วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569
นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่จ.ร้อยเอ็ด เพื่อเยี่ยมชมโรงสีข้าวของสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งมีขนาดกำลังการผลิต 120 ตัน/วัน พร้อมเปิดเผยว่า เป็นการตอกย้ำเป้าหมายในการทำงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผ่านระบบสหกรณ์ว่าได้เดินมาถูกทาง เนื่องจากในยามวิกฤติระบบสหกรณ์จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความเดือดร้อนให้สมาชิกได้ดี รวดเร็วและตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่นั้นๆ เช่น สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด แห่งนี้ที่เป็นแก้มลิงสต๊อกข้าว ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถรองรับผลผลิตและช่วยเหลือสมาชิก 9,002 ครอบครัว ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวในเขตทุ่งกุลาร้องไห้กว่า 180,040 ไร่ เฉลี่ย 20 ไร่/ครอบครัว และได้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 380 กก. โดยสหกรณ์รวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกเฉลี่ยปีละประมาณ 53,853 ตัน คิดเป็น 34.74% เมื่อเทียบกับปริมาณข้าวเปลือกของเกษตรกรในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ที่คาดว่าจะมีประมาณ ทั้งหมด 154,976 ตัน
ทั้งนี้ ระบบสหกรณ์เป็นองค์กรที่ช่วยเหลือเกษตรกร โดยได้มีมาตรการช่วยเหลือทางการเงินให้สมาชิกด้วย ทั้งการเป็นแหล่งสินเชื่อหรือการลดภาระหนี้สิน ที่สำคัญคือเป็นครัวของจังหวัด เป็นครัวของพื้นที่ ที่ต้องการให้ทุกจังหวัดได้หันมาร่วมกันพลิกฟื้นอาชีพการเกษตร การปลูกผักไว้บริโภคในพื้นที่โดยขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์กำลังเดินหน้า โครงการพาลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน เพราะในยามวิกฤติการเกษตรจะนำประเทศพ้นภัยตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานเศรษฐกิจพอเพียงไว้สามารถใช้ได้ทุกระดับทุกอาชีพ
“ดังนั้น ในการเสนอของบประมาณเพิ่มเติมในพ.ร.ก.เงินกู้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีให้ตั้งเข้าไปก็จะของบจำนวนหนึ่งเพื่อมาเพิ่มศักยภาพสหกรณ์การเกษตรในการเป็นแก้มลิงชะลอผลผลิตทางการเกษตรป้องกันผลผลิตข้าวที่จะออกมาพร้อมกันในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวซึ่งจะทำให้ราคาตกต่ำ ซึ่งสหกรณ์มีศักยภาพในการรวบรวมและการแปรรูป จะช่วยเก็บชะลอข้าวและเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตของเกษตรกรได้ โดยในเบื้องต้นนายกรัฐมนตรีได้ให้เสนอเรื่องเข้าไป เพราะขณะนี้กระทรวงถูกตัดงบ 10% เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนจากโควิด-19 เฉพาะหน้าก่อน โดยเป้าหมายเบื้องต้นของงบที่จะขอเพิ่มคือ การช่วยเหลือระบบน้ำในไร่นา เป็นระบบโซล่าเซลล์ ชุดละประมาณ 4 หมื่นบาท เพื่อให้เกษตรกรเดินหน้าทำการเกษตรได้ พึ่งตนเองได้ ซึ่งระบบสหกรณ์ที่เข้มแข็ง ก็จะสามารถนำพาตลาดได้ สิ่งสำคัญขณะนี้คือฝากทุกสหกรณ์ช่วยดูแลและช่วยเหลือสมาชิกเพื่อให้ทุกคนสามารถผ่านวิกฤติโควิด-19 ไปได้” นางสาวมนัญญากล่าว
สำหรับที่สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด เป็นสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกในทุ่งกุลาร้องไห้นั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า
เป็นตัวอย่างสหกรณ์เข้มแข็ง มีระบบการบริหารจัดการที่ดี ดูแลช่วยเหลือและคอยให้คำแนะนำด้านอาชีพแก่สมาชิกทำให้สมาชิกมีความเชื่อมั่น ส่งผลให้สามารถสร้างแบรนด์ยี่ห้อข้าวที่มีคุณภาพของสหกรณ์เอง จนได้รับยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ในด้านมาตรฐานการผลิตข้าวหอมมะลิของไทยซึ่งขอให้ทุกๆ สหกรณ์ได้ช่วยกันพัฒนาคุณภาพสินค้า เพื่อพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนและเกิดความมั่นคง เชื่อมั่นว่าระบบสหกรณ์นั้นเป็นที่พึ่งให้เกษตรกรได้และดีที่สุด เพราะเกิดจากประชาชนที่เข้ามาร่วมมือและช่วยเหลือกัน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี