546.jpg
TDRIชี้'กลัวเกินเหตุ-ซ้ำซ้อน-ปรับตัวช้า' ทำกฎระเบียบเมืองไทยตามไม่ทันเทคโนโลยี

TDRIชี้'กลัวเกินเหตุ-ซ้ำซ้อน-ปรับตัวช้า' ทำกฎระเบียบเมืองไทยตามไม่ทันเทคโนโลยี

วันจันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 21.39 น.

14 พ.ค.61 ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงาน TDRI Annual Public Conference 2018 ช่วง “ปรับทัศนคติภาครัฐ เพื่อรับความเปลี่ยนแปลงแห่งอนาคต” ณ รร.เซ็นทารา เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ ว่า เทคโนโลยีใหม่ๆ ก่อให้เกิดผลกระทบใหม่ๆ ตั้งแต่ 1.การแข่งขันกับผู้ประกอบอาชีพแบบเดิมๆ เช่น การมาของผู้ให้บริการรถรับ-ส่งผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งกระทบต่อคนขับแท็กซี่ดั้งเดิม

2.การละเมิดความเป็นส่วนตัว เช่น “โดรน” (Drone) อากาศยานไร้คนขับที่อาจนำไปใช้แอบถ่ายรูปผู้อื่นได้ 3.อาชญากรรมทางเทคโนโลยี เช่น “เงินอิเล็กทรอนิกส์” (Cryptocurrency) ที่อาจนำไปใช้ฟอกเงินจากกิจการผิดกฎหมาย เหล่านี้จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องเข้ามาหาหนทางลดผลกระทบให้น้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม รัฐเองในฐานะผู้ควบคุมก็ต้องปรับวิธีคิดเช่นกัน เพราะที่ผ่านมารัฐมักจะเน้นควบคุมมากจนเกินไปด้วยเหตุผลว่าไม่ต้องการให้เกิดความเสี่ยงใดๆ ทั้งสิ้น แต่วิธีคิดแบบนี้พลอยทำให้เทคโนโลยีใหม่ๆ หมดสิทธิ์เกิดไปด้วย


ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์

“ในอนาคตผู้กำกับดูแลต้อง 1.มองไปข้างหน้า ดูว่าอนาคตจะเดินไปทางไหน อนาคตมันจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำอย่างไรจะให้มันเกิดได้ แต่ในขณะเดียวกันต้องกำกับด้านลบ 2.จะใช้วิธีเสี่ยงแค่ไหนไม่รู้แต่ป้องกันไว้ก่อนไม่ได้แล้ว หมายความว่าต้องเข้าใจเทคโนโลยี รู้ระดับความเสี่ยงของมัน และกำกับเฉพาะเท่าที่มันเสี่ยง ไม่ใช่ควบคุมมากเกิน ดังนั้นรัฐในอนาคต 1.เข้าใจเทคโนโลยี 2.รู้ว่ามันจะสร้างประโยชน์อะไรได้บ้าง และ 3.รู้ผลกระทบหากปล่อยให้เกิดอย่างเสรีจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นหน่วยกำกับดูแลในอนาคตต้องเข้าใจเทคนิคเยอะมาก” ดร.เดือนเด่น กล่าว

ดร.เดือนเด่น กล่าวต่อไปว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่ตั้งเป้าว่าจะเอาจริงเอาจังด้าน “รถยนต์ไร้คนขับ” (Self-Driving Car) มีการกำหนดให้ถนนเส้นหนึ่งทางตอนเหนือของเกาะเป็นเส้นทางทดสอบ วิ่งไปแก้ไขข้อบกพร่องไป จนปัจจุบันมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง (Nanyang Technological University) รถยนต์ไร้คนขับสามารถวิ่งได้บนถนนทั่วพื้นที่ในมหาวิทยาลัยแล้ว ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้เพราะกฎระเบียบและหน่วยงานกำกับดูแลของสิงคโปร์รวดเร็วและชัดเจน ขณะที่ สหรัฐอเมริกา ยังติดปัญหาข้อกฎหมายมากมายนับร้อยฉบับ

ส่วนประเทศไทย พบว่ามีปัญหาสำคัญ 1.แรงงานขาดทักษะที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องการ 2.ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ยังอ่อน และ 3.กฎกติกาภาครัฐไม่เอื้ออำนวย ซึ่งเรื่องกฎระเบียบต่างๆ ก็มีตัวอย่าง เช่น ในอังกฤษ อเมซอน (Amazon) มีบริการส่งพัสดุน้ำหนักไม่เกิน 25 กก. ด้วยโดรน แต่ประเทศไทยวันนี้ไม่สามารถทำได้เพราะติดขัดเรื่องกฎระเบียบที่ว่าการบินโดรนต้องอยู่ในระยะสายตาของผู้บังคับ นอกจากนี้การขออนุญาตครอบครองโดรนยังต้องขออนุญาตถึง 2 ส่วน

“Amazon Prime Air” บริการโดรนส่งพัสดุที่ให้บริการในอังกฤษ

ภาพประกอบ : thisismoney.co.uk

“ในประเทศที่พัฒนาแล้ว การขออนุญาตทั้งหมดจะจบที่องค์กรกำกับดูแล เช่น องค์กรการบินพลเรือน แต่ประเทศไทยจะมีติดไว้ว่าอย่างไรก็ต้องไปขอรัฐมนตรี ตรงนี้มันเลยมีปัญหาว่าไปเกี่ยวกับการเมือง บ้านเราประหลาดมาก ที่อื่นเขาขึ้นทะเบียนโดรนกับหน่วยงานกำกับการเดินอากาศ แต่บ้านเรายังต้องไปขึ้นกับ กสทช. ด้วย คาดว่ารัฐบาลคงกังวลเรื่องความมั่นคง ก็ไปค้นกฎหมาย พบ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ที่ระบุว่าอะไรใช้คลื่นวิทยุคือวิทยุคมนาคมทั้งหมด ต้องขออนุญาตกับหน่วยงานกำกับดูแล ก็คือ กสทช. ในอนาคตมันควรจะให้รวมอยู่ที่เดียว ไม่เช่นนั้นการกำกับมันก็จะลักลั่นกัน” ดร.เดือนเด่น ยกตัวอย่าง

ขณะที่ น.ส.เทียนสว่าง ธรรมวณิช นักวิชาการ TDRI ยกตัวอย่างกรณีแท็กซี่ที่วิ่งกันทั่วไปมักปฏิเสธผู้โดยสาร สาเหตุก็มาจากระบบการคิดค่าโดยสารที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่จูงใจให้คนขับอยากขับรถไปส่งผู้โดยสารในบางจุด อาทิ จุดที่การจราจรติดขัด หรือออกมารับผู้โดยสารช่วงฝนตก ขณะเดียวกันแม้การเรียกรถรับ-ส่งผ่านแอพพลิเคชั่นจะสะดวกกว่ากับผู้โดยสารและระบบคิดค่าโดยสารยืดหยุ่นจูงใจคนขับ แต่ก็พบปัญหาคือ 1.ราคาปรับเองอัตโนมัติ เคยมีกรณีผู้โดยสารเรียกในวันฝนตก พอลงจากรถเพิ่งรู้ว่าต้องจ่ายค่าโดยสารไปสองพันกว่าบาท

2.การเสียภาษี เนื่องด้วยไม่ได้จดทะเบียนแบบเดียวกับผู้ประกอบการแท็กซี่เดิมๆ และ 3.ไม่เป็นธรรมกับผู้ขับแท็กซี่แบบเดิม เพราะในขณะที่คนขับแท็กซี่แบบเดิมรถต้องจดทะเบียนรถสาธารณะ มีอุปกรณ์ต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด คนขับก็ต้องทำใบขับขี่สาธารณะ รวมถึงแท็กซี่ที่จะเข้าไปให้บริการในสนามบินต้องแจ้งทะเบียนล่วงหน้าด้วย แต่บริการรถรับ-ส่งผ่านแอพฯ เอารถอะไรมาวิ่งก็ได้ ใครจะสมัครเข้าไปขับก็ได้ วิ่งที่ไหนก็ได้ ทั้งนี้การเรียกรถรับ-ส่งผ่านแอพฯ ในไทยปัจจุบันยังถือว่าผิดกฎหมาย แม้จะได้รับความนิยมมากก็ตาม

“แท็กซี่vsอูเบอร์” ความขัดแย้งระหว่างคนขับแท็กซี่แบบเดิมกับผู้ให้บริการระบบใหม่ที่ปรากฏไปทั่วโลก

ภาพประกอบ : https://www.youtube.com/watch?v=z-1444xOFJc

“ผลการศึกษาที่ TDRI ทำให้กับกรมการขนส่งทางบก คณะนักวิจัยเสนอให้กำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่น ครอบคลุม 3 เรื่อง 1.ตัวรถ คนที่เอารถส่วนตัวมาขับต้องไปจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะ ต้องติดสติ๊กเกอร์รถคันนี้ให้บริการสาธารณะ ต้องซื้อประกันคุ้มครองอุบัติเหตุสาธารณะ 2.คนขับรถต้องมีใบขับขี่สาธารณะ 3.ผู้ประกอบการแท็กซี่ผ่านแอพ ต้องจดทะเบียนเหมือนผู้ประกอบการแท็กซี่แบบเดิม ภาษีก็จะเป็นระบบเดียวกัน 4.กำหนดเพดานค่าโดยสารไม่ให้เกิน 2-3 เท่าของราคาปกติ เช่น ช่วงที่การจราจรปกติเคยเรียกแท็กซี่จ่าย 300 บาท แต่หากเป็นวันฝนตกค่าโดยสารก็ไม่ควรเกิน 600-900 บาท ในเส้นทางหรือระยะทางเดียวกัน” น.ส.เทียนสว่าง กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top