542.jpg
ถอดรหัส นายกฯอนุทิน ร้องเพลงเถียนมี่มี่ ร่วมผู้นำจีน ปราชญ์ สามสี วิเคราะห์ความละเอียดอ่อนการทูตไทย-จีน

ถอดรหัส นายกฯอนุทิน ร้องเพลงเถียนมี่มี่ ร่วมผู้นำจีน ปราชญ์ สามสี วิเคราะห์ความละเอียดอ่อนการทูตไทย-จีน

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.29 น.

21 กรกฎาคม 2569 เป็นภาพความประทับใจบนโต๊ะอาหารระดับผู้นำ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ร้องเพลง 'เถียนมี่มี่' นั่งเคียงข้างกับ ตรีหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูอบอุ่น 

ต่อมา เพจเฟซบุ๊ก  ปราชญ์ สามสี ได้โพสต์วิเคราะห์กรณีการร้องเพลง 'เถียนมี่มี่' ของนายกรัฐมนตรีไทยในงานเลี้ยงรับรองผู้นำจีน โดยชี้ให้เห็นว่าแม้เพลงนี้จะเป็นเพลงรักหวานซึ้งที่โด่งดัง แต่เบื้องหลังท่วงทำนองกลับมีความละเอียดอ่อนทางประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ด้วย ระบุว่า

“เถียนมี่มี่” บนโต๊ะการทูต
ความหวานของบทเพลง กับรายละเอียดที่ไทยไม่ควรมองข้าม
ปราชญ์ สามสี
ภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมร้องเพลง “เถียนมี่มี่” ในงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพ ดูเผิน ๆ แล้วก็คงเป็นภาพที่น่าประทับใจ
บรรยากาศดูเป็นกันเอง ผู้นำทั้งสองประเทศมีรอยยิ้ม และเสียงเพลงก็ช่วยลดความเป็นทางการบนโต๊ะอาหารได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อเป็นเพลงดังที่ทั้งชาวจีนและชาวไทยจำนวนมากรู้จักและคุ้นหู
เพลงเป็นภาษาสากลที่ช่วยเชื่อมผู้คนเข้าหากันได้เสมอ และ “เถียนมี่มี่” ก็เป็นเพลงรักที่มีท่วงทำนองอ่อนหวาน ฟังง่าย และอยู่ในความทรงจำของผู้คนมาหลายรุ่น
แต่ในมุมของข้าพเจ้า ภาพที่ดูอบอุ่นเช่นนี้ก็ยังมีรายละเอียดบางอย่างที่ควรหยิบมาพูดถึงด้วยความห่วงใย เพราะเมื่อบทเพลงถูกนำมาใช้ในงานระดับผู้นำประเทศ ความหมายของเพลงอาจไม่ได้มีแค่เนื้อร้องหรือทำนองเท่านั้น
ประวัติของนักร้อง บริบททางการเมือง และความทรงจำของผู้คนในประเทศเจ้าภาพ ก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของความหมายไปด้วย
“เถียนมี่มี่” หรือ 甜蜜蜜 มีความหมายประมาณว่า “หวานปานน้ำผึ้ง” เป็นเพลงรักที่พูดถึงรอยยิ้มอันแสนหวานและความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเคยพบใครบางคนมาก่อน เพลงนี้เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2522 ขับร้องโดยเติ้งลี่จวิน นักร้องชาวไต้หวันที่มีชื่อเสียงอย่างมากในโลกภาษาจีน
เนื้อร้องภาษาจีนแต่งโดยจวงหนู ส่วนทำนองดัดแปลงมาจากเพลงพื้นเมืองอินโดนีเซียชื่อ “Dayung Sampan”
เมื่อดูเฉพาะเนื้อเพลง “เถียนมี่มี่” ก็เป็นเพลงรักธรรมดาเพลงหนึ่ง ไม่มีข้อความสนับสนุนเอกราชไต้หวัน ไม่มีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาลจีน และไม่มีถ้อยคำทางการเมืองอย่างชัดเจน
ความละเอียดอ่อนจึงไม่ได้อยู่ในเนื้อเพลงโดยตรง แต่อยู่ที่ประวัติของเติ้งลี่จวิน และความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวัน
ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 เพลงของเติ้งลี่จวินแพร่หลายเข้าไปในจีนแผ่นดินใหญ่อย่างรวดเร็ว ทั้งทางวิทยุ เทปเพลงจากฮ่องกง และการส่งต่อกันนอกระบบ
เสียงร้องอ่อนหวานที่พูดถึงความรัก ความคิดถึง และความรู้สึกส่วนตัว แตกต่างจากเพลงปฏิวัติและเพลงปลุกใจทางการเมืองที่สังคมจีนคุ้นเคยในช่วงก่อนหน้านั้นอย่างมาก
เพลงของเธอจึงไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่ยังกลายเป็นภาพแทนของวัฒนธรรมสมัยนิยมจากโลกภายนอก ในช่วงเวลาที่จีนกำลังเริ่มเปิดประเทศและเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
ในอดีต รัฐบาลจีนเคยจำกัดการเผยแพร่เพลงของเติ้งลี่จวิน เพราะมองว่าเพลงรักลักษณะนี้อาจส่งผลต่อแนวคิดและอุดมการณ์ของสังคม ขณะที่ฝ่ายไต้หวันในยุคนั้นก็เคยนำเสียงเพลงของเธอไปใช้ในการกระจายเสียงประชาสัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวัน
ชื่อของเติ้งลี่จวินจึงค่อย ๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการเมืองและอุดมการณ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบ แม้ตัวบทเพลงจำนวนมากจะเป็นเพียงเพลงรักก็ตาม
ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 เติ้งลี่จวินยังแสดงจุดยืนสนับสนุนเสรีภาพและประชาธิปไตย รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมในฮ่องกงเพื่อสนับสนุนนักศึกษาที่ชุมนุมในกรุงปักกิ่ง
ด้วยเหตุนี้ ประวัติชีวิตและจุดยืนของเธอจึงอาจมีความหมายทางการเมืองมากกว่าเนื้อหาของเพลง “เถียนมี่มี่” เสียอีก
อย่างไรก็ตาม เราก็ควรมองเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาเช่นกันว่า ปัจจุบันเพลงของเติ้งลี่จวินยังคงได้รับความนิยมในจีน มีการนำกลับมาขับร้องอย่างแพร่หลาย และปรากฏอยู่ในสื่อหรือกิจกรรมทางวัฒนธรรมหลายครั้ง
“เถียนมี่มี่” จึงไม่ใช่เพลงต้องห้ามในจีนปัจจุบัน และไม่ควรด่วนสรุปว่า เพียงแค่ร้องเพลงนี้แล้วรัฐบาลจีนจะต้องรู้สึกไม่พอใจหรือเห็นว่าเป็นการยั่วยุทางการเมือง
ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการกล่าวหาว่า การร้องเพลงครั้งนี้เป็นความผิดพลาดทางการทูต และไม่อาจยืนยันแทนนายกรัฐมนตรีจีนได้ว่า ท่านรู้สึกกระอักกระอ่วนหรือไม่พอใจ เพราะยังไม่มีหลักฐานสาธารณะใดแสดงให้เห็นถึงปฏิกิริยาในลักษณะนั้น
สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการพูดถึงเป็นเพียง “ความห่วงใย” ว่า ในการทูตระดับผู้นำ รายละเอียดทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมควรได้รับการตรวจสอบให้รอบด้าน
เพลงบางเพลงอาจฟังดูธรรมดา เป็นที่นิยม และเต็มไปด้วยความทรงจำที่ดี แต่เบื้องหลังเพลงนั้นอาจมีทั้งประวัติศาสตร์ทางการเมือง ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ และความรู้สึกอ่อนไหวของประเทศเจ้าภาพซ่อนอยู่
ประเด็นไต้หวันถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การเลือกบทเพลง ศิลปิน หรือสัญลักษณ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับไต้หวันมาใช้ในกิจกรรมทางการ จึงควรผ่านการศึกษาข้อมูลและประเมินบริบทอย่างรอบคอบ
แม้เจตนาของฝ่ายไทยจะเป็นเพียงการสร้างความอบอุ่น ความเป็นกันเอง และไม่มีนัยทางการเมืองใด ๆ ก็ตาม
การทูตเชิงวัฒนธรรมมีพลังอย่างมาก เพลงเพียงเพลงเดียวอาจทำให้ผู้นำและผู้คนรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมก็อาจไปแตะต้องความทรงจำที่ละเอียดอ่อน โดยผู้เลือกใช้ไม่ได้ตั้งใจ
ตรงนี้จึงเป็นหน้าที่ของคณะทำงานและผู้รับผิดชอบด้านพิธีการทางการทูต ที่ควรเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนนำเพลง ศิลปิน หรือสัญลักษณ์ใดมาใช้ในงานสำคัญ
เหตุการณ์ครั้งนี้อาจผ่านไปด้วยดี และอาจถูกจดจำในฐานะช่วงเวลาน่ารักบนโต๊ะอาหารระหว่างผู้นำไทยกับจีน ข้าพเจ้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับจีนมีความสำคัญอย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่ดีควรตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงความรู้สึกว่า เพลงใดเพลงหนึ่งโด่งดังหรือเป็นที่ชื่นชอบในหมู่ชาวจีน
ความหวานของ “เถียนมี่มี่” อาจทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่เบื้องหลังท่วงทำนองอันอ่อนหวานนั้น ยังมีเรื่องราวของจีน ไต้หวัน สงครามเย็น และการแข่งขันทางอุดมการณ์แฝงอยู่
ข้อห่วงใยของข้าพเจ้าจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อโจมตีใคร แต่ต้องการชวนให้เห็นว่า ในโลกของการทูต บางครั้งรายละเอียดเล็ก ๆ ก็อาจมีความหมายมากกว่าที่เราคิด
และยิ่งความสัมพันธ์กับประเทศคู่เจรจามีความสำคัญมากเพียงใด ความละเอียดรอบคอบของฝ่ายไทยก็ควรมีมากขึ้นตามไปด้วย
ปราชญ์ สามสี

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top