วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569
14 พ.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลจังหวัดนครพนมมีหมายนัดนางสาลิกา คนฉลาด อายุ 71 ปี โจทก์ และนางสาวสุพิชญ์ฌา อภิชัจฐ์โภคิน หรือชื่อนามสกุลเดิม นางสาวสุนภา เรืองสุวรรณ อายุ 58 ปี หรือที่รู้จักกันในนาม "เจ๊สุ" เจ้าแม่เงินกู้นอกระบบชื่อดัง จำเลย ในข้อหาเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล โดยศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ พิพากษาจำคุกเจ๊สุเป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ซึ่งเจ๊สุได้ประกันตัวมาต่อสู้ในชั้นศาลฎีกา ล่าสุดศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษาวันที่ 15 พ.ค.62 เวลา 09.00 น.
ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 40 หมู่ 7 บ้านเหล่าภูมี ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม เพื่อสอบถามความรู้สึกกับนางสาลิกา ซึ่งได้รับคำตอบว่าหลังศาลชั้นต้นมีคำตัดสินจำคุกเจ๊สุเป็นเวลา 2 ปีไปแล้ว ตั้งแต่นั้นมาตนก็ไม่คิดเป็นเวรเป็นกรรมอโหสิกรรมให้ทั้งหมด เพราะถือว่าตนได้ต่อสู้มาถึงที่สุดแล้ว ส่วนวันพรุ่งนี้ (15 พ.ค.62) ศาลฎีกามีคำพิพากษาออกมาอย่างไรก็ต้องน้อมรับ
คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2552 เริ่มจากมีนายหน้าจัดหางานมาชักชวนลูกเขยกับลูกสาวของนางสาริกาไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ แต่ต้องเสียค่านายหน้าในการดำเนินการ นางสาริกาจึงนำโฉนดที่ดิน จำนวน 3 แปลงไปจำนองเป็นประกันกับ "เจ้สุ" นายทุนเงินกู้นอกระบบ โดยตีราคาที่ดินทั้งสามแปลงรวมกันเป็นเงิน 580,000 บาท หลังจดจำนองเสร็จเรียบร้อยกลับได้รับเงินเพียง 520,000 บาท
โดยนายทุนอ้างว่าเงิน 60,000 บาทนั้น เป็นการหักดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 บาท/เดือน ไว้ล่วงหน้า 3 เดือน ที่เหลือเป็นค่าดำเนินการจดจำนอง และค่านายหน้ารวมเบ็ดเสร็จเป็นเงิน 6 หมื่นบาท แต่ก่อนจะรับเงินนายทุนได้ให้เซ็นสัญญาค้ำประกันเงินกู้ เป็นจำนวนเงินอีก 870,000 บาท โดยอ้างว่าทำกันไว้เฉยๆ ไม่เป็นอะไร หากไม่ยอมเซ็นก็จะไม่ได้เงิน นางสาลิกาเหมือนมัดมือชก จึงจำยอมต้องเซ็นชื่อลงไป รวมเป็นหนี้ทั้งสิ้น 1,450,000 บาท ทั้งที่รับเงินจริงเพียง 520,000 บาทเท่านั้น
ต่อมานางสาริกา ไปกู้เงินกับกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน (อชก.) จึงนำเงินไปขอปลดหนี้กับเจ๊สุ แต่เจอทีเด็ดนายทุน ด้วยการนำเอายอดเงินในสัญญาที่ทำเพิ่มทีหลังมาบวกเพิ่มเข้าไปอีก รวมเป็นเงินประมาณทั้งสิ้น 1,450,000 บาท (หนึ่งล้านสี่แสนห้าหมื่บาท) ซึ่งขณะนั้นนางสาริกาต่อรองขอชำระเท่าที่ได้กู้มาจริงคือ 580,000 บาท แต่เจ๊สุก็ไม่ยอม พร้อมให้ทนายความยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดนครพนม บังคับจำนอง เป็นจำนวนเงิน 1,238,125 บวกดอกเบี้ยอีกเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1,900,000 บาท นางสาลิกาจึงต้องลุกขึ้นต่อสู้ถึง 3 ศาล กระทั่งถึงชั้นศาลฎีกา พิพากษาให้ชำระหนี้เพียงแค่ 520,000 บาท เท่ากับจำนวนเงินที่ได้รับไปจริง
หลังจากนั้นนางสาลิกาก็เอาคืน ประกาศจะเอาคนรวยเข้าคุกสักครั้ง แล้ววันที่ 28 ส.ค.2557 ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.เมืองนครพนม ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับนายทุนรายนี้ ในข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล แต่หลังจากสอบสวนแล้วพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง นางสาลิกา จึงได้จ้างทนายฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดนครพนมเอง เป็นคดีดำเลขที่ 198/2559 และคดีแดงที่ 2776/2559
โดยศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ต.ค.2559 ให้ตัวนายทุนและลูกน้องที่เป็นพยานเท็จให้ต้องโทษติดคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 177 โดยนายทุนได้ขออุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จนถึงวันที่ 15 พ.ค.62 ศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษา หากยืนตามทั้งสองศาลเจ๊สุกับลูกน้องจะต้องถูกส่งตัวเข้าเรือนจำกลางจังหวัดนครพนมทันที
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี