ที่ประชุมสมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย อันประกอบด้วย สภาวิศวกร แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ สภาเภสัชกรรม ทันตแพทยสภา สภาสถาปนิก สัตวแพทยสภา สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัด สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2561 ที่ผ่านมา ได้มีวาระพิจารณาในเรื่อง (ร่าง) พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. .... และเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักศึกษาและสังคมที่จะได้รับผลกระทบจากกฎหมายดังกล่าว จึงมีความเห็น “คัดค้าน” (ร่าง) พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. .... ประกอบด้วย
1.มาตรา 48 ที่ระบุว่า “สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ในการให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพ และให้คำปรึกษาทางวิชาการและวิชาชีพแก่สังคมภายนอก”ประเด็นนี้อาจเข้าข่าย “เขียนกฎหมายขัดแย้งกันเอง” เนื่องจากใน “มาตรา 37 (3)” ของร่างกฎหมายเดียวกันระบุว่า “สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่และอำนาจบริการวิชาการแก่สังคม” ดังนั้น บทบัญญัติในมาตรา 48 ที่ให้สถาบันการศึกษาให้บริการทางวิชาชีพและให้คำปรึกษาทางวิชาชีพ จึงไม่ใช่หน้าที่และอำนาจของสถาบันอุดมศึกษา อีกทั้งจะทำให้เกิดปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพนั้นๆ ด้วย
เรื่องนี้มีหนังสือจาก คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง ที่ กค (กวจ) 0405.2/000210 พิจารณาข้อหารือ “การปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกรและกฎหมายว่าด้วยสถาปนิกตามพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560” สรุปได้ว่า 1.กรณีหน่วยงานของรัฐประสงค์จะจัดจ้างผู้ให้บริการงานจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้างจากสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานในกำกับของสถาบันการศึกษา สถาบันหรือหน่วยงานนั้นต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมจากสภาวิชาชีพนั้นๆ
กับ 2.กรณีสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานในกำกับของสถาบันการศึกษา มีความประสงค์จะขึ้นทะเบียนที่ปรึกษาตามมาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ซึ่งเข้าข่ายเป็นการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมและวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานในกำกับของสถาบันการศึกษาดังกล่าว ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมจากสภาวิชาชีพนั้นๆ
อย่างไรก็ตาม มีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า “สถาบันการศึกษาของรัฐจะเข้ามาเป็นคู่สัญญาได้หรือไม่?” ทั้งไม่มีความชัดเจนว่าการให้บริการทางวิชาชีพเป็นอย่างไร “เป็นการแสวงหารายได้หรือไม่?” ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย เช่น หากเป็นกรณีที่สถาบันการศึกษาของรัฐให้บริการทางวิชาชีพ จะเป็นการขัดต่อบทบัญญัติที่ว่า “รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน”ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่?
รัฐธรรมนูญในบทบัญญัติ 2.มาตรา 64 ที่ระบุว่าสภาวิชาชีพ “มิให้มีอำนาจในการรับรองหรือกำหนดการจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสภาวิชาชีพนั้นของสถาบันอุดมศึกษา หรือสร้างภาระอื่นใดให้กับสถาบันอุดมศึกษา” หรือหมายถึงการ “ไม่มีการประกันคุณภาพการศึกษาที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ” โดยเฉพาะวิชาชีพที่ต้องดูแลผู้ป่วยอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้ เนื่องจากการฝึกปฏิบัติของนักศึกษากับผู้ป่วยเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาภาคปฏิบัติที่มีความจำเป็น
นอกจากนี้ “เมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษาจากสถาบันแล้ว จะไม่มีหลักประกันว่าจะสามารถสอบวัดความรู้ผ่านเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้” และผู้ที่สอบความรู้ไม่ผ่านจะไม่สามารถประกอบวิชาชีพได้ตามกฎหมาย จะทำให้เกิดความสูญเสียทั้งเวลา ทรัพย์สินเงินทอง และสถานะทางจิตใจ ตลอดจนทรัพยากรบุคคล นับเป็นการสูญเสียทรัพยากรของชาติโดยเปล่าประโยชน์ รวมถึงอาจทำให้เกิดปัญหาผู้ประกอบวิชาชีพที่ไม่มีใบอนุญาตแอบแฝงประกอบวิชาชีพอย่างผิดกฎหมายอยู่ตามสถานพยาบาล บ้าน และชุมชนจำนวนมาก
ทั้งนี้ “การรับรองหลักสูตรของสภาวิชาชีพไม่ขัดรัฐธรรมนูญ” เนื่องจากการรับรองหลักสูตรของสภาวิชาชีพมิได้เป็นการเลือกปฏิบัติและไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายการจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย แต่การรับรองหลักสูตรของสภาวิชาชีพซึ่งเป็นองค์กรที่มีความรู้และเชี่ยวชาญ เป็นการส่งเสริมสนับสนุนและกำกับให้มีการจัดการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล และดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายของแต่ละสภาวิชาชีพ เป็นการคุ้มครองประชาชนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
3.มาตรา 65 “สภาวิชาชีพจะออกข้อบังคับหรือหลักเกณฑ์เพื่อจัดระเบียบการประกอบอาชีพ โดยมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติหรือก้าวก่ายการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษามิได้” มาตรานี้ตราขึ้นตามบทบัญญัติตามมาตรา 40 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ว่าด้วยเสรีภาพในการประกอบอาชีพ แต่เป็นการตราขึ้นโดยไม่คำนึงถึงข้อยกเว้นตามมาตรา 40 วรรคสอง ที่ระบุว่า..
“..การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การป้องกันหรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดระเบียบการประกอบอาชีพเพียงเท่าที่จำเป็นหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น..”
กรณีมาตรา 65 นี้ก็เช่นเดียวกับข้อคัดค้านในมาตรา 64 ของ (ร่าง) พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. .... คือต้องย้ำว่า “การรับรองหลักสูตรของสภาวิชาชีพนั้นทำเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค คือคุ้มครองประชาชนที่จะส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล” ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 40 วรรคสอง “จึงไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ” และที่ผ่านมาสภาวิชาชีพไม่เคยกระทำการเลือกปฏิบัติต่อสถาบันการศึกษาหรือก้าวก่ายการจัดการการศึกษาของสถาบันการศึกษาแต่อย่างใด
ในทางตรงกันข้าม “สถาบันการศึกษาเองกลับกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติ พ.ร.บ.วิชาชีพในหลายกรณี” ตัวอย่างหนึ่งคือ “การที่สถาบันการศึกษาบางแห่งกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.วิศวกร พ.ศ.2542โดยไปทำสัญญารับจ้างทำงานสำรวจและออกแบบโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยากับกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.2560 อันเป็นการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมจากสภาวิศวกร” ซึ่งถือเป็นการกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.วิศวกร พ.ศ. 2542 อย่างชัดเจน
และ 4.มาตรา 66 ที่ระบุว่า “ในกรณีที่คณะกรรมการการอุดมศึกษาเห็นว่าสภาวิชาชีพใดฝ่าฝืนมาตรา 64 วรรคสอง หรือมาตรา 65 ให้คณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษาแจ้งให้สภาวิชาชีพทราบ และให้สภาวิชาชีพปฏิบัติตามนั้น” เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจคณะกรรมการการอุดมศึกษาบังคับให้สภาวิชาชีพปฏิบัติตาม ที่กว้างไกลโดยไม่คำนึงถึงสภาพบังคับตามกฎหมาย และโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน
สภาวิชาชีพต่างๆ มีรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นนายกสภาพิเศษ เพราะเงื่อนไขตามมาตรา 64 และ 65 โดยสภาพก็ขัดแย้งกับพระราชบัญญัติที่มีศักดิ์เสมอกันของแต่ละสภาวิชาชีพ การขัดกันของกฎหมายจะหาทางออกอย่างไร? หรือจะต้องใช้สิทธิทางศาลในการระงับข้อพิพาทดังกล่าว โดยสรุป “สมาพันธ์สภาวิชาชีพ ไม่เห็นด้วยกับ (ร่าง) พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. .... โดยเฉพาะทั้ง 4 มาตรานี้” และคัดค้านอย่างต่อเนื่องแต่ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล
เพื่อป้องกันระบบการศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐาน รัฐจึงให้อำนาจสภาวิชาชีพต่างๆ ในการให้คำรับรองแก่สถาบันการศึกษาที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้บัณฑิตที่จบมามีสิทธิในการเข้าสอบเพื่อรับใบอนุญาต กฎหมาย มาตรการดังกล่าวจะเป็นการชี้วัดสถาบันการศึกษาที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอในการผลิตบัณฑิต และเป็นการสร้างหลักประกันให้กับนักศึกษาที่กำลังจะเข้ามาในสถาบันนั้นๆ !!!
สมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี