"โฆษกศาลยุติธรรม"เผยครบ 10 ปี ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ทำคดีเสร็จ 2,554 คดี เกินร้อยละ 96 นับจากเปิดศาลปี 2559 ไม่มีคดีค้างเกินปี ขณะที่ศาลจัดสัมมนาวิชาการเจาะประเด็นสิทธิ ปชช.ฟ้องคดีเอง ข้อหาฮิตติดเทรนด์ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
29 เมษายน 2569 นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า ในปี 2569 นี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางจะครบรอบปีที่ 10 หลังจากเริ่มเปิดทำการมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 โดยช่วง 10 ปี ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิจารณาคดีมาแล้ว 2,658 คดี ถึงวันที่ 31 มี.ค.2569 แบ่งเป็นคดีฟ้องใหม่ 2,593 คดี และคดีรับโอนจากแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญา 65 คดี ซึ่งในจำนวนคดีทั้งหมด 2,658 คดี เป็นคดีที่หน่วยงานรัฐ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 1,033 คดี และเป็นคดีที่ผู้เสียหายฟ้องเอง 1,625 คดี โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิจารณาพิพากษาเสร็จ จำนวน 2,554 คดี หรือร้อยละ 96.08 มีคดีคงค้างจำนวน 103 คดี หรือร้อยละ 3.87 และไม่มีคดีคงค้างเกิน 1 ปี
ส่วนข้อหาที่ฟ้องอันดับ 1.เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำนวน 1,742 คดี 2.เจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์เป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำนวน 222 คคี 3.เจ้าพนักงานทำหรือรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 จำนวน 204 คดี
โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้จัดโครงการประสานความร่วมมือด้านการยุติธรรมของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในกิจกรรมเสวนาวิชาการ "10 ปี ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ : บทเรียน ความท้าทาย และทิศทางอนาคต" ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ โดยมี นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานในพิธี ซึ่งการดำเนินกิจกรรมทางวิชาการครั้งนี้เนื่องในโอกาสวันสถาปนาศาลยุติธรรม ครบรอบ 144 ปี และในวาระครบรอบ 10 ปีของการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยการจัดกิจกรรมนี้ยังมีการเจาะลึกประเด็นสำคัญทางวิชาการผ่านการบรรยายและเสวนา อาทิ
หัวข้อ "มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ในการจัดการปัญหาคอร์รัปชั่น" และหัวข้อ "เสียงของผู้เสียหายในคดีทุจริต : สิทธิที่กฎหมายรองรับ" โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) , สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) , สำนักงานอัยการสูงสุด , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้แทนจากศาลยุติธรรม
ซึ่งกิจกรรมทางวิชาการในครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของคู่ความทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรมและทั่วถึงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องผู้เสียหายในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่ยังคงเป็นที่สงสัยว่าราษฎรทั่วไปสามารถที่จะเป็นโจทก์ฟ้องคณะกรรมการในหน่วยงานอิสระ โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้งได้หรือไม่
ซึ่งในประเด็นนี้ นายธนรัตน์ ทั่งทอง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้ให้ความเห็นไว้ในเสวนาทางวิชาการและให้ความเห็นเพิ่มเติมภายหลัง ว่า ราษฎรทั่วไปสามารถฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตามบรรทัดฐานคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ที่วางแนวทางยืนยันสิทธิดังกล่าวไว้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ราษฎรดังกล่าวต้องเป็นผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากกระทำของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หากไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงแล้วศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ ดังเช่นคดีที่เป็นข่าว สว.สำรอง ฟ้อง กกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งต่อมาศาลพิพากษายกฟ้อง อาจทำให้ประชาชนบางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าศาลตัดสิทธิการฟ้องคดีของกลุ่มคนที่ได้รับความเสียหายจากการโกงการเลือก สว.หรือฮั้ว สว.ให้ไปผูกขาดอยู่กับการฟ้องคดีของพนักงานอัยการนั้น แต่ความจริงตามที่ปรากฏในสำนวนคดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องว่า สว.มีพฤติการณ์ฮั้วกัน กกต.จึงต้องรับผิดในกรณีจัดการเลือกตั้งแล้วมีการฮั้วกันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
แต่โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างการไต่สวนของ กกต.ในเรื่องฮั้ว สว.นั้น กกต.มีพฤติการณ์ประวิงการไต่สวนให้มีความล่าช้า เป็นการฟ้องเพื่อเร่งการไต่สวนให้เร็วขึ้นและลงโทษที่ทำงานล่าช้า ศาลจึงวินิจฉัยว่าในกรณีเร่งรัดให้มีการไต่สวนและลงโทษกรณีนี้ โจทก์ซึ่งเป็น สว.สำรอง ในชั้นนี้ยังไม่แน่ชัดว่าจะอยู่ในกลุ่มอาชีพเดียวกับ สว.ที่มีการถูกอ้างว่าฮั้วกันนั้นและอยู่ในลำดับซึ่งจะอยู่ในเกณฑ์ที่เลื่อนไปแทน สว.ที่ฮั้วกันหรือไม่ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงหรือได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเป็นไปตามหลักประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาทั่วไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในกรณีนี้ ทั้งนี้ ไม่ได้เป็นการตัดสิทธิของบุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดอาญาเเต่อย่างใด
อนึ่ง ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เป็นศาลชั้นต้นจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ซึ่งยกฐานะมาจากแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญา ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 10 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (ศาล อท.กลาง) และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 - ภาค 9 มีภารกิจหลักในการพิจารณาพิพากษาคดีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดคดีอาญา ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือทุจริตตามกฎหมายอื่น ความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน การยื่นบัญชีทรัพย์สิน การขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งผู้ที่มีอำนาจฟ้องต่อศาลอาญาและคดีทุจริตฯ คือหน่วยงานรัฐ ได้แก่ อัยการสูงสุด พนักงานอัยการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคดีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีเอง
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี