533.jpg
ถึงเวลาตั้ง 'นักจิตวิทยาในโรงเรียน' แล้วหรือยัง?

ถึงเวลาตั้ง 'นักจิตวิทยาในโรงเรียน' แล้วหรือยัง?

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.18 น.

จากเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรีที่นำไปสู่ความสูญเสียเมื่อเร็วๆ นี้ ได้สร้างคำถามสำคัญต่อสังคมว่า ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ระบบการศึกษาไทยควรมี "นักจิตวิทยาโรงเรียน" ประจำสถานศึกษา คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจว่า นอกเหนือจากการหาผู้กระทำผิดแล้ว การมีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด อาจเป็นกุญแจสำคัญในการรับฟังสัญญาณเตือน และให้การช่วยเหลือก่อนที่ปัญหาความเครียดหรือความคับแค้นใจจะบานปลายไปสู่โศกนาฏกรรม

 


บทบาทที่แท้จริง "เรดาร์" ตรวจจับความผิดปกติ

นักจิตวิทยาโรงเรียนไม่สามารถทำนายการก่อเหตุรุนแรงได้ และเด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิตส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่บุคคลอันตราย ทว่าบทบาทสำคัญของนักจิตวิทยาเปรียบเสมือน "เรดาร์" ที่คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเด็ก ทั้งด้านอารมณ์ การเรียน การเข้าสังคม ปัญหาการถูกกลั่นแกล้ง (Bully) หรือการแยกตัว เมื่อพบความเสี่ยง นักจิตวิทยาจะทำหน้าที่เชื่อมโยงเด็กเข้ากับระบบการช่วยเหลือที่เหมาะสม เช่น ครู ผู้ปกครอง และแพทย์ ได้อย่างทันท่วงที

 

สัญญาณเตือนภัย เมื่อเด็กสื่อสาร ต้องมีระบบรองรับ

ข้อมูลจากงานวิจัยเกี่ยวกับการสกัดกั้นแผนโจมตีโรงเรียน 67 กรณี ชี้ให้เห็นว่า ร้อยละ 94 ของผู้ก่อเหตุมักส่งสัญญาณหรือสื่อสารแผนการออกมาก่อนล่วงหน้า และร้อยละ 75 ของแผนที่ถูกระงับได้นั้น มาจากการรับรู้สัญญาณเหล่านี้ ซึ่งผู้ที่รับรู้มักเป็นเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ข้อมูลนี้สะท้อนว่า โรงเรียนไม่เพียงแต่ต้องมีผู้รับฟังสัญญาณ แต่จำเป็นต้องมีระบบที่ชัดเจนว่าเมื่อรับรู้ปัญหาแล้ว จะต้องดำเนินการแก้ไขอย่างไรต่อไปเพื่อหยุดยั้งเหตุร้าย

 

มาตรฐานสากล ความสำคัญที่หลายประเทศยอมรับ

หลายประเทศชั้นนำได้ผนวกบริการด้านจิตวิทยาเข้ากับระบบการศึกษาอย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกามีข้อแนะนำให้มีสัดส่วนนักจิตวิทยา 1 คนต่อนักเรียน 500 คน ขณะที่ประเทศฟินแลนด์กำหนดมาตรฐานไว้ที่ 1 คนต่อนักเรียนไม่เกิน 780 คน โดยจัดให้อยู่ในระบบสวัสดิการพื้นฐานของนักเรียน แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า การดูแลสุขภาพจิตของเยาวชนควรเริ่มต้นตั้งแต่ที่โรงเรียน ไม่ใช่รอจนอาการรุนแรงแล้วจึงส่งไปรักษาที่โรงพยาบาล

 

ข้อเสนอต่อการศึกษาไทย สร้างระบบบูรณาการที่มากกว่าห้องให้คำปรึกษา

สำหรับประเทศไทย การผลักดันให้มีนักจิตวิทยาโรงเรียนไม่ควรหยุดอยู่แค่การมี "ห้องให้คำปรึกษา" แต่ต้องมุ่งสร้างระบบการดูแลที่ครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการคัดกรอง การมีช่องทางแจ้งเหตุที่ปลอดภัย การประเมินความเสี่ยง การจัดการปัญหาพฤติกรรม ไปจนถึงการประสานงานกับจิตแพทย์ โดยทำงานร่วมกันเป็นทีม ไม่ปล่อยให้เป็นภาระของใครคนใดคนหนึ่ง เป้าหมายหลักคือการมองเห็นเด็กที่กำลังเผชิญปัญหาให้เร็วที่สุด เพื่อเข้าไปช่วยเหลือในช่วงรอยต่อสำคัญก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม

บทเรียนจากความสูญเสียครั้งนี้ จึงนำไปสู่คำถามที่สังคมควรทบทวนว่า ปัจจุบันโรงเรียนของเรามีบุคลากรที่มีความรู้ มีเวลา และมีหน้าที่รับฟังสัญญาณเตือนจากเด็กๆ อย่างแท้จริงแล้วหรือยัง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top