วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
วานนี้ 13 กรกฎาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์ข้อกฎหมายแบบสับแบบละเอียดเกี่ยวกับ คดีฮั้ว สว. หลังครบรอบ 2 ปีของการเลือกตั้ง โดยมีข้อความทั้งหมดว่า "คดีฮั้ว สว. : เมื่อมาตรา 62 กำหนด "หน้าที่" ของ กกต. ไม่ใช่เพียง "อำนาจ" และเหตุใดศาลฎีกาจึงควรเป็นผู้ชี้ขาด การเสวนา "ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. คดีถึงไหนแล้ว" เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารรัฐสภา อาจถูกมองว่าเป็นเพียงกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่หากเรากะเทาะเปลือกการเมืองออก สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือ "คำถามประวัติศาสตร์ทางกฎหมาย" ที่ส่งผลสะเทือนต่อรากฐานระบบยุติธรรมไทย
คำถามนั้นไม่ใช่แค่ “ใครผิด หรือ ใครโกง?”
.jpg)
หากแต่คือ “เมื่อมีพยานหลักฐานปรากฏถึงระดับหนึ่ง กกต. มีหน้าที่ต้องส่งคดีให้ศาลฎีกาชี้ขาดหรือไม่?” คำถามนี้ท้าทายหลักนิติธรรม (Rule of Law) และบทบาทขององค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างรุนแรง เพราะในรัฐที่ปกครองด้วยกฎหมาย องค์กรตรวจสอบมิใช่ผู้ตัดสินขาดแทนศาล หากแต่ต้องทำหน้าที่เป็น "ผู้เปิดประตู" ให้องค์กรตุลาการใช้อำนาจวินิจฉัยข้อพิพาทอย่างเป็นอิสระและโปร่งใส
หากข้อเท็จจริงจาก "พยานเปิดหน้า 4 ปาก" รับฟังได้
จากเวทีเสวนา มีพยานบุคคล 4 รายที่ยอมเปิดหน้าชี้เบาะแสสำคัญ ซึ่งข้อมูลและพยานหลักฐานทั้งหมดนี้ (มีพยานบุคคลมากกว่า 4 ปาก) ปัจจุบันได้เข้าสู่สำนวนของ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยพยานให้การสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญว่า
หลังการเลือกระดับจังหวัด มีเครือข่ายพรรคการเมืองติดต่อผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบ ให้มารวมตัวกันที่โรงแรม มีการจัดหาที่พัก คู่นอน ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่าย และแจกจ่ายเงินสมนาคุณ ก่อนจะนำไปสู่การแจก "โพยสำเร็จรูป" เพื่อบล็อกโหวตแยกตามกลุ่มอาชีพทั้ง 20 กลุ่ม และมีการนำโพยนี้ไปใช้จริงในการเลือกระดับประเทศจนคะแนนและลำดับออกมาตรงตามโพยอย่างผิดธรรมชาติ
หากข้อเท็จจริงดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ด้วยพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานอิเล็กทรอนิกส์ และพยานแวดล้อมเชิงวิทยาศาสตร์จนมีความน่าเชื่อถือ ย่อมสะเทือนว่าการเลือก สว. ครั้งนี้ มิใช่การใช้ดุลพินิจอย่างอิสระตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ แต่เป็น "การทุจริตเลือกตั้งเชิงระบบ" (Systemic Electoral Fraud) ผ่าน "เครือข่ายจัดตั้ง" (Organized Network)
ประเด็นสำคัญจึงมิใช่ "ตัวโพย" โดยลำพัง เพราะการจดหมายเลขกันลืมอาจไม่ผิดกฎหมาย แต่หากโพยนั้นเชื่อมโยงกับการนัดหมาย จัดหาผลประโยชน์ นัดแนะลงคะแนน และดำเนินการตามแผนทุจริต โพยชิ้นนี้จะกลายเป็นหลักฐานชิ้นเอกที่มัดตัวขบวนการทั้งหมดทันที และเป็นข้อเท็จจริงที่เพียงพอแล้วที่จะให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าต่อ
มาตรา 62: บทบัญญัติที่กำหนด "หน้าที่" ไม่ใช่เพียง "อำนาจดุลพินิจ"
หัวใจสำคัญของการปลดล็อกคดีนี้อยู่ที่ มาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งกฎหมายบัญญัติชัดเจนว่า “...เมื่อประกาศผลการเลือกแล้ว หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการทุจริต หรือรู้เห็นกับการกระทำของผู้อื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา...”ถ้อยคำที่กฎหมายเลือกใช้มีความหมายอย่างยิ่งในทางกฎหมายมหาชน กฎหมายใช้คำว่า “ให้คณะกรรมการยื่นคำร้อง” ไม่ใช่คำว่า “อาจยื่นคำร้อง”
นี่คือ บทบัญญัติบังคับ (Mandatory Provision) ที่สั่งให้ กกต. ต้องปฏิบัติตามเมื่อเงื่อนไขครบถ้วน มิใช่บทบัญญัติที่เปิดช่องให้ กกต. ใช้ดุลพินิจโดยเสรีว่าจะส่งหรือไม่ส่งคดีตามใจชอบ หากเงื่อนไขข้อเท็จจริงระบุว่า "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้" หน้าที่เดียวของ กกต. คือการนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ไม่ใช่ยุติและปิดฉากคดีไว้ที่องค์กรของตนเอง
"หลักฐานอันควรเชื่อได้" ไม่ใช่ "พิสูจน์จนสิ้นสงสัย"
สังคมมักเข้าใจผิดว่า กกต. ต้องทำหน้าที่เสมือนศาล คือต้องมั่นใจ 100% และพิสูจน์ความผิดจนสิ้นข้อสงสัยเสียก่อนจึงจะส่งเรื่องให้ศาลได้ แต่แท้จริงแล้ว มาตรา 62 กำหนดมาตรฐานการวัดพยานหลักฐานเบื้องต้นไว้ต่ำกว่านั้นมาก
• มาตรฐาน กกต. (มาตรา 62): มาตรฐานในคดีเลือกตั้งใช้เพียง "หลักฐานอันควรเชื่อได้" (Probable Cause / Prima Facie) ซึ่งเปรียบเสมือนตะแกรงร่อนชั้นแรกว่าคดีมีมูลพอให้ตรวจสอบหรือไม่
• มาตรฐานของศาล: ในคดีอาญาของศาลคือการ "พิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยอันสมควร" (Beyond a Reasonable Doubt) เพื่อลงทัณฑ์
ดังนั้น กกต. มิใช่ผู้พิพากษา และมิใช่ผู้วินิจฉัยความผิดเด็ดขาด กกต. มีหน้าที่เพียงตรวจสอบว่าพยานหลักฐานจากคณะไต่สวนชุดที่ 26 อยู่ในระดับที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ หากเข้าเกณฑ์ ก็มีหน้าที่ต้อง "ส่งศาลฎีกา" เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ไปสู้คดีและเปิดเผยหลักฐานกันอย่างโปร่งใสตามกระบวนการตุลาการ
เหตุใดศาลฎีกาจึงต้องเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด?
โครงสร้างอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เกี่ยวพันโดยตรงกับชะตากรรมของประเทศ ทั้งการกลั่นกรองกฎหมาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญที่สุดคือ การให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (ซึ่งรวมถึงตัว กรรมการ กกต. และ ป.ป.ช. เองด้วย)
ด้วยเหตุที่มีเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ในเชิงโครงสร้างเช่นนี้ กฎหมายจึงไม่เปิดช่องให้องค์กรอิสระอย่าง กกต. เป็นผู้ชี้ขาดตัดสิทธิหรือปล่อยผ่านคดี สว. ได้เองโดยเบ็ดเสร็จ แต่ตั้งใจออกแบบให้ "ศาลฎีกา" ซึ่งเป็นองค์กรตุลาการกระแสหลักที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นผู้ตรวจสอบและชี้ชะตา
รัฐธรรมนูญ มาตรา 197 วรรคสาม ระบุไว้ชัดเจนว่า ศาลปกครองไม่มีอำนาจก้าวล่วงการชี้ขาดขององค์กรอิสระที่ใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เมื่อประตูศาลปกครองถูกปิดตายโดยรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาจึงเป็นปราการด่านสุดท้ายและด่านเดียว ที่จะให้ความยุติธรรมในคดีเลือกตั้งนี้ได้ หากคดีถูกแช่แข็งและไม่ถูกส่งถึงศาลฎีกา กระบวนการแสวงหาความจริงที่โปร่งใสย่อมไม่มีวันเกิดขึ้น
หาก กกต. "ปล่อยเกียร์ว่าง" จะเกิดผลทางกฎหมายอย่างไร?
หากสำนวนการทุจริตฮั้ว สว. มีพยานหลักฐานแน่นหนา แต่ กกต. (หรือแม้กระทั่ง DSI) เลือกที่จะละเว้น ปัดตก หรือมีมติขัดต่อพยานหลักฐานอย่างค้านสายตาสังคม ผลกระทบทางกฎหมายที่จะตามมาจะไม่ใช่แค่ประเด็นทางการเมือง แต่คือ ความรับผิดทางอาญาขั้นร้ายแรงของตัวผู้ใช้อำนาจรัฐเอง
ในมุมกฎหมายอาญา การดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพา มาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) ที่มีข้อจำกัดเรื่องการพิสูจน์ "เจตนาพิเศษ" เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด เสมอไป เพราะหากพิจารณาตาม มาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 กฎหมายได้บัญญัติความผิดเฉพาะไว้ว่า กรรมการ เลขาธิการ หรือเจ้าหน้าที่ผู้ใด กระทำการหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี และหากการละเว้นหน้าที่นั้น กระทำโดยทุจริต ย่อมต้องระวางโทษหนักเช่นเดียวกับ มาตรา 149 ป.อ. (ความผิดฐานเรียกรับสินบน) ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต และศาลต้องสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิตข้อได้เปรียบของมาตรา 69 วรรคแรก คือ ไม่มีความจำเป็นต้องพิสูจน์เจตนาพิเศษ ว่าต้องการให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดเหมือนมาตรา 157 ป.อ. เพียงพิสูจน์ให้เห็นว่า "มีการละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบังคับไว้ (มาตรา 62)" ความผิดก็สำเร็จทันที
แม้ว่าการเอาผิด กกต. ตามมาตรา 69 หรือ 157 จะเป็นอีกคดีหนึ่งที่ต้องไปสู้กันในชั้นศาล และไม่ใช่องค์ประกอบที่จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่การมีมติขัดต่อหลักฐานจะทำให้ "ฐานะความเป็นผู้เสียหายโดยตรง" ของผู้สมัคร สว. สำรอง เกิดขึ้นทันที และพวกเขาสามารถใช้สิทธิตามกฎหมาย ยื่นฟ้องตรงต่อ "ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ" ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการของ ป.ป.ช. หรืออัยการ ซึ่งถือเป็นอาวุธชิ้นสุดท้ายที่กฎหมายมอบไว้ให้ประชาชนใช้ดัดหลังเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตต่อหน้าที่
บทเรียนของคดีนี้: อย่าให้ผู้ตรวจสอบกลายเป็นผู้ปิดประตูศาล คดีฮั้วเลือก สว. ครั้งนี้ กำลังทำหน้าที่เป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของกระบวนการยุติธรรมและระบบกฎหมายเลือกตั้งไทย ไม่ใช่เพราะจำนวนผู้ถูกกล่าวหาที่มีมากกว่าสองร้อยคน แต่เป็นเพราะคดีนี้กำลังตั้งคำถามว่า องค์กรอิสระกำลังใช้อำนาจอยู่เหนือกรอบที่กฎหมายขีดเส้นไว้หรือไม่? หากพยานหลักฐานในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 อ่อนเกินไป กกต. ย่อมมีเหตุผลชอบธรรมที่จะยกฟ้อง แต่หากพยานหลักฐานเชิงประจักษ์แน่นหนา การมีมติไม่ส่งคดีฮั้ว สว. 138 คน ไปให้ศาลฎีกาชี้ขาด ย่อมไม่ใช่การใช้ดุลพินิจโดยสุจริต หากแต่อาจกลายเป็นการจงใจละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่
ท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมเรียกร้องในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา อาจไม่ใช่การตราหน้าว่าใครผิดหรือใครถูก หากแต่เป็นการเรียกร้องให้องค์กรผู้มีหน้าที่ยอมเปิดประตูส่งเรื่องให้ "ศาลฎีกา" ทำหน้าที่วินิจฉัยอย่างเที่ยงธรรม เพราะหากวันใดที่องค์กรผู้มีหน้าที่ตรวจสอบ แปรสภาพตัวเองไปเป็น "ผู้ปิดประตูศาล" เสียเอง ทั้งที่กฎหมายสั่งให้เปิด ความเสียหายย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มผู้สมัคร สว. เท่านั้น แต่จะกลายเป็นการฝังรากความล้มเหลวของหลักนิติรัฐ ทำลายความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง และฉีกกระชากความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญไปตลอดกาล
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 13/7/69 #คดีฮั้วสว #เลือกสว67 #กกต #ดีเอสไอ #มาตรา62 #มาตรา69 #ศาลฎีกา #หลักนิติรัฐ #องค์กรอิสระ #ตรวจสอบสว #วัสติงสมิตร"
หลังจากที่โพสต์ของ วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างหลั่งไหลเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด เช่น
"เมื่อมีคนทำผิดกฏหมาย การที่ศาลบอกว่าผู้ยื่นฟ้องไม่มีอำนาจหน้าที่ที่ตามกฎหมาย ด้วยความเคารพควรมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องควรทำอย่างไร เช่นนำพยานหลักฐานไปยื่นผ่านบุคคลใดหรือองค์กรใด ภายในอายุความเท่าใด เพื่อให้ศาลใดพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด"
"ศาลยุคิธรรมคือที่พี่งที่จะกอบกู้ "ความยุติธรรม" ของประเทศให้กลับคืนมา"
"นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด ของการจัดการวิธีการคัดเลือกคนมาทำหน้าที่ในองค์กรตรวจสอบว่าหากมีคนชั่วสุดๆเข้าไปยึดครองทำงานเพื่อบิดเบือนอำนาจให้กลายเป็นองค์กรฟอกขาว รวมถึงการไม่มีบทลงโทษคนชั่วๆเหล่านั้นให้ได้รับโทษที่สูงสุดเด็ดขาดแล้ว กฎหมายต่างๆที่เขียนตราออกมาใช้ก็เพียงแค่ใช้บังคับกับพวกที่ไม่สยบยอมต่อไอ้อีที่ซ่อนชักใยอยู่เบื้องหลังเลยครับ"
"นำบทความที่ท่านอาจารย์เขียนไปต่อยอดร่างคำฟ้องได้เลยมีครบ ตั้งแต่บทนำ ผู้เสียหาย ฐานความผิด คำขอท้ายฟ้อง ชัดยิ่งกว่าชัด ไม่ดำเนินการ กกต. ตายหมู่ ดำเนินการ สว.และสส บางพรรคก็ เอวัง ด้วย ประการ ฉะนี้ ตายหมู่ แผ่นดินสูงขึ้น หาก กกต.ส่งศาลฏีกาสร้างความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ หากไม่ส่งศาลฏีกาสร้างตราบาปให้กับประเทศชาติ เพราะต่อไปนี้ความเห็นขององค์กรอิสระจะออกมาอย่างไรเพราะประชาชนจะไม่เชื่อว่าสุจริต แต่เชื่อว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ถ้า สว.ซื้อมาต้องถอนทุน การปกป้องคือตัวการหรือผู้สนับสนุน อัฐยายซื้อขนมยาย สว. รับรอง กกต. กกต. ช่วย สว. เอวัง ด้วย ประการ ฉะนี้ สาธุ สาธุ ขอให้คนเลวหายนะ ด้วยเทอญ"
"#ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ชี้แนะแนวทางสว่างให้บ้านเมืองครับ"
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี