546.jpg
ไทยป่วยโอมิครอนพุ่ง205คน ‘กาฬสินธุ์’ผวา คลัสเตอร์แรกติดในประเทศ

ไทยป่วยโอมิครอนพุ่ง205คน ‘กาฬสินธุ์’ผวา คลัสเตอร์แรกติดในประเทศ

วันเสาร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ไทยป่วยโอมิครอนพุ่ง205คน

‘กาฬสินธุ์’ผวา

คลัสเตอร์แรกติดในประเทศ

‘สามี-ภรรยา’กลับจากเบลเยียม

ติดเชื้อแล้ว22คน/เสี่ยงนับร้อย

สธ.สั่งสสจ.-อสม.จับมือผู้ว่าฯ

ลุยตรวจเข้มฉลองปีใหม่ทั่วไทย

สัญญาณดีติดใหม่2,671/ตาย27

ภาพรวมไทยติดโควิดรายวันลดลงต่อเนื่อง 2,671 ราย ตาย 27 ศพ ปิดไทม์ไลน์ สามี-ภรรยา มาจากเบลเยียมติดโอมิครอน กลับบ้านที่กาฬสินธุ์ แพร่เชื้อไปแล้ว 22 รายเสี่ยงสัมผัสอีกนับร้อย ถือเป็นคลัสเตอร์แรกในไทย ภาพรวมไทยติดสายพันธุ์นี้สะสมแล้วกว่า 205 คน “อนุทิน” สั่ง สสจ.-อสม.ทุกจังหวัดทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ ตรวจเข้มกิจกรรมช่วงปีใหม่ เจอแหกกฎ สั่งยุติได้ทันที พร้อมเข้มคัดกรองคนจากต่างประเทศเข้าพื้นที่ หวั่นซ้ำรอยเคสกาฬสินธุ์ ย้ำจัดฉลองปีใหม่ในสถานที่ระบบปิด-คนแออัดไม่ได้ กำชับเข้มระบบโควิด ฟรี เซตติ้งและป้องกันตัวเองครอบจักรวาล เตรียมพร้อมระบบการรักษา สำรองเตียง-รพ.สนาม-เวชภัณฑ์

ความคืบหน้ากรณีกรุงเทพมหานครแถลงคำสั่งยกเลิกการจัดเคาท์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีทั้ง 50 เขต ส่วนภาคเอกชนที่ได้รับอนุญาตแล้วให้จัดงานได้ โดยต้องเคร่งครัดมาตรการป้องกันการระบาดแบบโควิด ฟรี เซตติ้ง


นายกฯย้ำเคาท์ดาวน์เข้มโควิดฟรีฯ

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนการจัดงานเคาท์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ว่า มีการชี้แจงแล้วไม่ใช่หรือ เป็นการเอาข้อมูลที่ถูกต้องมาชี้แจง การจัดกิจกรรมทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมโควิดมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร (Covid Free Setting) ที่ต้องฉีดวัคซีน และการขอจัดงานไว้ที่จำนวนคนเท่าไหร่ก็ต้องเท่านั้น จะไปขายบัตรหน้างานเพิ่มอีกไม่ได้ ถือเป็นมาตรการที่เข้มงวด ที่นายกฯสั่งอย่างเคร่งครัด อยากได้อะไรก็ต้องช่วยกันทำ รัฐบาลมีหน้าที่ออกกรอบนโยบายแนวปฏิบัติที่ชัดเจนแล้ว ถ้าทุกคนไม่ช่วยกันจะทำอะไรไม่ได้ทุกเรื่อง

สั่งศบค.หามาตรการขับเคลื่อนปท.

นายกฯยังระบุด้วยว่า สถานการณ์โอมิครอนวันนี้ก็ชี้แจงแล้วว่า ไม่รุนแรงรักษาได้ หากตรวจพบส่งตัวเข้ารักษาพยาบาล แต่ต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป แยกให้ออก ไม่เช่นนั้นจะตื่นตระหนกกันไปหมด รัฐบาลพยายามเต็มที่ เราเตรียมรับสถานการณ์โอมิครอนมาก่อนหน้านี้แล้ว และนายกฯได้ข่าวมาก่อนแล้ว ที่แพร่ระบาดตรงนั้นตรงนี้ จึงสั่งการให้กระทรวงสาธารณสุข ศูนย์บริหารสถานการณ์ระบาดไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด -19 (ศบค.) หามาตรการที่เหมาะสมให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการขับเคลื่อนประเทศในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

ล้างบางปลอมใบรับรองฉีดวัคซีน

นายกฯยังระบุด้วยว่า ทราบมานานแล้วกรณีมีการทำใบปลอมยืนยันการฉีดวัคซีน และสั่งการให้ดำเนินคดีไปแล้วหลายรายขอให้ช่วยกันเตือนประชาชน ทำไมต้องหลอกตัวเอง การฉีดวัคซีนแสดงผลชี้ชัดแล้วว่าป้องกันได้ระดับที่น่าพอใจ อย่างนั้นวัคซีนเขาผลิตมาเพื่อป้องกันติดเชื้อรุนแรง การเสียชีวิตนั้นคือประเด็นสำคัญของการฉีดวัคซีนของโลกคิดแบบนี้ ต่อไปถ้ามีชื้ออะไรขึ้นมากก็ต้องไปคิดค้นวัคซีนชนิดใหม่ขึ้นมา เพื่อตอบสนองให้ตรงเป้า แต่ขั้นแรกต้องการแก้ปัญหาในภาพรวมให้ได้ก่อน ซึ่งตนเคยพูดคุยกับผู้ผลิต ว่าหลักคิดเขาเป็นอย่างไร ซึ่งก็เป็นแบบนี้หมด ส่วนกรณีสั่งการให้เจ้าหน้าที่รัฐเดินทางไปต่างประเทศเท่าที่จำเป็นนั้น ขอให้งดเดินทาง แต่ถ้าจำเป็นอย่างต้องไปประชุม ก็ต้องมีมาตรการป้องกันตัวเองสูงสุด เหมือนคนที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยที่ต้องมีการตรวจสอบเหมือนกัน

ติดเชื้อใหม่2,671-ตายเพิ่ม27ราย

ต่อมาพญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. แถลงภาพรวมสถานการณ์ระบาดโควิดในประเทศไทยรายวันว่า วันนี้มีรายงานผู้ติดเชื้อใหม่ 2,671 ราย ติดเชื้อในประเทศ 2,558 ราย จากระบบเฝ้าระวังและบริการ 2,502 ราย ค้นหาเชิงรุกในชุมชน 56 ราย ติดเชื้อในเรือนจำ 58 ราย จากต่างประเทศ 55 ราย หายป่วยเพิ่มเติม 2,766 ราย อยู่ระหว่างรักษา 38,192 ราย ผู้ป่วยอาการหนัก 836 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 218 ราย เสียชีวิตเพิ่มเติม 27 ราย เป็นชาย 13 ราย หญิง 14 ราย เป็นผู้มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป 21 ราย มีโรคเรื้อรัง 4 ราย เสียชีวิตมากที่สุด ที่จ.นครศรีธรรมราช 5 คน ทำให้มีผู้ติดเชื้อสะสมตั้งตั้งปี 2563 ทั้งสิ้น 2,204,672ราย หายป่วยสะสม 2,144,952 ราย เสียชีวิตสะสม 21,528 คน

ฉีดวัคซีนสะสมแล้ว101ล้านโดส

ทั้งนี้ ยอดผู้ฉีดวัคซีนในประเทศเพิ่มเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม มีจำนวน 530,244 โดส ทำให้มียอดสะสมตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ทั้งหมด 101,609,859 โดส ขณะที่สถานการณ์โลกมีผู้ติดเชื้อสะสม 278,524,003ราย เสียชีวิตสะสม 5,400,605 คน

คลัสเตอร์พิธีกรรมโผล่-แอบเปิดผับ

พญ.อภิสมัยกล่าวต่อว่า สำหรับ 10 จังหวัดที่พบผู้ติดเชื้อมากที่สุด ได้แก่ กทม. 411 ราย ชลบุรี 175 ราย นครศรีธรรมราช 144 ราย สมุทรปราการ 87 ราย สงขลา 85 ราย ขอนแก่น 71 ราย ราชบุรี 60 ราย พัทลุง 29 ราย พิษณุโลก 59 ราย และเชียงใหม่ 56 ราย โดยมีคลัสเตอร์ที่น่าสนใจคือ คลัสเตอร์พิธีกรรมศาสนา ที่ผู้ร่วมงานสวมหน้ากากอนามัยระหว่างร่วมพิธี แต่มีจุดอ่อนหลังจบงานจะรับประทานอาหารร่วมกันทำให้เกิดการแพร่เชื้อ รวมถึงมีรายงานตั้งวงไพ่ วงพนัน จึงขอให้ทางจังหวัดช่วยป้องกัน นอกจากนี้ยังมีบางจังหวัดมีรายงานลักลอบเปิดสถานบันเทิง เช่นที่จ.สงขลา ฉะเชิงเทรา มหาสารคาม จึงขอให้จังหวัดเข้มข้น ควบคุมเรื่องเหล่านี้ด้วย

เปิดไทม์ไลน์2ผัวเมียมาจากเบลเยียม

พญ.อภิสมัยยังกล่าวถึงการจัดงานเทศกาลปีใหม่ ที่มีหลายจังหวัดประกาศงดจัดงานเช่นกรุงเทพมหานคร ซึ่ง ศบค.ออกมาตรการมาแล้ว แต่ขอให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดควบคุมมาตรการในจังหวัดของตัวเองที่ปรับให้เข้มข้นขึ้นได้ พร้อมกันนี้ ยังเฝ้าระวังการระบาดสายพันธุ์โอมิครอนใกล้ชิด ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อโอมิครอนแล้ว 205 ราย ส่วนใหญ่มาจากผู้เดินทางในระบบเทสต์ แอนด์ โก ล่าสุดเป็นคู่สามีภรรยา อายุ 47 ที่พบที่จ.กาฬสินธุ์เดินทางมาจากเบลเยียม เข้าประเทศไทยวันที่ 10 ธันวาคม มาถึงก็ตรวจ RT-PCR ผลเป็นลบ จึงเดินทางไปจ.กาฬสินธุ์บ้านเกิดวันที่ 11 ธันวาคม จากนั้นวันที่ 12 ธันวาคม รับประทานอาหารกับครอบครัว พบว่าร้านอาหารที่ใช้บริการเป็นพื้นที่ปิด

ต่อมาทั้งสองคนเริ่มมีอาการเมื่อวันที่ 13 และ15 ธันวาคม ระหว่างนั้นเดินทางไปธนาคารและสถานที่ราชการหลายแห่ง โดยสารรถตู้ประจำทาง รวมถึงไปจ.ขอนแก่น พบปะผู้คน จนเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง วันที่ 15 ธันวาคมตรวจ ATK ซ้ำ เข้ารักษาตัว ในโรงพยาบาลวันที่ 17 ธันวาคม ผลตรวจRT-PCR ทั้ง 2 คนติดโควิดยืนยันสายพันธุ์วันที่ 21 ธันวาคมว่าเป็นโอมิครอนทั้งสองคน จากคลัสเตอร์นี้ทำให้มีรายงาน ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นแล้ว 21 คน นอกจากนี้ มีบางจังหวัดอยู่ระหว่างสอบสวนโรค โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

กทม.ติดสายพันธุ์โอมิครอน43.5%

พญ.อภิสมัยกล่าวอีกว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รายงานผลตรวจสายพันธุ์ระหว่างวันที่ 20-23 ธันวาคม จาก 874 ตัวอย่างพบทั่วประเทศเป็นผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา 83.8% โอมิครอน 16.2% เฉพาะในกทม.207 ตัวอย่าง เป็นเดลตา 25.5% โอมิครอน 43.5% ขณะที่ภูมิภาค 667 ตัวอย่าง เป็นเดลตา 92.2% โอมิครอน 7.8% และถ้าดูเฉพาะกลุ่มผู้เดินทางจากต่างประเทศ 221 ตัวอย่าง พบเป็นผู้ติดเชื้อโอมิครอน 52.9% เดลตา 47.1% กลุ่มอื่นในประเทศ 653 ตัวอย่าง เป็นเดลตา 96.2% โอมิครอน 3.8% แสดงให้เห็นว่าผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ ที่ติดโควิดกว่าครึ่งเป็นสายพันธุ์โอมิครอน ถือว่ามากกว่าตัวเลขการรายงานเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ที่เชื้อโอมิครอนในกลุ่มเดินทางเข้าประเทศมีเพียง 1 ส่วน 4 และจากรายงานอังกฤษพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาจะเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล 50% นอนโรงพยาบาล 1 วันขึ้นไป 61% ขณะที่สายพันธุ์โอมิครอน เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล 20-25% นอนโรงพยาบาล 1 วันขึ้นไป 40-45% สอดคล้องกับการศึกษาของแอฟริกาใต้ที่ศึกษาระหว่าง 1 ตุลาคม-30 พฤศจิกายน พบว่าอัตรานอนโรงพยาบาลของโอมิครอน อยู่ที่ 2.5 % ถือว่าน้อยกว่าสายพันธุ์อื่น แต่กลับพบว่ากรณีผู้ป่วยอาการหนักมีถึง 21 % หมายความว่าความรุนแรงไม่ต่างกันกับสายพันธุ์อื่น

เตรียมศูนย์กักตัวชุมชนรับมือระบาด

ดังนั้น แม้ว่าผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาลจากการติดสายพันธุ์โอมิครอน จะน้อยกว่าสายพันธุ์อื่น แต่จะสรุปว่าโอมิครอน รุนแรงน้อยกว่าแล้วเราสบายใจ ไม่ต้องระวังมากจะถือเป็นการด่วนสรุปที่ประมาทเกินไป ดังนั้น เทศกาลปีใหม่ สธ. โรงพยาบาล ระบบสาธารณสุขทั้งหมดของประเทศเตรียมความพร้อม ศูนย์กักตัวในชุมชน หรือจัดทีมรองรับการแพร่ระบาดในชุมชน ต้องเตรียมพร้อมไว้

สั่งสสจ.แพ็คผู้ว่าฯเข้มคนเข้าพื้นที่-กิจการ

วันเดียวกัน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ หลังประชุมนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า นายกฯกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดให้อยู่ในพื้นที่ ออกตรวจความเรียบร้อย ดังนั้น สธ.ก็กำชับให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) แพ็คคู่กันไป หากพบกิจกรรมที่ทำผิดกฎระเบียบจากที่ขออนุญาตไว้ ต้องยกเลิกทันที ไม่ต้องให้ความเกรงอกเกรงใจใครทั้งสิ้น เพราะถือว่าเราเปิดให้แล้ว ก็ขอให้ร่วมมือตามระเบียบ เพื่อให้ทุกคนฉลองอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมืออาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ออกตรวจคัดกรองผู้เดินทางเข้าพื้นที่ ตรวจหาเชื้อด้วย ATK ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันส่วนตัว มาตรการป้องกันการแพร่เชื้อของสธ.อย่างเคร่งครัดเข้มงวด

กาฬสินธุ์ผวาลาม22คนเสี่ยงสูงนับร้อย

นายอนุทินยังระบุด้วยว่า การรวมกลุ่มกันเป็นอันตรายที่สุด โดยเฉพาะช่วงนี้เริ่มมีการระบาดของโอมิครอนจากคนที่มาจากต่างประเทศ ดังนั้น แนะนำว่า ใครที่กลับบ้านขอให้ตรวจหาเชื้อด้วยชุด ATK ก่อน ไปพบญาติพี่น้อง อย่างกรณี สามี-ภรรยา จ.กาฬสินธุ์ ที่เดินทางมาจากยุโรปตรวจ RT-PCR ผ่านก็กลับกาฬสินธุ์ ต่อจากนั้นไปหาญาติ จ.อุดรธานี แล้วไม่ได้ตรวจซ้ำ ทำให้เกิดการติดเชื้อทั้งครอบครัว 3 คน ลูกจ้างในร้านอาหาร 19 คน รวมติดเชื้อกรณีนี้พบแล้ว 22 ราย ทั้งหมดเป็นสายพันธุ์โอมิครอน รวมถึงผู้สัมผัสเสี่ยงสูงร่วม 100 ราย

โอมิครอนไทยพุ่งพรวด205ราย

“ภาพรวมการติดเชื้อโอมิครอนในไทยขณะนี้ ตรวจพบติดแล้วรวม 205 คน และหนึ่งในกลุ่มระบาดที่น่ากังวลคือ กรณีสามีภรรยากลับจากเบลเยียมที่ จ.กาฬสินธุ์ ทำให้ติดเชื้อทั้งครอบครัวและผู้สัมผัส จึงอยากให้ระวังเรื่องการรวมตัวกัน เป็นพฤติกรรมเสี่ยงติดโควิดมากที่สุด จึงอย่าประมาทช่วงปีใหม่ หากมีการจัดปีใหม่ที่บ้าน ขอให้มีการตรวจ ATK ก่อนเพื่อความปลอดภัย แก้ว เหล้า ถังน้ำแข็ง อย่าใช้ร่วมกัน ส่วนเคสอิสราเอลตามตัวเจอขณะนี้รักษาตัวในโรงพยาบาล และให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพพิจารณาตรวจสอบโรงแรมที่รับตัวนักท่องเที่ยวไว้ว่าบกพร่องตรงไหน ขอให้ดูที่เจตนา”นายอนุทินกล่าว

ชงเปิดทางบูสเข็ม3ด้วยแอสตร้าฯ

นายอนุทินยังกล่าวถึงกรณีบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า แถลงการณ์ข้อมูลวัคซีนเข็ม 3 บูสเตอร์โดสมีประสิทธิภาพรองรับความรุนแรงของเชื้อโอไมครอนว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ได้แจ้งกำชับว่าต้องฉีดวัคซีนป้องกันโควิดเข็มที่ 3 ตามข้อมูลวิชาการ น่าจะลดความวิตกกังวลของประชาชนได้ระดับหนึ่ง เพราะผลการศึกษาพบผู้ได้รับวัคซีนแอสตร้าฯเข็ม 3 ต่อจากแอสตร้า 2 เข็มแรกทำให้ประสิทธิภาพป้องกันโรคเทียบเท่ากับป้องกันเดลตาเมื่อฉีด 2 เข็ม โดยเข็ม 3 ป้องกันโอไมครอนได้ 90% อย่างไรก็ตาม การใช้แอสตร้าฯฉีดเข็ม 3 แม้เป็นทางเลือกให้ประชาชนได้ แต่ขอให้เชื่อหมอดีกว่า อย่าเลือกเอง ให้ฟังข้อมูลวิชาการ ในที่ประชุมมีอาจารย์บอกว่า เมื่อแอสตร้าฯบอกว่า เมื่อมีข้อมูลออกมาก็ใช้ได้ อย่าง AZ+AZ ก็บูสด้วย AZ ได้ กรมควบคุมโรคประสานขอข้อมูลดังกล่าว เพื่อเสนอคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคพิจารณาว่า จะปรับสูตรวัคซีนอย่างไรต่อไป

สธ.ยันรับมือได้ไม่แรงเกินเดลตา

“เราสั่งซื้อแอสตร้าฯจำนวนมาก วันนี้เขายืนยันว่า 61 ล้านโดสจะส่งสิ้นปีนี้ และจะเริ่มส่ง 60 ล้านโดสที่สอง รวมทั้งวัคซีนเจนฯ 2 ตั้งแต่ต้นปี 2565 เป็นต้นไป ดังนั้น เราจะมีเกราะป้องกันการกระจายของเชื้อ จึงฝากถึงประชาชนอย่าตื่นตระหนก ตอนนี้ที่กรมควบคุมโรคมีข้อมูลว่า ความรุนแรงของโอมิครอนยังไม่เกินกว่าเดลตา ที่ผ่านมาเรารับมือได้”นายอนุทินกล่าว

กาฬสินธุ์ติดโอมิครอนคลัสเตอร์แรกไทย

ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร) กล่าวเพิ่มเติมกรณีการติดเชื้อโอมิครอนในประเทศไทยว่า ที่จ.กาฬสินธุ์ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่เข้ามาผ่านระบบเทสต์แอนด์โกปกติ ตรวจเป็นลบทุกอย่าง ต่อมามีอาการจึงไปตรวจซ้ำจนพบเชื้อ และระบบสอบสวนโรคก็ไปสอบสวนไทม์ไลน์ละเอียด จนพบมีกลุ่มสัมผัสเสี่ยงสูงหลายคน มีปัจจัยเสี่ยงรับประทานอาหารร่วมกัน อยู่ในห้องที่ถ่ายเทไม่สะดวก พูดคุยกันนาน เราติดตามคนสัมผัสพบเบื้องต้น 20 กว่าราย

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีพบผู้ติดเชื้อที่จ.กาฬสินธุ์ ถือเป็นคลัสเตอร์แรกในประเทศไทยได้หรือไม่ นพ.โอภาส กล่าวว่า ถือเป็นคลัสเตอร์แรก แต่ถ้ารายแรก คือ ชายอเมริกันที่ก่อนหน้านี้เข้ามา

เมื่อถามย้ำว่าจะมีมาตรการเข้มอย่างไร เพราะยังมีคนจากต่างประเทศอีก 2 แสนที่ขึ้นทะเบียนเทสต์แอนด์โก นพ.โอภาสกล่าวว่า เป็นตัวอย่าง ขอชี้แจงว่าคนขึ้นทะเบียนเทสต์แอนด์โก ไม่ได้หมายความว่าจะเข้ามาทั้งหมด 2 แสนคน จากสถิติที่ผ่านมาจะเข้ามาประมาณ 70% มีระบบตรวจสอบและเพิ่มมาตรการเข้ามา โดยคนเข้ามาระบบนี้ เดิมตรวจวันแรกวันเดียว จากนั้นจะตรวจอีกทีเมื่อมีอาการ ตอนนี้ปรับระบบใหม่ โดยจะตรวจวันที่ 5 หรือ 6 หรือก่อนวันที่ 7 และเน้นย้ำหากมีอาการผิดปกติให้รีบมาตรวจ และจากเดิมวางแผนใช้ ATK เป็นตรวจด้วย RT-PCR แต่อาจมีหลุดได้ สถิติประมาณการณ์ว่า ถ้า 2 แสนคนก็อาจเกิด 1 ในหมื่นคน หรือประมาณ 200 คน ถ้าเราระวังมากก็ลดลงได้

สธ.เตรียมพร้อมการรักษาเตียง-ยา

นพ.โอภาสกล่าวด้วยว่า รองนายกฯและรมว.สธ.สั่งกำชับให้ปลัด สธ.สั่งการณ์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่งไปแล้วให้เข้มงวดช่วงปีใหม่ของให้ฉลองแบบพอเพียง ระวังตัว ใส่หน้ากาก เว้นระยะห่างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อว่าถ้าจะหลุดอย่างไรจะได้ป้องกันได้ สำหรับอาการของผู้ป่วยโอมิครอนนั้น อาการน้อยมาก แต่เราเตรียมพร้อม อย่างที่ทราบสายพันธุ์นี้แพร่เร็วกว่าสายพันธุ์อื่น ซึ่งปลัด สธ.ให้เตรียมพร้อมการรักษา ทั้งเตียงอย่างเดิมมี 2 แสนกว่าเตียง ปัจจุบันใช้ไป 3 หมื่นกว่าเตียง รวมทั้งยาที่ใช้รักษา อย่างยาแพกโลวิก ที่อเมริกาตรวจสอบแล้ว และประสิทธิภาพค่อนข้างดี

งดจัดปีใหม่ในสถานที่ปิด-จำกัดคน

ขณะที่นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการจัดฉลองเทศกาลปีใหม่ว่า ถึงแม้ขณะนี้การระบาดในไทยแนวโน้มลดลง แต่ยังเสี่ยงที่สถานการณ์จะกลับมาระบาดได้ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ที่เดินทางกลับภูมิลำเนา ไปท่องเที่ยว รวมตัวเฉลิมฉลอง ซึ่งสธ.ขอแนะนำว่าให้จัดงานขนาดเล็ก รวมกลุ่มไม่มาก ผู้ร่วมงานควรได้รับวัคซีนครบถ้วน และอาจตรวจ ATK ก่อนเข้าร่วมงาน เพื่อความมั่นใจ จัดงานในที่เปิดโล่ง อากาศถ่ายเท ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา เว้นระยะห่าง ลดพูดคุย ไม่ใช้ภาชนะร่วมกัน สำหรับการจัดงานอีเวนต์ปีใหม่ เช่น เคาท์ดาวน์ สวดมนต์ข้ามปี ขอให้ยึดมาตรการ COVID Free Setting ผู้จัดงาน ผู้ให้บริการ และผู้เข้าร่วมงานทุกคนต้องได้รับวัคซีนครบโดส ที่สำคัญ งดจัดงานในสถานที่ปิด ให้จัดกิจกรรมในสถานที่เปิดโล่งเท่านั้น จำกัดจำนวนคนคัดกรองผู้เข้าร่วมงานด้วย ATK และขอให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตนเองสูงสุดตลอดเวลา หากพบการจัดงานไม่เป็นไปตามมาตรการหรือมีความเสี่ยงจะเกิดการกระจายเชื้อ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันทีเพื่อตรวจสอบและเสนอคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กทม.สั่งแก้ไขปรับปรุง พร้อมกับกำชับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ร่วมกับฝ่ายความมั่นคงกวดขันให้ประชาชนใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา การดื่มแอลกอฮอล์

สอบสวนโรคพบ3ปัจจัยทำเชื้อแพร่เร็ว

นพ.เกียรติภูมิยังชี้แจงถึงกรณีสามีภรรยาที่กลับมาจากเบลเยียม ที่จ.กาฬสินธุ์ ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน ไมครอน เป็นอุทาหรณ์ถึงความไม่ประมาท และสะท้อนว่าทำไมต้องปรับและระงับระบบเทสต์แอนด์โกชั่วคราว เพราะถึงจะตรวจ RT-CPR ก่อนเข้าไทย 72ชม. มาถึงตรวจซ้ำก็ยังไม่การันตีว่าจะไม่ติดเชื้อ อาจอยู่ในช่วงระยะฟักตัว ฉะนั้นคนไทยที่เพิ่งกลับเข้าประเทศมาช่วงนี้ อย่าเพิ่งรีบไปพบญาติ หรือรวมตัวกัน เพราะอาจเสี่ยงติดเชื้อจากระยะฟักตัว และคนที่มีญาติเพิ่งมาจากต่างประเทศก็อย่าเพิ่งรีบไปเจอ หรือรวมตัวกัน ตอนนี้คลัสเตอร์กาฬสินธุ์22คน เสี่ยงสูงอีกจำนวนมาก ถือเป็นคลัสเตอร์แรกที่ติดเชื้อในประเทศ นอกจากแพร่ในจ.กาฬสินธุ์ และอุดรธานี ต้องสอบไทม์ไลน์อย่างละเอียด สำหรับปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อจากเคสนี้คือ การรับประทานอาหารร่วมกัน อยู่ในที่อากาศปิด และพูดคุยกันนาน ฉะนั้นการทำกิจกรรมในหมู่ญาติต้องระวัง สวมหน้ากากอนามัย นั่งในที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก และอย่าทำกิจกรรมร่วมกันนานเกินไป การตรวจไม่เจอเชื้อทั้ง RT-PCR และ ATK ก็เป็นแค่การยืนยันในวันนั้นวันเดียวว่าไม่เจอเชื้อ ไม่ได้หมายความว่าวันอื่นจะไม่เจอเชื้อ เพราะอาจมีความเสี่ยงที่อยู่ในช่วงระยะฝักตัวของเชื้อก็ได้

ลามแล้วอย่างน้อย106ประเทศ

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงความคืบหน้าการตรวจหาเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอนในประเทศไทยว่า ขณะนี้พบเชื้อโอไมครอน 106 ประเทศ เข้าใจว่าตัวเลขน่าจะมากกว่านี้เพราะบางประเทศอาจไม่ได้ตรวจหาสายพันธุ์ ส่วนในสหรัฐอเมริกาพบผู้ติดเชื้อเกือบครบทุกรัฐแล้ว ยืนยันว่าโอมิครอนมีสายพันธุ์ย่อยอยู่ 3 สายพันธุ์ ที่ระบาดตอนนี้คือ BA 1 หรือสายพันธุ์เดิมที่กลายพันธุ์ช่วงแรก และยั่งยืนยันว่าไม่ว่าจะเป็นเชื้อกลายพันธุ์ตัวไหนทั้ง BA 1, BA2 และ BA3 กรมวิทยาศาสตร์ฯตรวจจับได้

ติดโอมิครอนในปท.ขยับที่25ราย

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยล่าสุดจากการตรวจคนเดินทางมาจากต่างประเทศ และสุ่มตรวจสายพันธุ์ในประเทศรอบนี้ไม่เจอเชื้ออัลฟ่าและเบตา แต่พบสายพันธุ์เดลต้าและ 732 ราย โอมิครอน 142 ราย บวกของเดิมที่รายงานไปก่อนหน้านี้คือ 63 ราย เท่ากับขณะนี้มีผู้ติดเชื้อโอมิครอนในประเทศไทยแล้ว 205 ราย ถ้าดูภาพรวมภายในประเทศเกือบพันตัวอย่าง จะพบว่าเป็นการติดเชื้อโอมิครอนประมาณ 16% กรุงเทพฯอยู่ที่ 40% ภูมิภาค 8% สาเหตุที่กทม.พบมากเพราะสถานบริการที่ส่งตัวอย่างมาจากกรุงเทพฯมากทั้งนี้ เมื่อแยกคนเดินทางมาจากต่างประเทศและกลุ่มอื่นที่อยู่ในประเทศ จากเดิมเรารายงานเมื่อวันที่ 20 ธันวาคมพบโอมิครอน 1 ใน 4 ของผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ แต่ขณะนี้พบได้ 53% ในกลุ่มผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ และเริ่มพบคนในประเทศจำนวนหนึ่งประมาณ 3.8% จะเห็นว่าภาพรวมทุกกลุ่มกราฟชันขึ้น หมายความว่าช่วงเวลาเดียวกันมีการติดเชื้อค่อนข้างเร็ว แพร่กระจายเร็วขึ้นในระยะเวลาถัดไป

“ในจำนวนผู้ติดเชื้อโอมิครอน 205 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 180 ราย คนไทยที่ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ 25 ราย ยังเป็นการติดเชื้อที่สัมพันธ์กับผู้เดินทางกลับมาจากต่างประเทศในจำนวนนี้มีคลัสตเตอร์ใหญ่ที่สุดคือ สองสามีภรรยาที่กาฬสินธุ์ขณะนี้ตรวจพบติดเชื้ออีก 20 ราย รวมสองสามีภรรยาก็เป็น 22 ราย ในจำนวนนี้มี 5 รายที่ตัวอย่างไม่สมบูรณ์อยู่ระหว่างเก็บสิ่งส่งตรวจใหม่ ส่วนคลัสเตอร์อื่นอยู่ระหว่างสอบสวน” นพ.ศุภกิจกล่าว

ผู้ว่าฯกทม.ยกระดับรับมือโอมิครอน

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) เปิดเผยว่า กทม.เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์หากเกิดการระบาดของโควิดระลอกใหม่ โดยเฉพาะยกระดับมาตรการป้องกันโควิดที่เน้นมาตรการป้องกันส่วนบุคคล พร้อมกำกับติดตามมาตรการ COVID Free Setting อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะสถานที่เสี่ยง ได้แก่ ร้านอาหาร โรงแรม ห้างสรรพสินค้า พร้อมเพิ่มจุดตรวจคัดกรอง ATK ในสถานที่เดินทางสาธารณะ และเร่งฉีดวัคซีนเข็ม 3 โดยเพิ่มจุดฉีดวัคซีนในโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร 11 แห่ง ศูนย์บริการสาธารณสุข 6 แห่งใน 6 กลุ่มเขต และศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง ประชาสัมพันธ์กระตุ้นให้ประชาชนที่ฉีดครบสองเข็มแล้วเข้าฉีดเข็ม3ตามระยะเวลาที่กำหนด

สำรอง2,537เตียง-รพ.สนาม-ระบบกักตัว

นอกจากนี้ สำนักอนามัยและสำนักการแพทย์ กทม. ยังมีแผนรองรับสถานการณ์หากเกิดการระบาด โดยให้สถานพยาบาลในสังกัดทุกแห่งใช้มาตรการ VUCA คือ เร่งฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้ได้มากที่สุด สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ฉีดครบ 6 เดือนแล้วให้เริ่มฉีดเข็ม 4 และเร่งฉีดให้ประชาชนทั้งเข็ม 1-3 ในกทม. ให้ครอบคลุมมากที่สุด โดยจองคิวผ่านระบบ QueQ รณรงค์มาตรการ Universal Prevention ป้องกันตัวเองตลอดเวลา จัดการโรงพยาบาลให้เป็นองค์กรปลอดโควิดตามมาตรการ COVID Free Setting ตรวจ ATK ทุกสัปดาห์ และหากมีการระบาดจะเปลี่ยนไปเป็นการตรวจแบบ RT-PCR เพื่อความแม่นยำ ขณะเดียวกัน เตรียมพร้อมระบบการรักษาถ้าเกิดการระบาดระลอกใหม่ โดยสำรองเตียงไว้ 2,537 เตียง ทั้งโรงพยาบาลสนาม Hospitel ได้ตรวจสถานที่ บุคลากร อุปกรณ์ คู่สาย (สายด่วน 1669) เจ้าหน้าที่ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากผู้ป่วยต้องแยกกักรักษาที่บ้าน (Home Isolation : HI) หรือส่งไปศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ (Community Isolation : CI) เพื่อให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาโดยเร็วที่สุด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top