546.jpg
เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีฯร้องสอด ปมบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตพาราควอตฟ้องรัฐ

เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีฯร้องสอด ปมบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตพาราควอตฟ้องรัฐ

วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.30 น.

เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีฯร้องสอด หลังบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตพาราควอต ฟ้องรัฐออกประกาศแบน 3 สารเคมีทำเสียหาย หวังใช้ข้อมูลโต้แย้งในคดี เผยเกษตรกรชีวิตดีขึ้นไม่พึ่งสารเคมีอันตราย  

18 สิงหาคม 2563 ที่ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ กทม. เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีจำกัดศัตรูพืช มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และมูลมลนิธิชีววิถี นำโดย น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ , นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และนายอัมรินทร์ สายจันทร์ ทนายความมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม เข้ายื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอเป็นผู้ร้องสอดในคดีที่บริษัท ซินเจนทา คอร์ป โปรเทคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ประกอบการผลิตและนำเข้าสารพาราควอตที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยื่นฟ้องกระทรวงอุตสาหกรรม และพวกรวม 5 ราย ต่อศาลปกครอง เพื่อให้เพิกถอนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมที่แบนสารพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา


น.ส.ปรกชล กล่าวว่า หลังรัฐบาลมีประกาศแบนสารเคมีดังกล่าว พบว่า บริษัทซินเจนทาฯ ได้ยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐต่อศาลปกครอง ทำให้ทางเครือข่ายเห็นว่าจำเป็นต้องเข้ามาให้ข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ในการสู้คดีของหน่วยงานรัฐ และเป็นการปกป้องประชาชนให้ปลอดภัยจากสารเคมีอันตรายดังกล่าว ซึ่งบริษัทซินเจนทาฯ เป็นบริษัทที่ผลิตสารเคมีรายใหญ่ของโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการยกเลิกใช้สารเคมีดังกล่าวมากว่า  20 ปีแล้ว แต่บริษัทกลับมาเรียกร้องให้มีการยกเลิกประกาศแบนสารเคมีดังกล่าว

“อยากย้ำว่าสารเคมีทั้งสองตัวที่มีการยกเลิกนั้นเป็นสารอันตรายและกว่า 60 ประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงประเทศที่เป็นผู้ผลิตสารก็มีการยกเลิกการใช้ไปแล้ว โดยเหตุผลหลักเป็นสารที่มีพิษ เกษตรกรในประเทศไทยไปฉีดพ่นสารนี้ทั้งที่มีการเจือจางก็ทำให้เสียชีวิตได้ จึงไม่สมควรที่จะใช้ แม้จะมีความพยายามในการป้องกันแล้ว ก็ไม่สามารถลดความเสี่ยงได้ และที่สำคัญสารตัวนี้มีความสัมพันธ์ต่อการก่อโรคพาร์กินสัน ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์ก็พบการตกค้างในพืชผัก แม้การใช้สารเป็นเพียงการฉีดพ่นวัชพืช สารนี้จึงมีพิษสูงโดยเฉพาะกับระบบประสาท ส่งผลเด็กทารกที่ได้รับสารนี้ตั้งแต่อยู่ในท้อง ผ่านการรับประทานผักผลไม้ของมารดาที่ปนเปื้อนสารนี้ ก็จะทำให้มีปัญหาพัฒนาการทางสมองและจะมีผลกระทบเรื้อรังไปตลอดชีวิต สารทั้งสองตัวนี้จึงควรต้องถูกแบนตลอดไป” น.ส.ปรกชล กล่าว

น.ส.ปรกชล ระบุว่า นอกจากนี้หลังจากรัฐประกาศยกเลิกการใช้ 2 สารเคมี ทางเครือข่ายก็ได้ลงสำรวจเบื้องต้นพบว่าเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากไม่ได้พึ่งพาสารนี้อยู่แล้ว ผลสำรวจที่ออกมาเกษตรกรก็เห็นด้วยกับการยกเลิกสารดังกล่าว แต่ในพืชผักบางประเภทยังต้องการได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ เรื่องสารทดแทนอื่นๆ ก็เป็นเรื่องที่ทางเครือข่ายพยายามจะผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐเข้าไปดูแล  

ส่วนนางนฤมล กล่าวว่า เรามีตัวอย่างของคนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้สารพาราควอตในต่างจังหวัด มูลนิธิฯกำลังช่วยเหลือในเรื่องของการดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจ ข้อมูลค่อนข้างขัดเจนว่าเป็นโรคที่เกิดจากผลกระทบของการใช้สารพาราควอต โดยผู้เสียหายที่เราช่วยเหลืออยู่ส่วนใหญ่จะเป็นโรคเนื้อเน่า ซึ่งอยากจะฝากถึงประชาชน ขอให้ทุกคนรณรงค์เลิกใช้สารเคมีนี้ เพื่อจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ด้านนายอัมรินทร์ กล่าวว่า การที่เรามาร้องสอด เพื่อที่จะได้มีโอกาส เข้าไปตรวจสอบสำนวน และจะได้ร่วมจัดทำคำให้การ ข้อมูลเสนอต่อศาล  ซึ่งเราจะพยายามโต้แย้งด้วยการนำเสนอข้อมูลทางวิชาการ ว่าสารดังกล่าวมีอันตราย เพื่อให้ศาลได้ข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน    

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top