เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เผยแพร่บทความ “คุมความเร็ว ปรับโครงสร้างถนน เพื่อทุกคนปลอดภัย” ซึ่งเขียนโดย จิตรเลขา สุขรวย และ อัชราภรณ์ อริยสุนทร นักวิจัย นโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ เนื้อหาดังนี้
จากเหตุการณ์อุบัติเหตุน่าเศร้าของ พญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล (หมอกระต่าย) ที่เสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์พุ่งชนขณะเดินข้ามทางม้าลายหน้าโรงพยาบาล กลายเป็นข่าวดังและนำมาสู่การตั้งคำถามของสังคมเป็นวงกว้าง ในประเด็นของความปลอดภัยของคนเดินเท้า
“ถนนไม่ใช่พื้นที่สำหรับรถเพียงอย่างเดียว คนเดินเท้า คืออีกหนึ่งในผู้ที่มีสิทธิใช้ถนนเช่นกัน” ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 32 ได้รับรองสิทธิของคนเดินเท้าไว้ว่า “ในการใช้ทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้รถชน หรือโดนคนเดินเท้า ไม่ว่าจะอยู่ ณ ส่วนใดของทาง และต้องให้สัญญาณเตือนคนเดินเท้าให้รู้ตัวเมื่อจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก คนชรา หรือคนพิการที่กำลังใช้ทาง ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการควบคุมรถของตน” ซึ่งที่ผ่านมา ประเด็นความปลอดภัยของคนเดินเท้าไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ทั้งที่คนเดินเท้าหลายร้อยคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในแต่ละปี
จากข้อมูล 3 ฐาน (ข้อมูลการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน จากการบุรณาการข้อมูลของ 3 หน่วยงาน ได้แก่กรมควบคุมโรค สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และบริษัทกลางฯ) จำนวนคนเดินเท้าผู้เสียชีวิตเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี อยู่ที่ 620 คนต่อปี คิดเป็น 3% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดจากอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งมูลค่าความสูญเสียจากการเสียชีวิตของคนเดินเท้าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านบาทในแต่ละปี ทั้งนี้ ยังไม่รวมกรณีที่ไม่เสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกรณีบาดเจ็บสาหัส กรณีพิการ และกรณีที่บาดเจ็บเล็กน้อย ที่สร้างความสูญเสียเช่นกัน นอกจากความสูญเสียทางเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจ ทั้งตัวผู้ประสบเหตุเองและครอบครัว อีกด้วย ดังนั้น หากประเทศไทยลดอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดกับคนเดินเท้าได้ จะช่วยลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นได้อีกมาก
ปัจจัยหลักที่ทำคนเดินถนนประสบอุบัติเหตุ ได้แก่ การขับรถเร็วเกินกำหนด การขับรถโดยประมาท เมาแล้วขับ การขาดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนเดินเท้าจากการออกแบบถนนและการวางผังเมือง ทัศนวิสัยไม่เอื้อต่อการใช้ถนนของคนเดินเท้า การบังคับใช้กฎหมายจราจรไม่เพียงพอ ทั้งนี้ ในกรณีของการเสียชีวิตของหมอกระต่ายข้างต้น มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องเกือบครบทุกปัจจัย เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของปัจจัย พบว่า การเสียชีวิตดังกล่าวเกิดจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่
(1) ความเร็ว (Speed) จากรถจักรยานยนต์ที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูง ส่งผลต่อระยะหยุดรถ ทำให้ไม่สามารถเบรกได้ทัน และพุ่งชนหมอกระต่ายจนเสียชีวิต โดยในปัจจุบันกฎหมายของไทยกำหนดให้ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 80 กม./ชั่วโมง สำหรับในเขตเมือง (กรุงเทพ พัทยา เขตเทศบาล และเขตชุมชน) ซึ่งความเร็วดังกล่าวหากเกิดการชน จะมีความรุนแรงเทียบได้กับการตกตึก 8 ชั้น และมีโอกาสรอดชีวิตมีไม่ถึง 10% ในขณะที่ประเทศรายได้สูงจำกัดความเร็วในเขตเมืองไว้ที่เพียง 30-50 กม./ชั่วโมงเท่านั้น ทั้งนี้ จากรายงาน Pedestrian safety ของ WHO ระบุว่า หากเกิดการชนที่ความเร็ว 30 กม./ชั่วโมง คนเดินเท้าจะมีโอกาสรอดชีวิตถึง 90% แต่ถ้าหากเพิ่มความเร็วเป็น 45 กม./ชั่วโมง โอกาสรอดชีวิตของคนเดินเท้าจะลดลงเหลือน้อยกว่า 50% ดังนั้น จึงแนะนำให้จำกัดความเร็วในเขตชุมชนและเขตที่มีคนเดินเท้าหนาแน่นไว้ที่ 30-40 กม./ชั่วโมง
สำหรับประเทศไทย มีมาตรการจำกัดความเร็วในหลายรูปแบบ เช่น การติดตั้งกล้อง CCTV และการนำมาตรการตัดแต้มมาบังคับใช้ ทว่าผู้ขับขี่เองก็ยังคงหาทางหลีกเลี่ยงและไม่ได้ให้ความสำคัญกับการลดความเร็วอย่างจริงจัง และถึงแม้ไทยจะมีมาตรการตัดแต้มในปัจจุบัน แต่มาตรการดังกล่าวยังคงไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากยังขาดความพร้อมในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก ทำให้มาตรการตัดแต้มยังไม่อาจนำมาบังคับใช้กับรถประเภทส่วนบุคคลได้ในขณะนี้ ส่งผลให้การตรวจสอบและควบคุมความประพฤติของผู้ขับขี่ และทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
แม้ว่า การขับรถด้วยความเร็วจะเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่กฎหมายไทยยังคงกำหนดโทษของการขับรถเร็วเกินกำหนดไว้เป็นโทษในอัตราเดียวสำหรับทุกความเร็ว คือ โทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ยิ่งไปกว่านั้น ความผิดฐานนี้อยู่ในอำนาจที่เจ้าพนักงานจราจรจะว่ากล่าวตักเตือน หรือออกใบสั่งให้เปรียบเทียบปรับได้ นั่นหมายความว่า แม้จะขับขี่เกินอัตรา ก็อาจโดนลงโทษเพียงว่ากล่าวตักเตือน หรือเสียค่าปรับเพียงไม่มาก อีกทั้งเมื่อได้จ่ายค่าปรับเรียบร้อยแล้ว คดีก็เป็นอันจบไป ซึ่งสะท้อนความไม่จริงจังในการแก้ไขปัญหาความเร็ว และไม่อาจสร้างความเกรงกลัวต่อการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยอัตราความเร็วของผู้ขับขี่ได้มากเท่าที่ควร
หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ หรือญี่ปุ่น ก็ล้วนกำหนดอัตราโทษเป็นระดับขั้นบันไดตามความเร็วและสถานที่ที่แตกต่างกันทั้งสิ้น เนื่องจากการขับขี่ในอัตราความเร็วสูง จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีกลุ่มเปราะบาง เช่น ย่านชุมชน พื้นที่เขตโรงเรียน หรือเขตสถานพยาบาล อาจก่อให้เกิดความรุนแรงและความเสียหายที่สูงมากกว่าสถานที่อื่นๆ ทั้งนี้ นอกจากการกำหนดโทษปรับแล้ว กฎหมายในหลายประเทศยังได้นำมาตรการตัดแต้มมาใช้กับการขับขี่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะนำไปสู่การพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ในที่สุด
(2) โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ไม่เอื้อต่อการข้ามถนน ซึ่งในกรณีของหมอกระต่ายพบว่า ถึงแม้จะมีทางม้าลาย แต่ในบริเวณดังกล่าว ไม่มีป้ายชะลอความเร็ว ไม่มีที่กดให้สัญญาณไฟข้ามถนนสำหรับคนข้ามถนน และไม่มีแสงไฟที่เพียงพอในยามค่ำคืน อีกทั้งยังเป็นถนน 7 เลน (3 เลน หนึ่งฝั่ง และ 4 เลน อีกหนึ่งฝั่ง) เนื่องจากเป็นถนนที่กว้าง จำนวนเลนของถนนเยอะ ยิ่งทำให้รถที่วิ่งบนถนนมีแนวโน้มวิ่งเร็วมากขึ้น และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุกับคนเดินเท้าที่ข้ามถนนตามมา
สำหรับการออกแบบถนนนั้น ทางข้ามเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ต้องมีวางแผนควบคู่กันไป เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานถนนในพื้นที่ ทั้งนี้ ความเร็วของรถที่วิ่งบนถนนและขนาดถนนเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาสำหรับการสร้างทางข้าม ซึ่งจากกรณีการเสียชีวิตข้างต้น ถนนดังกล่าวเป็นถนน 7 เลน และมีรถวิ่งด้วยความเร็ว นั่นคือ ทางข้ามบริเวณดังกล่าวควรเป็นแบบทางข้ามที่มีสัญญาณไฟสำหรับคนข้าม (Signalized Crossings) หรือทางข้ามต่างระดับ (Grade-separated Crossing) นอกจากนี้ บริเวณดังกล่าวเป็นเขตที่มีโรงพยาบาล ซึ่งอาจจะมีคนเดินเท้าหนาแน่น และเป็นกลุ่มเปราะบาง อย่างเช่น ผู้ป่วย และคนชรา เป็นต้น ดังนั้น หากจะออกแบบทางข้าม ควรจะเป็นทางข้ามต่างระดับ แบบทางลอด (underpass) มากกว่าสะพานลอย (overpass) เนื่องจาก สะพานลอยใช้งานได้ลำบาก ซึ่งไม่เหมาะสำหรับกลุ่มเปราะบางดังกล่าว
ผู้เขียนเห็นว่า คนเดินเท้าจะปลอดภัยได้ หากการออกแบบถนนไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรถเพียงอย่างเดียว ควรคำนึงถึงคนเดินเท้าด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดความเร็วที่ควรกำหนดไว้ที่ 30-40 กม./ชั่วโมง สำหรับบริเวณที่คนเดินเท้าหนาแน่น ดังเช่น ในเขตชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล และตลาด เป็นต้น
นอกจากนี้ ควรมีการนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยในการบังคับใช้กฎหมาย เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด หรือกล้องตรวจจับความเร็วในบริเวณที่มีความเสี่ยง อีกทั้ง เสนอให้นำมาตรการการกำหนดโทษที่แตกต่างกันตามความเร็วและสถานที่ที่แตกต่างกันมาบังคับใช้กับกรณีการฝ่าฝืนขับรถเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยแยกโทษของการขับรถเกินอัตราออกจากความผิดลหุโทษอื่นๆ ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ และ ต้องมีการบูรณาการข้อมูลระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก เพื่อผลักดันให้เกิดมาตรการตัดแต้มครอบคลุมถึงรถประเภทส่วนบุคคล และครอบคลุมทุกฐานความผิดเกี่ยวกับการจราจรทางบก อันจะนำไปสู่บทลงโทษในการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ในที่สุด
รวมถึง มีการออกแบบถนนที่ได้มาตรฐานและการมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมและเหมาะสำหรับคนเดินเท้าในแต่ละบริบทของพื้นที่ นอกจากจะสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนเดินเท้าที่ต้องมี ไม่ว่าจะเป็น ทางเท้า (Footpaths) ที่เชื่อมต่อและเข้าถึงง่าย สัญญาไฟสำหรับคนข้าม ไฟส่องสว่าง เนินชะลอความเร็ว และป้ายเตือนแล้ว ประเภททางข้ามถนนก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาในการออกแบบ ว่าควรจะเป็นทางม้าลาย สะพานลอย หรือทางลอด เพราะทางข้ามบางประเภทไม่เหมาะสมกับถนนในบางพื้นที่ อีกทั้ง พิจารณาถึงความสะดวกในการเข้าถึงของผู้ใช้งานทั้ง เด็ก คนชรา และผู้พิการด้วย
ชอบคุณ ... บทความโดย จิตรเลขา สุขรวย และ อัชราภรณ์ อริยสุนทร นักวิจัย นโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี