‘อัษฎางค์’ส่อง‘ออสซี่...ผู้รบชนะโควิดเร็วที่สุดในโลก’ ไทยอันดับ3-แนะอย่าผ่อนปรนเร็วไป
29 เมษายน 2563 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักประวัติศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ “โควิด-19” มีเนื้อหาดังนี้
ออสเตรเลีย
“ผู้ที่รบชนะโควิดเร็วที่สุดในโลก”
(ส่วนไทยอยู่ในอันดับที่ 3 ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยควรจะภูมิใจ)
อะไรทำให้ออสเตรเลียประสบความสำเร็จในการรับมือโควิด มาติดตามกัน...
............................................................................
ออสเตรเลียมีการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิดรวดเร็วและหนักกว่าไทย โดยเริ่มมีผู้ติดเชื้อหลังไทย แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับทะยานขึ้นแซงหน้าไทยไปอย่างรวดเร็ว ตัวเลขล่าสุดคือ 6 พันกว่าราย
คุณ Sunt Srianthumrong ได้สร้างกราฟและวิเคราะห์ผลของการรับมือโควิดของออสเตรเลียออกมาได้อย่างน่าสนใจมาก
โดยคุณ Sunt Srianthumrong ได้วิเคราะห์ว่าออสเตรเลียมีการแพร่ระบาดค่อนข้างหนัก แต่ออสเตรเลียกำลังเข้าใกล้ Zero New Case ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งตอนนี้ผู้ติดเชื้อใหม่ต่อวันเหลือสองหลักต้นๆแล้ว
โดยในปัจจุบันออสเตรเลียกลายเป็นประเทศที่จัดการกับการระบาดได้โดยใช้ระยะเวลาสั้นที่สุดในโลก
• ออสเตรเลียมีค่า Time Constant ของการลดลงของ เปอร์เซ็นต์ของการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อสั้นเพียง 5.98 วัน ซึ่งทำให้ออสเตรเลียประสบความสำเร็จสูงสุดมาเป็นอันดับ 1
•ตามมาด้วยเกาหลีใต้ ซึ่งทำได้ดีรองลงมาอยู่ที่ 7.38 วัน
•ในขณะที่จีนเป็นอันดับสามคือ 9.1 วัน
• ส่วนประเทศไทยตอนนี้ทำได้เท่ากับจีนคือ 9.1 วัน
อ้างอิง: https://www.facebook.com/100000921874426/posts/4032599116780778/?d=n
............................................................................
ความน่าสนใจของออสเตรเลีย(ที่ผมขอเพิ่มเติมจากที่คุณ Sunt วิเคราะห์ไว้แล้วด้วย) คือ
1. ไม่มีการแนะนำการใส่หน้ากาก โดยคนส่วนใหญ่ น่าจะไม่น้อยกว่า 80% ไม่สวมใส่หน้ากาก
2. มหาวิทยาลัยปิด และใช้วิธีเรียนออนไลน์ แต่โรงเรียนไม่ได้ปิดเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกออสซี่ประกาศว่าทำตามสิงคโปร์
3.เข้มงวดเรื่องการเดินทางเข้าออกประเทศและการเดินทางข้ามรัฐ
4. ปิดกิจการและกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่างๆ
5. ไม่รีบผ่อนคลายมาตรการ
............................................................................
ส่วนเรื่องผมอยากเพิ่งเติม คือสิ่งที่ผมเชื่อว่า เป็นเรื่องที่ทำให้ออสเตรเลียฟื้นตัวและจัดการกับยอดผู้ติดเชื้อได้รวดเร็วมาก โดยเป็นความได้เปรียบเหนือ จีน เกาหลีใต้ และไทย คือสภาพภูมิศาสตร์ เพราะ
1. ออสเตรเลียเป็นเกาะ ที่ไม่มีพรมแดนติดกับประเทศใดเลย ซึ่งนั้นหมายถึงการควบคุมการเคลื่อนย้ายของคนระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในช่วงต้นออสเตรเลียประกาศปิดประเทศ ปิดสนามบิน ห้ามคนต่างชาติเข้าประเทศ แต่ยังคงเปิดรับเฉพาะพลเมืองกลับบ้าน
2. ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล โดยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก แต่มีพลเมืองเพียง 25 ล้านคน ทำให้ Social distancing ในออสเตรเลีย เป็น ซุปเปอร์ Social distancing (ยกเว้นในเมืองใหญ่ๆ อย่างซิดนีย์)
............................................................................
นอกจากความได้เปรียบดังกล่าวแล้ว ยังประกอบด้วย ความสามารถในการจัดการของรัฐบาลและความร่วมมือของประชาชน ได้แก่
1. การประกาศ Lockdown ในช่วงเวลาที่เหมาะสมและทันการณ์
2. ความร่วมมือของประชาชน ที่ถูกบังคับด้วยกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ แข็งแรงและรุนแรง เช่น
ออสเตรเลียออกกฎหมาย สำหรับประชาชนที่กลับจากต่างประเทศจะโดนปรับ $11,000 หรือ 220,000 บาท และจำคุก 6 เดือน ถ้าไม่ยอมกักตัว
ออกจากบ้านโดยสาเหตุอันไม่สมควร ปรับ $1,000 หรือ 20,000 บาท
ซึ่งโทษที่รุนแรงนี้ ทำให้คนไม่กล้าทำผิดกฎหมาย
แต่คนออสซี่มีจิตสำนึกที่ดีมาก เพราะไม่มีใครออกมาเรียกร้องสิทธิมนุษยชนที่โดนบังคับให้กักตัวเหมือนในอเมริกาหรือไทย
3. ไม่รีบร้อนให้มีผ่อนคลายมาตรการ
โดยรัฐบาลไม่ประกาศผ่อนคลาย และประชาชนหรือนักการเมือง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็ไม่ออกมาป่วน เรียกร้องให้รัฐบาลผ่อนปรนมาตรการแต่อย่างใด
............................................................................
และปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้มาตราต่างๆ บรรลุผลได้อย่างดีและสมูท คือ มาตรการเยียวยาสำหรับผู้ประกอบการ และประชาชน ที่ต้องหยุดดำเนินการกิจการ และหยุดทำงาน
มาตรการเยียวยาสำหรับประชาชน ได้แก่
• Job Keeper คือรัฐบาลจะจ่ายเงินเดือนให้พนักงานแทนบริษัท เพื่อเก็บพนักงานเอาไว้กับบริษัท และเมื่อบริษัทกลับมาดำเนินการ บริษัทจะมีพนักงานชุดเดิมกลับมาเริ่มงานได้ทันที ซึ่งรัฐบาลถือพนักงานเหล่านี้ คือผู้ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในกับชาติ
โดยผู้ที่ต้องหยุดงาน หรือถูกลดเวลาทำงาน จะได้รับเงินเยียวยา อาทิตย์ละ $750 หรือ 15,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน
โดยเงิน $750 ต่ออาทิตย์นี้คือรายได้เฉลี่ยมาตรฐานกลางของชาวออสซี่
• Job Seeker คือผู้ที่ตกงาน และพร้อมจะหางานทำใหม่
ผู้ที่ตกงาน จะได้รับเงินเยียวยา อาทิตย์ละ $550 หรือ 11,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน
• นอกจากนี้ ยังให้ธนาคารช่วยเหลือลูกหนี้ ด้วยการระงับการชำระหนี้ ทั้งต้นและดอก เป็นเวลา 6 เดือน
ซึ่งผู้ที่จะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาตามมาตรการทั้งหลายเหล่านี้ ต้องเป็นผู้ที่ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรม และต้องเป็นผู้ที่กู้เงินในระบบเท่านั้น
ซึ่งผู้ที่จ่ายแต่ภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อซื้อสินค้า แต่ไม่ได้จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งหมด ไม่มีใครออกมาเรียกร้องว่า ฉันก็จ่ายภาษี(Vat) เหมือนกัน ทำไมจึงไม่มีสิทธ์
หรือผู้ที่กู้เงินนอกระบบ ก็ไม่มีใครออกมาโวย เพราะทุกคนรู้หน้าที่พลเมืองว่า ตนไม่เคยช่วยรัฐด้วยการจ่ายภาษี
ซึ่งมาตรการเยียวยาเหล่านั้น ทำได้รวดเร็วเป็นระบบ เพราะรัฐบาลมีฐานข้อมูลของประชาชนอยู่ในมือแล้ว
รัฐมีฐานข้อมูลว่า ใครจ่ายภาษี หรือไม่จ่ายภาษี ใครมีงานทำ ใครตกงาน ใครทำงานไม่ได้เพราะป่วย หรือทำงานไม่ได้เพราะต้องดูแลครอบครัว ต้องดูแลคนแก่ หรือเด็กในบ้าน เป็นต้น
ซึ่งจากฐานข้อมูลที่เป็นระบบ มาตรการเยียวยาที่เหมาะสม และมาตรการป้องกันที่เข้มงวด ส่งผลให้มาตรการการรับมือโควิดของรัฐบาลออสเตรเลียทำงานได้อย่างรวดเร็ว และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
............................................................................
ซึ่งในเรื่องฐานข้อมูลของประชากรนี้ ไทยควรปรับปรุง และเอาออสเตรเลียเป็นตัวอย่าง เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจนเป็นข่าวใหญ่ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
............................................................................
สุดท้าย หวังว่ารัฐบาลไทยจะไม่รีบผ่อนปรนมาตรการต่างๆ เร็วเกินไป เพราะหากผ่อนปรนมาตรการเร็วเกินไป แทนที่โควิดจะหมดไป และเศรษฐกิจกลับมาขับเคลื่อนไปเป็นปกติ อาจทำให้โควิดกลับมาระบาดหนักอีกครั้ง สุดท้ายเศรษฐกิจจะพัง และที่สำคัญผู้ที่เดือดร้อนสุดก็คือประชาชน
............................................................................
อัษฎางค์ ยมนาค
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี