อความทั้งหมดว่า "คดีฮั้ว สว. : เมื่อมาตรา 62 กำหนด "หน้าที่" ของ กกต. ไม่ใช่เพียง "อำนาจ" และเหตุใดศาลฎีกาจึงควรเป็นผู้ชี้ขาด การเสวนา "ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. คดีถึงไหนแล้ว" เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารรัฐสภา อาจถูกมองว่าเป็นเพียงกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่หากเรากะเทาะเปลือกการเมืองออก สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือ "คำถามประวัติศาสตร์ทางกฎหมาย" ที่ส่งผลสะเทือนต่อรากฐานระบบยุติธรรมไทย

คำถามนั้นไม่ใช่แค่ “ใครผิด หรือ ใครโกง?”


วัส ติงสมิตร

หากแต่คือ “เมื่อมีพยานหลักฐานปรากฏถึงระดับหนึ่ง กกต. มีหน้าที่ต้องส่งคดีให้ศาลฎีกาชี้ขาดหรือไม่?” คำถามนี้ท้าทายหลักนิติธรรม (Rule of Law) และบทบาทขององค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างรุนแรง เพราะในรัฐที่ปกครองด้วยกฎหมาย องค์กรตรวจสอบมิใช่ผู้ตัดสินขาดแทนศาล หากแต่ต้องทำหน้าที่เป็น "ผู้เปิดประตู" ให้องค์กรตุลาการใช้อำนาจวินิจฉัยข้อพิพาทอย่างเป็นอิสระและโปร่งใส

หากข้อเท็จจริงจาก "พยานเปิดหน้า 4 ปาก" รับฟังได้

จากเวทีเสวนา มีพยานบุคคล 4 รายที่ยอมเปิดหน้าชี้เบาะแสสำคัญ ซึ่งข้อมูลและพยานหลักฐานทั้งหมดนี้ (มีพยานบุคคลมากกว่า 4 ปาก) ปัจจุบันได้เข้าสู่สำนวนของ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยพยานให้การสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญว่า

หลังการเลือกระดับจังหวัด มีเครือข่ายพรรคการเมืองติดต่อผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบ ให้มารวมตัวกันที่โรงแรม มีการจัดหาที่พัก คู่นอน ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่าย และแจกจ่ายเงินสมนาคุณ ก่อนจะนำไปสู่การแจก "โพยสำเร็จรูป" เพื่อบล็อกโหวตแยกตามกลุ่มอาชีพทั้ง 20 กลุ่ม และมีการนำโพยนี้ไปใช้จริงในการเลือกระดับประเทศจนคะแนนและลำดับออกมาตรงตามโพยอย่างผิดธรรมชาติ

หากข้อเท็จจริงดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ด้วยพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานอิเล็กทรอนิกส์ และพยานแวดล้อมเชิงวิทยาศาสตร์จนมีความน่าเชื่อถือ ย่อมสะเทือนว่าการเลือก สว. ครั้งนี้ มิใช่การใช้ดุลพินิจอย่างอิสระตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ แต่เป็น "การทุจริตเลือกตั้งเชิงระบบ" (Systemic Electoral Fraud) ผ่าน "เครือข่ายจัดตั้ง" (Organized Network)

ประเด็นสำคัญจึงมิใช่ "ตัวโพย" โดยลำพัง เพราะการจดหมายเลขกันลืมอาจไม่ผิดกฎหมาย แต่หากโพยนั้นเชื่อมโยงกับการนัดหมาย จัดหาผลประโยชน์ นัดแนะลงคะแนน และดำเนินการตามแผนทุจริต โพยชิ้นนี้จะกลายเป็นหลักฐานชิ้นเอกที่มัดตัวขบวนการทั้งหมดทันที และเป็นข้อเท็จจริงที่เพียงพอแล้วที่จะให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าต่อ

มาตรา 62: บทบัญญัติที่กำหนด "หน้าที่" ไม่ใช่เพียง "อำนาจดุลพินิจ"

หัวใจสำคัญของการปลดล็อกคดีนี้อยู่ที่ มาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งกฎหมายบัญญัติชัดเจนว่า “...เมื่อประกาศผลการเลือกแล้ว หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการทุจริต หรือรู้เห็นกับการกระทำของผู้อื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา...”ถ้อยคำที่กฎหมายเลือกใช้มีความหมายอย่างยิ่งในทางกฎหมายมหาชน กฎหมายใช้คำว่า “ให้คณะกรรมการยื่นคำร้อง” ไม่ใช่คำว่า “อาจยื่นคำร้อง”

นี่คือ บทบัญญัติบังคับ (Mandatory Provision) ที่สั่งให้ กกต. ต้องปฏิบัติตามเมื่อเงื่อนไขครบถ้วน มิใช่บทบัญญัติที่เปิดช่องให้ กกต. ใช้ดุลพินิจโดยเสรีว่าจะส่งหรือไม่ส่งคดีตามใจชอบ หากเงื่อนไขข้อเท็จจริงระบุว่า "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้" หน้าที่เดียวของ กกต. คือการนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ไม่ใช่ยุติและปิดฉากคดีไว้ที่องค์กรของตนเอง

"หลักฐานอันควรเชื่อได้" ไม่ใช่ "พิสูจน์จนสิ้นสงสัย"
สังคมมักเข้าใจผิดว่า กกต. ต้องทำหน้าที่เสมือนศาล คือต้องมั่นใจ 100% และพิสูจน์ความผิดจนสิ้นข้อสงสัยเสียก่อนจึงจะส่งเรื่องให้ศาลได้ แต่แท้จริงแล้ว มาตรา 62 กำหนดมาตรฐานการวัดพยานหลักฐานเบื้องต้นไว้ต่ำกว่านั้นมาก

• มาตรฐาน กกต. (มาตรา 62): มาตรฐานในคดีเลือกตั้งใช้เพียง "หลักฐานอันควรเชื่อได้" (Probable Cause / Prima Facie) ซึ่งเปรียบเสมือนตะแกรงร่อนชั้นแรกว่าคดีมีมูลพอให้ตรวจสอบหรือไม่

• มาตรฐานของศาล: ในคดีอาญาของศาลคือการ "พิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยอันสมควร" (Beyond a Reasonable Doubt) เพื่อลงทัณฑ์

ดังนั้น กกต. มิใช่ผู้พิพากษา และมิใช่ผู้วินิจฉัยความผิดเด็ดขาด กกต. มีหน้าที่เพียงตรวจสอบว่าพยานหลักฐานจากคณะไต่สวนชุดที่ 26 อยู่ในระดับที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ หากเข้าเกณฑ์ ก็มีหน้าที่ต้อง "ส่งศาลฎีกา" เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ไปสู้คดีและเปิดเผยหลักฐานกันอย่างโปร่งใสตามกระบวนการตุลาการ

เหตุใดศาลฎีกาจึงต้องเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด?

โครงสร้างอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เกี่ยวพันโดยตรงกับชะตากรรมของประเทศ ทั้งการกลั่นกรองกฎหมาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญที่สุดคือ การให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (ซึ่งรวมถึงตัว กรรมการ กกต. และ ป.ป.ช. เองด้วย)

ด้วยเหตุที่มีเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ในเชิงโครงสร้างเช่นนี้ กฎหมายจึงไม่เปิดช่องให้องค์กรอิสระอย่าง กกต. เป็นผู้ชี้ขาดตัดสิทธิหรือปล่อยผ่านคดี สว. ได้เองโดยเบ็ดเสร็จ แต่ตั้งใจออกแบบให้ "ศาลฎีกา" ซึ่งเป็นองค์กรตุลาการกระแสหลักที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นผู้ตรวจสอบและชี้ชะตา

รัฐธรรมนูญ มาตรา 197 วรรคสาม ระบุไว้ชัดเจนว่า ศาลปกครองไม่มีอำนาจก้าวล่วงการชี้ขาดขององค์กรอิสระที่ใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เมื่อประตูศาลปกครองถูกปิดตายโดยรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาจึงเป็นปราการด่านสุดท้ายและด่านเดียว ที่จะให้ความยุติธรรมในคดีเลือกตั้งนี้ได้ หากคดีถูกแช่แข็งและไม่ถูกส่งถึงศาลฎีกา กระบวนการแสวงหาความจริงที่โปร่งใสย่อมไม่มีวันเกิดขึ้น

หาก กกต. "ปล่อยเกียร์ว่าง" จะเกิดผลทางกฎหมายอย่างไร?

หากสำนวนการทุจริตฮั้ว สว. มีพยานหลักฐานแน่นหนา แต่ กกต. (หรือแม้กระทั่ง DSI) เลือกที่จะละเว้น ปัดตก หรือมีมติขัดต่อพยานหลักฐานอย่างค้านสายตาสังคม ผลกระทบทางกฎหมายที่จะตามมาจะไม่ใช่แค่ประเด็นทางการเมือง แต่คือ ความรับผิดทางอาญาขั้นร้ายแรงของตัวผู้ใช้อำนาจรัฐเอง

ในมุมกฎหมายอาญา การดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพา มาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) ที่มีข้อจำกัดเรื่องการพิสูจน์ "เจตนาพิเศษ" เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด เสมอไป เพราะหากพิจารณาตาม มาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 กฎหมายได้บัญญัติความผิดเฉพาะไว้ว่า กรรมการ เลขาธิการ หรือเจ้าหน้าที่ผู้ใด กระทำการหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี และหากการละเว้นหน้าที่นั้น กระทำโดยทุจริต ย่อมต้องระวางโทษหนักเช่นเดียวกับ มาตรา 149 ป.อ. (ความผิดฐานเรียกรับสินบน) ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต และศาลต้องสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิตข้อได้เปรียบของมาตรา 69 วรรคแรก คือ ไม่มีความจำเป็นต้องพิสูจน์เจตนาพิเศษ ว่าต้องการให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดเหมือนมาตรา 157 ป.อ. เพียงพิสูจน์ให้เห็นว่า "มีการละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบังคับไว้ (มาตรา 62)" ความผิดก็สำเร็จทันที

แม้ว่าการเอาผิด กกต. ตามมาตรา 69 หรือ 157 จะเป็นอีกคดีหนึ่งที่ต้องไปสู้กันในชั้นศาล และไม่ใช่องค์ประกอบที่จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่การมีมติขัดต่อหลักฐานจะทำให้ "ฐานะความเป็นผู้เสียหายโดยตรง" ของผู้สมัคร สว. สำรอง เกิดขึ้นทันที และพวกเขาสามารถใช้สิทธิตามกฎหมาย ยื่นฟ้องตรงต่อ "ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ" ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการของ ป.ป.ช. หรืออัยการ ซึ่งถือเป็นอาวุธชิ้นสุดท้ายที่กฎหมายมอบไว้ให้ประชาชนใช้ดัดหลังเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตต่อหน้าที่

บทเรียนของคดีนี้: อย่าให้ผู้ตรวจสอบกลายเป็นผู้ปิดประตูศาล คดีฮั้วเลือก สว. ครั้งนี้ กำลังทำหน้าที่เป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของกระบวนการยุติธรรมและระบบกฎหมายเลือกตั้งไทย ไม่ใช่เพราะจำนวนผู้ถูกกล่าวหาที่มีมากกว่าสองร้อยคน แต่เป็นเพราะคดีนี้กำลังตั้งคำถามว่า องค์กรอิสระกำลังใช้อำนาจอยู่เหนือกรอบที่กฎหมายขีดเส้นไว้หรือไม่? หากพยานหลักฐานในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 อ่อนเกินไป กกต. ย่อมมีเหตุผลชอบธรรมที่จะยกฟ้อง แต่หากพยานหลักฐานเชิงประจักษ์แน่นหนา การมีมติไม่ส่งคดีฮั้ว สว. 138 คน ไปให้ศาลฎีกาชี้ขาด ย่อมไม่ใช่การใช้ดุลพินิจโดยสุจริต หากแต่อาจกลายเป็นการจงใจละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่
ท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมเรียกร้องในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา อาจไม่ใช่การตราหน้าว่าใครผิดหรือใครถูก หากแต่เป็นการเรียกร้องให้องค์กรผู้มีหน้าที่ยอมเปิดประตูส่งเรื่องให้ "ศาลฎีกา" ทำหน้าที่วินิจฉัยอย่างเที่ยงธรรม เพราะหากวันใดที่องค์กรผู้มีหน้าที่ตรวจสอบ แปรสภาพตัวเองไปเป็น "ผู้ปิดประตูศาล" เสียเอง ทั้งที่กฎหมายสั่งให้เปิด ความเสียหายย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มผู้สมัคร สว. เท่านั้น แต่จะกลายเป็นการฝังรากความล้มเหลวของหลักนิติรัฐ ทำลายความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง และฉีกกระชากความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญไปตลอดกาล

วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 13/7/69 #คดีฮั้วสว #เลือกสว67 #กกต #ดีเอสไอ #มาตรา62 #มาตรา69 #ศาลฎีกา #หลักนิติรัฐ #องค์กรอิสระ #ตรวจสอบสว #วัสติงสมิตร"

หลังจากที่โพสต์ของ วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างหลั่งไหลเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด เช่น

"เมื่อมีคนทำผิดกฏหมาย การที่ศาลบอกว่าผู้ยื่นฟ้องไม่มีอำนาจหน้าที่ที่ตามกฎหมาย ด้วยความเคารพควรมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องควรทำอย่างไร เช่นนำพยานหลักฐานไปยื่นผ่านบุคคลใดหรือองค์กรใด ภายในอายุความเท่าใด เพื่อให้ศาลใดพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด"

"ศาลยุคิธรรมคือที่พี่งที่จะกอบกู้ "ความยุติธรรม" ของประเทศให้กลับคืนมา"

"นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด ของการจัดการวิธีการคัดเลือกคนมาทำหน้าที่ในองค์กรตรวจสอบว่าหากมีคนชั่วสุดๆเข้าไปยึดครองทำงานเพื่อบิดเบือนอำนาจให้กลายเป็นองค์กรฟอกขาว รวมถึงการไม่มีบทลงโทษคนชั่วๆเหล่านั้นให้ได้รับโทษที่สูงสุดเด็ดขาดแล้ว กฎหมายต่างๆที่เขียนตราออกมาใช้ก็เพียงแค่ใช้บังคับกับพวกที่ไม่สยบยอมต่อไอ้อีที่ซ่อนชักใยอยู่เบื้องหลังเลยครับ"

"นำบทความที่ท่านอาจารย์เขียนไปต่อยอดร่างคำฟ้องได้เลยมีครบ ตั้งแต่บทนำ ผู้เสียหาย ฐานความผิด คำขอท้ายฟ้อง ชัดยิ่งกว่าชัด ไม่ดำเนินการ กกต. ตายหมู่ ดำเนินการ สว.และสส บางพรรคก็ เอวัง ด้วย ประการ ฉะนี้ ตายหมู่ แผ่นดินสูงขึ้น หาก กกต.ส่งศาลฏีกาสร้างความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ หากไม่ส่งศาลฏีกาสร้างตราบาปให้กับประเทศชาติ เพราะต่อไปนี้ความเห็นขององค์กรอิสระจะออกมาอย่างไรเพราะประชาชนจะไม่เชื่อว่าสุจริต แต่เชื่อว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ถ้า สว.ซื้อมาต้องถอนทุน การปกป้องคือตัวการหรือผู้สนับสนุน อัฐยายซื้อขนมยาย สว. รับรอง กกต. กกต. ช่วย สว. เอวัง ด้วย ประการ ฉะนี้ สาธุ สาธุ ขอให้คนเลวหายนะ ด้วยเทอญ"

"#ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ชี้แนะแนวทางสว่างให้บ้านเมืองครับ"

วัส ติงสมิตร

วัส ติงสมิตร

วัส ติงสมิตร

วัส ติงสมิตร

วัส ติงสมิตร

วัส ติงสมิตร

วัส ติงสมิตร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top