537.jpg
บุกค้นธุรกิจจีนห้วยขวาง ‘นอมินี’เพียบ ภัตตาคาร/ร้านช้อปปิ้ง ตม.ลั่นขุดรากถอนโคน

บุกค้นธุรกิจจีนห้วยขวาง ‘นอมินี’เพียบ ภัตตาคาร/ร้านช้อปปิ้ง ตม.ลั่นขุดรากถอนโคน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บุกค้นธุรกิจจีนห้วยขวาง
‘นอมินี’เพียบ
ภัตตาคาร/ร้านช้อปปง
ตม.ลั่นขุดรากถอนโคน

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมกับ ตม.และกรมการจัดหางานตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงย่านห้วยขวาง พบ 4 บริษัทใช้ที่ตั้งเดียวกัน โดยบางรายมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการที่เข้าข่ายต้องสงสัย เร่งขยายผลตรวจสอบเชิงลึก พร้อมพบเบาะแสเพิ่มเติมทั้งร้านอาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ตที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำทีมปราบปรามนอมินีร่วมกับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่บริเวณถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ เขตห้วยขวาง เพื่อตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยง อาทิ ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ หลังได้รับข้อมูลว่ามีการประกอบธุรกิจที่อาจฝ่าฝืนกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กฎหมายแรงงาน และกฎหมายคนเข้าเมือง


ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบบริษัท 4 แห่งใช้ที่ตั้งเดียวกัน โดยหนึ่งในนั้นมีคนไทยร่วมถือหุ้นกับคนต่างด้าว ประกอบธุรกิจให้คำปรึกษาทางธุรกิจและกฎหมาย ซึ่งเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี ขณะที่อีก 2 บริษัทมีกรรมการและผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยกลุ่มเดียวกัน มีทุนจดทะเบียนรวม30 ล้านบาท และอีก 1 บริษัทมีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยทั้งหมด แต่มีคนต่างด้าวเป็นกรรมการเพียงคนเดียว ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

จากการลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่พบเพียงผู้ดูแลซึ่งไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจการได้ และไม่พบกรรมการหรือผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าว จึงอยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติมส่วนร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งที่เคยปรากฏเป็นข่าวในประเด็นการรับชำระเงินเจ้าหน้าที่พบกรรมการบริษัทซึ่งเป็นชาวจีนและพนักงานต่างด้าว โดยชาวจีนรายดังกล่าวให้ข้อมูลว่าเป็นเจ้าของร้านและเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด พร้อมชักชวนคนไทยเข้ามาร่วมถือหุ้น

จากการตรวจสอบข้อมูลระบบรับชำระเงินย้อนหลัง 5 วัน พบว่าร้านมีรายได้เฉลี่ยประมาณวันละ 30,000 บาท และบัญชีรับโอนเงินเป็นชื่อกรรมการชาวจีน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงแจ้งให้ส่งเอกสารชี้แจงเพิ่มเติม เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบเชิงลึกต่อไป

อีกกรณีหนึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีกหรือซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นร้อยละ 60 แต่ไม่พบการขออนุญาตประกอบธุรกิจตามกฎหมาย แม้จะเข้าข่ายกิจการที่คนต่างด้าวต้องได้รับอนุญาตก่อนดำเนินการ กรมฯจึงเตรียมรวบรวมพยานหลักฐานส่งดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน

นายพูนพงษ์กล่าวว่า จากการตรวจสอบเชิงลึกยังพบว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นบางรายมีความเชื่อมโยงกับบริษัทอีกแห่งหนึ่งที่จดทะเบียนตั้งแต่ปี 2565 มีการเปลี่ยนชื่อกิจการมาแล้วถึง 5 ครั้ง และไม่ส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าติดต่อกัน 3 ปี ระหว่างปี 2566-2568 แม้ยังมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางทะเบียนอย่างต่อเนื่อง จึงอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีการดำเนินธุรกิจจริงหรือไม่ โดยกรมฯ จะประสานข้อมูลร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขยายผลต่อไป

นอกเหนือจากการตรวจสอบด้านการประกอบธุรกิจ เจ้าหน้าที่ยังพบการกระทำผิดตามกฎหมายแรงงานและกฎหมายคนเข้าเมือง โดยกรมการจัดหางานตรวจพบคนต่างด้าวกระทำผิดฐานไม่แจ้งนายทะเบียนถึงผู้เป็นนายจ้าง และทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับอนุญาต ขณะที่ ตม. พบคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง 1 ราย และกรณีไม่แจ้งที่พักอาศัยของชาวต่างชาติ 1 ราย ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางดำเนินคดีตามกฎหมาย

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ายืนยันว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะขยายผลตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง หากพบการใช้คนไทยถือหุ้นแทน หรือคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผลการปราบปรามบัญชีม้าและอาชญากรรมออนไลน์นับตั้งแต่สมัย “รัฐบาลอนุทิน 1” จนถึงปัจจุบัน สะท้อนความจริงจังของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานต่อเนื่อง เพื่อหยุดวงจรหลอกลวงประชาชนผ่านระบบการเงินและเทคโนโลยี

จากข้อมูลผลปฏิบัติงานของศูนย์ต่อต้านฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Cyber Scam Center) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระหว่างเดือนต.ค. 2568- พ.ค. 2569 พบว่า การตรวจจับบัญชีม้าเชิงรุกผ่านฐานข้อมูล CFR หรือ Central Fraud Registry ซึ่งเป็นฐานข้อมูลกลางที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันการเงินใช้ แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อตรวจสอบ เส้นทางการเงิน พบว่า มีบัญชีม้าประเภทบัญชีบุคคลธรรมดา 189,887บัญชี บัญชีนิติบุคคล 10,672 บัญชี และมีธุรกรรมเกี่ยวข้อง 1,140,731 รายการ

ทั้งนี้ ตัวเลขสำคัญคือบัญชีม้าประเภทบัญชีบุคคลธรรมดาลดลง 76.9%บัญชีนิติบุคคลลดลง 88.4% และจำนวนธุรกรรมลดลง 66.1% แสดงให้เห็นว่าการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างตำรวจ หน่วยงานด้านความมั่นคง สถาบันการเงิน หน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยงานดิจิทัล เริ่มตัดเส้นทางเงินของขบวนการมิจฉาชีพได้จริง

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความคืบหน้านี้สอดรับกับการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมได้หารืออย่างรอบด้านทั้งด้านความมั่นคง การบังคับใช้กฎหมาย การเงิน การฟอกเงินและภัยไซเบอร์ที่ผ่านมา จำนวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลดลงจาก 34,478 คดี เหลือ 16,920 คดี หรือลดลง 50.9% ขณะที่มูลค่าความเสียหายลดจาก 2,224 ล้านบาท เหลือ 513 ล้านบาท หรือลดลง 63.2% พร้อมจับกุมผู้ต้องหาขบวนการสแกมเมอร์ 1,494 คดี ยึดเงินสดกว่า 57 ล้านบาทและช่วยเหลือเหยื่อได้ 808 ราย

น.ส.รัชดากล่าวว่า นายกรัฐมนตรีกำชับให้การปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ทุกประเภทและบัญชีม้าต้องเดินหน้าต่อเนื่อง ไม่ผ่อนแรง และต้องเร่งดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกระดับ ตั้งแต่ผู้เปิดบัญชี ผู้จัดหาบัญชีม้า เครือข่ายรับจ้าง ไปจนถึงผู้บงการที่อยู่เบื้องหลัง เพราะความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเงิน แต่กระทบความปลอดภัยในชีวิตประชาชนและความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม จะต้องใช้ทั้งข้อมูล การบังคับใช้กฎหมาย และการบูรณาการของทุกหน่วยงานตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ให้ถึงต้นตอ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top