วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
วันนี้ 11 กรกฎาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์เจาะลึกถึงคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.331/2569 ซึ่งเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับมหากาพย์เครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัยชื่อดังอย่าง "Alpha 6" โดยมีข้อความว่า "คำพิพากษา "อัลฟา 6" : เมื่อศาลปกครองสูงสุดย้ำว่า "กระบวนการที่ถูกต้อง" สำคัญไม่แพ้การปราบปรามทุจริต
เมื่อกล่าวถึงเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัย GT200 หรือ Alpha 6 คนไทยจำนวนมากย่อมนึกถึงหนึ่งในคดีจัดซื้อที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดในประวัติศาสตร์การบริหารราชการแผ่นดิน [????] เพราะในเวลาต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงอันน่าเจ็บปวดว่าเครื่องดังกล่าวไม่มีประสิทธิภาพตามที่กล่าวอ้าง และก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาครัฐอย่างกว้างขวางอย่างไรก็ตาม คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.331/2569 ที่มีต่อคดีของ พันโท เอนก ยมจินดา อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม มิได้มีประเด็นอยู่ที่ว่าเครื่อง Alpha 6 ใช้งานได้จริงหรือไม่ หากแต่เป็นการวินิจฉัยปัญหาที่ลึกและแหลมคมไปกว่านั้น คือ "รัฐจะลงโทษข้าราชการโดยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดได้หรือไม่?" และคำตอบของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ก็คือ... "ไม่ได้!"

คดีนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
คดีมหากาพย์นี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เข้ามาไต่สวนการจัดซื้อเครื่อง Alpha 6 ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ในช่วงปีงบประมาณ 2550–2552 และมีความเห็นว่าการจัดซื้อครั้งนั้นมีข้อบกพร่องร้ายแรงหลายประการ เช่น ไม่มีการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านพัสดุร่วมเป็นกรรมการ และการจัดซื้อทำให้ราชการได้รับความเสียหายอย่างหนักสำหรับ พันโท เอนก ยมจินดา ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ามีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน
แต่ประเด็นสำคัญที่สุดอยู่ตรงที่: คณะกรรมการ ป.ป.ช. มิได้ชี้มูลว่า พันโท เอนก กระทำความผิดฐาน "ทุจริตต่อหน้าที่" (ไม่มีหลักฐานการโกงหรือรับสินบนส่วนตัว) ต่อมา ปลัดกระทรวงยุติธรรมในฐานะผู้บังคับบัญชา ได้นำสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. มาใช้เป็นสำนวนสอบวินัยทันที โดยเลือกทางลัดไม่แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยขึ้นมาใหม่ แล้วออกคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ลับ ที่ 61/2565 ปลดพันโท เอนก ออกจากราชการเมื่อกระบวนการถูกรวบรัด พันโท เอนก จึงนำคดีนี้มาฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อทวงคืนความชอบธรรมในแง่ของ "กระบวนการ"
ศาลไม่ได้บอกว่า "ไม่มีความผิด" ! หลายคนในสังคมเมื่อได้ยินข่าวนี้อาจจะเข้าใจผิดไปว่า “เมื่อศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งปลด แปลว่าผู้ฟ้องคดีพ้นผิดและบริสุทธิ์แล้วใช่ไหม?”
แท้จริงแล้ว... ไม่ใช่เลยครับ!
ศาลปกครองสูงสุดมิได้วินิจฉัยว่าการจัดซื้อ Alpha 6 นั้นชอบด้วยกฎหมาย หรือผู้ฟ้องคดีไม่มีความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น สิ่งที่ศาลวินิจฉัยอย่างตรงไปตรงมาคือ "วิธีการและขั้นตอนในการลงโทษของกระทรวงยุติธรรมไม่เป็นไปตามกฎหมาย"
พูดง่ายๆ คือ ศาลตัดสินพิจารณาบนเรื่องของ "กระบวนการ (Procedure)" มิใช่เรื่อง "ข้อเท็จจริงแห่งความผิด (Merit)" นั่นเอง
ประเด็นกฎหมายสำคัญ: แกะรอย "มาตรา 98"
หัวใจหลักของคดีนี้ติดล็อกอยู่ที่ มาตรา 98 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งบทบัญญัติต่างหากที่เปิดช่องให้ผู้บังคับบัญชาสามารถนำสำนวนของ ป.ป.ช. มาสวมสิทธิใช้เป็นสำนวนสอบสวนทางวินัยได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยขึ้นใหม่ให้ซ้ำซ้อน
แต่ศาลปกครองสูงสุดได้วางบรรทัดฐานการตีความไว้เคร่งครัดว่า การจะใช้มาตรา 98 นี้ได้ จะต้องเป็นกรณีที่ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนและชี้มูลว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐรายนั้นกระทำความผิดหลักในฐาน "ทุจริตต่อหน้าที่ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ" เสียก่อน จึงจะพ่วงความผิดวินัยอื่นในกรรมเดียวกันไปด้วยได้ สิทธ
เมื่อคดีนี้ ป.ป.ช. มิได้ชี้มูล พันโท เอนก ในฐานทุจริตต่อหน้าที่ หากแต่ชี้มูลเพียงความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานบกพร่องและละเว้นการปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน กรณีจึงยังไม่เข้าเงื่อนไขสวมสิทธิตามมาตรา 98
ผลก็คือ กระทรวงยุติธรรมไม่อาจใช้ทางลัดเพื่อข้ามขั้นตอนการสอบสวนวินัยได้! เมื่อไม่ได้ดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด คำสั่งปลดจากราชการจึงกลายเป็นคำสั่งที่ "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" และต้องถูกเพิกถอนย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ออกคำสั่งคำสั่งมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม ศาลมิได้ปิดประตูลงโทษคนผิด เพราะได้ส่งข้อสังเกตให้กระทรวงยุติธรรมกลับไปเริ่มต้นกระบวนการทางวินัยให้ถูกต้องตามขั้นตอน ภายในระยะเวลา 2 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด
ทำไมคำพิพากษานี้จึงสำคัญยิ่งในทางนิติศาสตร์? คำพิพากษาฉบับนี้มีความสำคัญระดับประวัติศาสตร์ เพราะเป็นการยืนยันหลักพื้นฐานของรัฐภายใต้กฎหมาย (Rule of Law) ว่า:
"แม้รัฐจะมีอำนาจในการลงโทษ แต่รัฐต้องใช้อำนาจนั้นภายในกรอบที่กฎหมายอนุญาตไว้เท่านั้น" การต่อสู้และการปราบปรามการทุจริตเป็นภารกิจแห่งชาติที่สำคัญและปฎิเสธไม่ได้ แต่การปราบปรามก็ต้องดำเนินไปภายใต้หลักนิติธรรม มิใช่ด้วยวิธีที่ละเลยขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลในทางกฎหมายมหาชน มีหลักการสำคัญว่า บทบัญญัติที่เป็น "ข้อยกเว้น" จากกระบวนการปกติและมีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคล ต้องถูกตีความโดยเคร่งครัดและจำกัด มาตรา 98 เป็นข้อยกเว้นที่ตัดสิทธิ์การตั้งกรรมการสอบสวนของหน่วยงานต้นสังกัด ศาลจึงเห็นว่าไม่อาจขยายขอบเขตตีความให้กว้างเกินกว่าที่ตัวอักษรบัญญัติไว้ได้
ประเด็นที่ยังอาจถกเถียงกันได้ในทางวิชาการ
แม้คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจะมีเหตุผลรองรับที่หนักแน่นและยึดมั่นในตัวบทอย่างเคร่งครัด แต่ในมุมมองทางนิติศาสตร์ยังมีพื้นที่ให้คิดต่างและถกเถียงกันได้ครับ:
มุมมองฝั่งสนับสนุนประสิทธิภาพราชการ: อาจเสนอว่า หาก ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรระดับชาติได้ใช้ทรัพยากรไต่สวนคดีอย่างละเอียด รวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วน และสรุปว่ามีความผิดวินัยอย่างร้ายแรงแล้ว (แม้จะไม่ใช่ฐานทุจริตตรงๆ) การส่งสำนวนให้หน่วยงานต้นสังกัดใช้ลงโทษได้เลย น่าจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการ "ลดความซ้ำซ้อนประหยัดงบประมาณ และเพิ่มความรวดเร็วเด็ดขาดในการดำเนินคดี" ไม่ต้องมานับหนึ่งตั้งกรรมการสอบสวนกันใหม่ให้เสียเวลา
มุมมองฝั่งศาลปกครองสูงสุด: เลือกที่จะเดินตามแนวทางรักษาระบบและคุ้มครองสิทธิอย่างเคร่งครัด (Strict Interpretation) โดยถือว่าการข้ามขั้นตอนการสอบสวนทางวินัยจะกระทำได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้งและไร้ข้อสงสัยเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจนิยมรวบรัดตัดตอนลงโทษข้าราชการในอนาคต
บทเรียนล้ำค่าที่สังคมไทยควรได้รับจากคดีนี้
คดีนี้สอนให้สังคมไทยตระหนักว่า ในระบอบประชาธิปไตยที่ปกครองด้วยกฎหมาย "เป้าหมายที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่วิธีการที่ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายนั้น...ก็ต้องถูกต้องและชอบธรรมด้วย"
การปราบปรามการทุจริตเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน แต่การใช้อำนาจของรัฐต้องไม่ละเลยหลักนิติธรรม เพราะหากเรายอมให้รัฐละเมิดหรือข้ามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดได้ เพียงเพราะเรา "เชื่อว่า" หรือ "สะใจที่" ผู้ถูกกล่าวหาน่าจะมีความผิด วันหนึ่งในอนาคต หลักการที่บิดเบี้ยวและบรรทัดฐานที่มักง่ายเดียวกันนั้น ก็อาจย้อนกลับมากระทบและทำลายสิทธิของประชาชนคนธรรมดาทุกคนได้เช่นกัน
คำพิพากษาฉบับนี้จึงมิใช่ชัยชนะของ พันโท เอนก เหนืออำนาจรัฐ และไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของระบบปราบปรามการทุจริต หากแต่เป็นเสียงเตือนสติอันดังสนั่นจากศาลปกครองสูงสุดที่ย้ำเตือนใจเราทุกคนว่า:
"ความยุติธรรมที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันเพียงแค่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่มันวัดกันตั้งแต่กระบวนการที่นำไปสู่ผลลัพธ์นั้นด้วย"
นี่คือหัวใจอันแท้จริงของหลักนิติธรรม และเป็นหลักประกันสำคัญที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า แม้อำนาจรัฐจะกว้างขวางและน่าเกรงขามเพียงใด สุดท้ายแล้วก็ยังต้องสยบและอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายเช่นเดียวกับประชาชนทุกคนครับ! [????????]
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 11/7/69 ื#คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด #อัลฟา6 #Alpha6 #GT200 #สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ #มาตรา98 #ปปช #กระบวนการยุติธรรม #หลักนิติธรรม #กฎหมายมหาชน #วินัยร้ายแรง #วัสติงสมิตร"
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี