อดีตผู้พิพากษา วิเคราะห์ ปมเด้งฟ้าผ่า 'นายอำเภอบ้านสร้าง' บทเรียนธรรมาภิบาล นิติธรรม และเกมอำนาจในภาวะวิกฤต

วันที่ 9 ตุลาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง" ในหัวข้อ "บทวิเคราะห์กรณี "เด้งฟ้าผ่า" นายอำเภอบ้านสร้าง: บทเรียนธรรมาภิบาล นิติธรรม และเกมอำนาจในภาวะวิกฤต"
1. จุดเริ่มต้นจาก "หนังสือทิ้งทาย" ในวันเกษียณราชการ
ชนวนเหตุของดราม่าทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นจากหนังสือราชการฉบับหนึ่งของ นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ลงวันที่ 30 กันยายน 2569 ส่งถึงอธิบดีกรมการปกครอง เพื่อขอให้พิจารณาโยกย้าย นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง ออกนอกพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี โดยอ้างเหตุผลว่า "ไม่ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานระดับจังหวัดในการบริหารจัดการเหตุสาธารณภัย (อุทกภัย)"
หนังสือฉบับดังกล่าวกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในวงการปกครอง เนื่องจากความผิดปกติใน 2 มิติหลัก:
• มิติช่วงเวลา: การลงนามในวันปฏิบัติราชการวันสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการเพียง 1 วัน (ลงนาม 30 ก.ย. เกษียณ 1 ต.ค.) ถูกมองว่าเป็นคำสั่งทิ้งทายที่สุ่มเสี่ยงต่อเรื่องเจตนาขัดแย้งส่วนบุคคลหรือการเมือง มากกว่าการมุ่งแก้ไขปัญหาสาธารณะอย่างบริสุทธิ์ใจ
• มิติระเบียบสารบรรณ: หนังสือมีความยาวเพียง 2 ย่อหน้า ไม่มีรายการ "อ้างถึง" และไม่มี "สิ่งที่ส่งมาด้วย" ซึ่งตามหลักการย้ายข้าราชการระดับผู้บริหารจากความบกพร่อง จำเป็นต้องมีรายงานข้อเท็จจริง (Inquiry Report) หรือเอกสารอ้างอิงพยานหลักฐานเชิงประจักษ์แนบประกอบ การขาดหลักฐานแนบทำให้หนังสือฉบับนี้มีลักษณะเป็นเพียง "ข้อเสนอเชิงดลใจ" ที่ไร้น้ำหนักทางกฎหมายปกครอง
2. คำสั่งกรมการปกครอง: การ "แก้เกมทางกฎหมาย" เพื่อตัดปัญหาเฉพาะหน้า
ต่อมาในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้ออก คำสั่งกรมการปกครอง ที่ 2871/2569 ให้นายอำเภอบ้านสร้างไปช่วยราชการเป็นการประจำ ณ วิทยาลัยการปกครอง
ในทางกฎหมายปกครองและงานบริหารบุคคล คำสั่งนี้คือการ "แก้เกม" ที่แยบย่น:
• ผู้ว่าฯ ขอให้ "ย้ายขาด" (ซึ่งอาจมีขั้นตอนซับซ้อน และความเสี่ยง)
• แต่อธิบดีเลือกอ้างเหตุกว้างๆว่า “เพื่อประโยชน์ของทางราชการ” อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534" สั่งให้ "ไปช่วยราชการ"
• นัยสำคัญ: การสั่งช่วยราชการเป็นอำนาจบริหารส่วนกลางเด็ดขาดของอธิบดี ช่วยดึงตัวคู่กรณีออกจากพื้นที่เพื่อลดแรงปะทะโดยไม่ต้องอ้างอิงหนังสือของผู้ว่าฯ และไม่ต้องรอผลสอบสวน แต่มิใช่การลงโทษทางวินัยแต่อย่างใด
• อย่างไรก็ตาม ต่อมามีคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 2681/2569 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ย้ายนายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ไปเป็นนายอำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี โดยให้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง ในวันที่ 9 ตุลาคม 2569
3. วาทะเดือดกลางวงประชุม: การข้ามขั้นตอนและตัดสินล่วงหน้าต่อสาธารณะ
ในวันเดียวกัน (7 ต.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวในที่ประชุม กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ซึ่งมีการถ่ายทอดผ่านการยิงสัญญาณสดเรียลไทม์ (Live Stream) บน Facebook Page และ YouTube ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (DDPM) ร่วมกับเพจกรมประชาสัมพันธ์ โดยมีสื่อมวลชนและสำนักข่าวต่างๆ เข้าบันทึกภาพและดึงสัญญาณสด (Press Pool) ไปออกอากาศขนานผ่านช่องทางทีวีดิจิทัลและสื่อออนไลน์พร้อมกัน ส่งผลให้คำสั่งการและถ้อยคำตำหนิต่างๆ ถูกเผยแพร่สู่สาธารณชนทันทีโดยไม่มีการตัดต่อ
ประณามนายอำเภอบ้านสร้างด้วยถ้อยคำรุนแรง เช่น "น่าอับอาย/น่าละอาย", "รับราชการไม่ได้", "เศร้าใจที่มีคนประเภทนี้" พร้อมสั่งให้สอบวินัยและทัศนคติ
เหตุการณ์นี้ถูกวิเคราะห์ว่าสร้างความสุ่มเสี่ยงต่อหลัก นิติธรรม (Rule of Law) อย่างยิ่ง:
1)ละเมิดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence): ขณะที่ให้สัมภาษณ์ คำสั่งที่มีเป็นเพียงการย้ายช่วยราชการ ไม่ใช่คำสั่งลงโทษทางวินัย และหากมีความผิดทางวินัย กระบวนการสอบสวนยังไม่เริ่มต้น การประจานผู้ดำรงตำแหน่งนายอำเภอบ้านสร้างต่อสาธารณะจึงเป็นการ "ตัดสินความผิดล่วงหน้า"
2) กดดันคณะกรรมการสอบสวน: การที่ผู้บังคับบัญชาสูงสุดชี้นำสังคมไปแล้วว่าข้าราชการผู้นั้นแย่ อาจสร้างแรงกดดันและทำลายความเป็นธรรมในการสอบสวนในเวลาต่อมาได้ (หากมี)
3) กระทบสิทธิส่วนบุคคล: การระบุผู้ดำรงตำแหน่งนายอำเภอบ้านสร้างซึ่งปรากฏชื่อและนามสกุลในคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง และในที่สุดในคำสั่งให้ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดอื่น ด่าทอผ่านสื่อ ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเกียรติยศและวงศ์ตระกูลของผู้ใช้นามสกุลร่วม
4. สัมภาษณ์วันรุ่งขึ้น: ฉากถอยร่นเชิงยุทธศาสตร์ "หนังคนละม้วน"
เพียง 24 ชั่วโมงถัดมา (8 ต.ค.) เมื่อเกิดกระแสตีกลับ (Backlash) ในสังคมและโลกออนไลน์ที่ทยอยนำเสนอผลงานเชิงพื้นที่ของนายอำเภอ นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ทำนองถอยสุดซอย โดยเปลี่ยน Narrative (บทบรรยาย) ไปอย่างสิ้นเชิง:
• จาก "สอบวินัยให้ออก" กลายเป็น "ย้ายสลับตำแหน่งปกติ": ระบุว่าไม่ได้เป็นการลงโทษ นายอำเภออยู่มา 5 ปีแล้วถึงวาระต้องย้ายพอดี (ความจริงยู่นอกฤดูการโยกย้าย) และไม่ได้มีความเสียหาย (ด่าเขาแล้วไม่เสียหายได้อย่างไร)
• การโยนความรับผิดชอบ: ปัดว่าตนไม่ได้สั่งย้าย แต่เป็นอำนาจของอธิบดี/ปลัดมหาดไทย และเน้นย้ำว่าต้องเชื่อผู้ว่าฯ ในฐานะ "แม่ทัพในพื้นที่"
5. ท่าทีนายอำเภอบ้านสร้าง: ชัยชนะใน "ศาลมหาชน" ด้วยความนิ่ง
ในขณะที่ฝ่ายการเมืองเปลี่ยนท่าทีไปมา บทสัมภาษณ์เปิดใจของ นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ (นายอำเภอบ้านสร้าง) เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 69 กลับสร้างแรงอิมแพกต์ต่อสังคมอย่างมหาศาล:
• Emotional Intelligence ขั้นสูง: น้อมรับคำสั่ง ไม่ตอบโต้ ไม่อาฆาต ไม่กล่าวหาผู้บังคับบัญชา เพื่อรักษาวินัยราชการ
• ความจริงเชิงประจักษ์สยบข้อกล่าวหา: นายอำเภอเปิดเผยว่าตนเองก็ "ติดเกาะ น้ำล้อมรอบบ้านยังออกไม่ได้" ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาสิ่งสถิตปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อุทกภัยจริง ชนกับข้อกล่าวหาเรื่อง "ไม่กระตือรือร้น" อย่างจัง
• สปิริตจนนาทีสุดท้าย: แม้จะถูกเด้งฟ้าผ่า แต่เนื้อหาการสัมภาษณ์ยังคงฝากฝังงานระบายน้ำและวิงวอนให้ประชาชนอพยพเพื่อความปลอดภัย
6. ประเด็นที่บทความฉบับนี้ไม่ขอกล่าวถึง ได้แก่
1)ข้อกล่าวหาต่อนายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ (นายอำเภอบ้านสร้าง) ใน 5 ประเด็นหลัก คือ (1) ไม่ให้ความร่วมมือกับจังหวัด: ไม่ปฏิบัติงานตามแนวทางบูรณาการของจังหวัดในการป้องกันและแก้ไขอุทกภัย (2) ละทิ้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์: ไม่ยอมอยู่อำนวยการสั่งการในศูนย์ส่วนหน้า/ศูนย์บัญชาการ แต่เน้นลงลุยน้ำในพื้นที่เพื่อถ่ายภาพลงสื่อ (3) มัวแต่ "ทำคอนเทนต์" มากกว่าการวางแผนระบายน้ำและการประสานงานเชิงโครงสร้าง (4) ขาดภาวะผู้นำและพฤติกรรมอารมณ์: มีปัญหาการทำงานร่วมกับผู้อื่น แสดงอารมณ์หงุดหงิด เกรี้ยวกราด และปฏิเสธความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นที่เข้ามาสนับสนุนในพื้นที่ และ (5) ความล่าช้าในการปฏิบัติงานและอพยพ: เมื่อมีการสั่งการให้ส่งมอบสิ่งของหรืออพยพประชาชน แต่นายอำเภอผัดวันประกันพุ่ง ("ขอทำพรุ่งนี้เช้า") จนทำให้การช่วยเหลือล่าช้า
2) ข้อกล่าวหา/ข้อกังขาต่อนายวีระพันธ์ ดีอ่อน (อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี) ใน 4 ประเด็นหลัก คือ (1) ใช้อำนาจกลั่นแกล้งหรือมีความขัดแย้งส่วนบุคคล: มีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีความขัดแย้งส่วนตัวหรือความไม่เข้าใจกันระหว่างผู้ว่าฯ กับนายอำเภอ จนนำไปสู่การใช้อำนาจทิ้งท้ายเพื่อลงโทษ (2) ข้อสงสัยเรื่องกลุ่มทุนและขยะอุตสาหกรรม/ขยะพิษ: การย้ายนายอำเภออาจเกี่ยวข้องกับการที่นายอำเภอคัดค้านโรงงานขยะ/ทุนจีนในพื้นที่ (3) นายวีระพันธ์เคยลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง Mr. Juncheng Zhu นักธุรกิจสัญชาติจีน ให้ดำรงตำแหน่ง "ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี" แม้ต่อมาจะมีการยกเลิกคำสั่งแล้วก็ตาม และ (4) ไม่ปรากฏว่าผู้บังคับบัญชาของนายอำเภอได้ว่ากล่าวตักเตือนนายอำเภอให้ปรับปรุงการทำงานตลอดเวลา 4 ปีเศษมาแล้วหรือไม่
บทสรุปกรณีศึกษา
กรณีนี้ถือเป็นบทเรียนคลาสสิกของระบบราชการและการบริหารราชการแผ่นดินไทย:
1)พ่ายแพ้ในเกมอำนาจ แต่ชนะใจประชาชน: นายอำเภอบ้านสร้างอาจถูกย้ายทางบริหาร แต่วิธีการรับมืออย่างสง่างาม ถ่อมตน และเอาความจริงเข้าสู้ ทำให้เขาได้รับชัยชนะในสายตาของสาธารณชน
2) บทเรียนฝ่ายการเมือง: การใช้อารมณ์ตัดสินข้อมูลที่ไม่รอบคอบเพื่อแสดงภาวะผู้นำ (Decisive Leadership) หรือเบี่ยงแรงปะทะในภาวะวิกฤต หากขาดการตรวจสอบความถูกต้องและละเมิดธรรมาภิบาล ย่อมนำมาซึ่งการสูญเสียความน่าเชื่อถืออย่างรุนแรงเมื่อความจริงปรากฏ
3) บรรทัดฐานระบบราชการ: การทำหนังสือเสนอย้ายข้าราชการระดับบริหารในวันสุดท้ายก่อนเกษียณโดยไม่มีพยานหลักฐานแนบ ควรถูกตั้งคำถามและป้องกันไม่ให้กลายเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีในอนาคต ครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

