546.jpg
บทความพิเศษ : ทำไมต้องค้าน‘(ร่าง) พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. ....’

บทความพิเศษ : ทำไมต้องค้าน‘(ร่าง) พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. ....’

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ที่ประชุมสมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย อันประกอบด้วย สภาวิศวกร แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ สภาเภสัชกรรม ทันตแพทยสภา สภาสถาปนิก สัตวแพทยสภา สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัด สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2561 ที่ผ่านมา ได้มีวาระพิจารณาในเรื่อง (ร่าง) พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. .... และเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักศึกษาและสังคมที่จะได้รับผลกระทบจากกฎหมายดังกล่าว จึงมีความเห็น “คัดค้าน” (ร่าง) พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. .... ประกอบด้วย

1.มาตรา 48 ที่ระบุว่า “สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ในการให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพ และให้คำปรึกษาทางวิชาการและวิชาชีพแก่สังคมภายนอก”ประเด็นนี้อาจเข้าข่าย “เขียนกฎหมายขัดแย้งกันเอง” เนื่องจากใน “มาตรา 37 (3)” ของร่างกฎหมายเดียวกันระบุว่า “สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่และอำนาจบริการวิชาการแก่สังคม” ดังนั้น บทบัญญัติในมาตรา 48 ที่ให้สถาบันการศึกษาให้บริการทางวิชาชีพและให้คำปรึกษาทางวิชาชีพ จึงไม่ใช่หน้าที่และอำนาจของสถาบันอุดมศึกษา อีกทั้งจะทำให้เกิดปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพนั้นๆ ด้วย


เรื่องนี้มีหนังสือจาก คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง ที่ กค (กวจ) 0405.2/000210 พิจารณาข้อหารือ “การปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกรและกฎหมายว่าด้วยสถาปนิกตามพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560” สรุปได้ว่า 1.กรณีหน่วยงานของรัฐประสงค์จะจัดจ้างผู้ให้บริการงานจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้างจากสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานในกำกับของสถาบันการศึกษา สถาบันหรือหน่วยงานนั้นต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมจากสภาวิชาชีพนั้นๆ

กับ 2.กรณีสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานในกำกับของสถาบันการศึกษา มีความประสงค์จะขึ้นทะเบียนที่ปรึกษาตามมาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ซึ่งเข้าข่ายเป็นการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมและวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานในกำกับของสถาบันการศึกษาดังกล่าว ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมจากสภาวิชาชีพนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม มีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า “สถาบันการศึกษาของรัฐจะเข้ามาเป็นคู่สัญญาได้หรือไม่?” ทั้งไม่มีความชัดเจนว่าการให้บริการทางวิชาชีพเป็นอย่างไร “เป็นการแสวงหารายได้หรือไม่?” ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย เช่น หากเป็นกรณีที่สถาบันการศึกษาของรัฐให้บริการทางวิชาชีพ จะเป็นการขัดต่อบทบัญญัติที่ว่า “รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน”ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่?

รัฐธรรมนูญในบทบัญญัติ 2.มาตรา 64 ที่ระบุว่าสภาวิชาชีพ “มิให้มีอำนาจในการรับรองหรือกำหนดการจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสภาวิชาชีพนั้นของสถาบันอุดมศึกษา หรือสร้างภาระอื่นใดให้กับสถาบันอุดมศึกษา” หรือหมายถึงการ “ไม่มีการประกันคุณภาพการศึกษาที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ” โดยเฉพาะวิชาชีพที่ต้องดูแลผู้ป่วยอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้ เนื่องจากการฝึกปฏิบัติของนักศึกษากับผู้ป่วยเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาภาคปฏิบัติที่มีความจำเป็น

นอกจากนี้ “เมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษาจากสถาบันแล้ว จะไม่มีหลักประกันว่าจะสามารถสอบวัดความรู้ผ่านเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้” และผู้ที่สอบความรู้ไม่ผ่านจะไม่สามารถประกอบวิชาชีพได้ตามกฎหมาย จะทำให้เกิดความสูญเสียทั้งเวลา ทรัพย์สินเงินทอง และสถานะทางจิตใจ ตลอดจนทรัพยากรบุคคล นับเป็นการสูญเสียทรัพยากรของชาติโดยเปล่าประโยชน์ รวมถึงอาจทำให้เกิดปัญหาผู้ประกอบวิชาชีพที่ไม่มีใบอนุญาตแอบแฝงประกอบวิชาชีพอย่างผิดกฎหมายอยู่ตามสถานพยาบาล บ้าน และชุมชนจำนวนมาก

ทั้งนี้ “การรับรองหลักสูตรของสภาวิชาชีพไม่ขัดรัฐธรรมนูญ” เนื่องจากการรับรองหลักสูตรของสภาวิชาชีพมิได้เป็นการเลือกปฏิบัติและไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายการจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย แต่การรับรองหลักสูตรของสภาวิชาชีพซึ่งเป็นองค์กรที่มีความรู้และเชี่ยวชาญ เป็นการส่งเสริมสนับสนุนและกำกับให้มีการจัดการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล และดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายของแต่ละสภาวิชาชีพ เป็นการคุ้มครองประชาชนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

3.มาตรา 65 “สภาวิชาชีพจะออกข้อบังคับหรือหลักเกณฑ์เพื่อจัดระเบียบการประกอบอาชีพ โดยมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติหรือก้าวก่ายการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษามิได้” มาตรานี้ตราขึ้นตามบทบัญญัติตามมาตรา 40 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ว่าด้วยเสรีภาพในการประกอบอาชีพ แต่เป็นการตราขึ้นโดยไม่คำนึงถึงข้อยกเว้นตามมาตรา 40 วรรคสอง ที่ระบุว่า..

“..การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การป้องกันหรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดระเบียบการประกอบอาชีพเพียงเท่าที่จำเป็นหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น..”

กรณีมาตรา 65 นี้ก็เช่นเดียวกับข้อคัดค้านในมาตรา 64 ของ (ร่าง) พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. .... คือต้องย้ำว่า “การรับรองหลักสูตรของสภาวิชาชีพนั้นทำเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค คือคุ้มครองประชาชนที่จะส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล” ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 40 วรรคสอง “จึงไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ” และที่ผ่านมาสภาวิชาชีพไม่เคยกระทำการเลือกปฏิบัติต่อสถาบันการศึกษาหรือก้าวก่ายการจัดการการศึกษาของสถาบันการศึกษาแต่อย่างใด

ในทางตรงกันข้าม “สถาบันการศึกษาเองกลับกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติ พ.ร.บ.วิชาชีพในหลายกรณี” ตัวอย่างหนึ่งคือ “การที่สถาบันการศึกษาบางแห่งกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.วิศวกร พ.ศ.2542โดยไปทำสัญญารับจ้างทำงานสำรวจและออกแบบโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยากับกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.2560 อันเป็นการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมจากสภาวิศวกร” ซึ่งถือเป็นการกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.วิศวกร พ.ศ. 2542 อย่างชัดเจน

และ 4.มาตรา 66 ที่ระบุว่า “ในกรณีที่คณะกรรมการการอุดมศึกษาเห็นว่าสภาวิชาชีพใดฝ่าฝืนมาตรา 64 วรรคสอง หรือมาตรา 65 ให้คณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษาแจ้งให้สภาวิชาชีพทราบ และให้สภาวิชาชีพปฏิบัติตามนั้น” เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจคณะกรรมการการอุดมศึกษาบังคับให้สภาวิชาชีพปฏิบัติตาม ที่กว้างไกลโดยไม่คำนึงถึงสภาพบังคับตามกฎหมาย และโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน

สภาวิชาชีพต่างๆ มีรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นนายกสภาพิเศษ เพราะเงื่อนไขตามมาตรา 64 และ 65 โดยสภาพก็ขัดแย้งกับพระราชบัญญัติที่มีศักดิ์เสมอกันของแต่ละสภาวิชาชีพ การขัดกันของกฎหมายจะหาทางออกอย่างไร? หรือจะต้องใช้สิทธิทางศาลในการระงับข้อพิพาทดังกล่าว โดยสรุป “สมาพันธ์สภาวิชาชีพ ไม่เห็นด้วยกับ (ร่าง) พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. .... โดยเฉพาะทั้ง 4 มาตรานี้” และคัดค้านอย่างต่อเนื่องแต่ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล

เพื่อป้องกันระบบการศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐาน รัฐจึงให้อำนาจสภาวิชาชีพต่างๆ ในการให้คำรับรองแก่สถาบันการศึกษาที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้บัณฑิตที่จบมามีสิทธิในการเข้าสอบเพื่อรับใบอนุญาต กฎหมาย มาตรการดังกล่าวจะเป็นการชี้วัดสถาบันการศึกษาที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอในการผลิตบัณฑิต และเป็นการสร้างหลักประกันให้กับนักศึกษาที่กำลังจะเข้ามาในสถาบันนั้นๆ !!!

สมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top