รู้ทัน ‘ทักษิณ’ : พยายามจะ ‘ไม่จ่ายภาษี’

จู่ๆ นายทักษิณ ชินวัตร ก็ส่งทนายไปยื่นเรื่องต่อศาลภาษีอากรกลาง เพื่อให้ยกเลิกคำสั่ง “ยึดอายัดทรัพย์” ของกรมสรรพากร โดยอ้างว่า การเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ป เป็นการเรียกเก็บเงินซ้ำซ้อน เพราะตนถูกยึดทรัพย์ไปหมดแล้ว จากการขายหุ้น
คำถามที่สังคมต้องหาคำตอบ คือ “คดียึดทรัพย์” กับ “คดีเรียกเก็บภาษี” เกี่ยวข้องกันอย่างไร และซ้ำซ้อนกันหรือไม่ ดังนั้น มาค่อยๆ แกะรอยเรื่องนี้ไปด้วยกันดังนี้ครับ
1) นายทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์สินจำนวน 46,373 ล้านบาท เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 เนื่องจาก “มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ” และ “ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่ตนเองและเครือญาติ” จากกรณีการขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้แก่กลุ่มเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ โดยมีรายละเอียดและประเด็นสำคัญ ดังนี้:
• การซุกหุ้นและนิติกรรมอำพราง: ศาลมีคำวินิจฉัยว่าการโอนหุ้นและการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน (PN) มีพิรุธและเป็นนิติกรรมอำพราง โดยกลุ่มตระกูลชินวัตรยังคงเป็นเจ้าของและมีอำนาจที่แท้จริงในหุ้น
ชินคอร์ปฯ
• การใช้อำนาจเอื้อประโยชน์: ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการใช้นโยบายหรือแก้กฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจโทรคมนาคมของชินคอร์ปฯ (เช่น แปลงสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต การปล่อยเงินกู้ให้ประเทศเมียนมาเพื่อนำเงินมาซื้อบริการระบบโทรคมนาคมของชินคอร์ป เป็นต้น) ทำให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้นผิดปกติ ศาลฎีกาฯ จึงมีมติเสียงข้างมากพิพากษายึดทรัพย์ที่ร่ำรวยผิดปกติจำนวน 46,373 ล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน จากยอดที่อัยการสูงสุดยื่นขอให้ยึดทั้งหมด 76,261.6 ล้านบาท และคืนส่วนที่เหลือให้แก่ครอบครัวชินวัตร 30,247 ล้านบาท
3) ต่อมากรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น จากนายทักษิณ ชินวัตร (ซึ่งแต่เดิมเรียกเก็บจากลูกชายและลูกสาว ครั้นคดีร่ำรวยผิดปกติพิสูจน์ว่า ความเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงเป็นของทักษิณ จึงได้เรียกเก็บจากทักษิณ) ทักษิณยื่นฟ้องต่อศาลให้เพิกถอนการเรียกเก็บภาษี และเขาชนะคดีใน 2 ศาลแรก แต่...ในวันที่ 14 สิงหาคม 2568 (และประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมในเดือนพฤศจิกายน 2568) ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้มีคำพิพากษากลับ (พลิกคำตัดสินจากที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เคยให้นายทักษิณชนะ) ยืนยันว่า การประเมินภาษีของกรมสรรพากรชอบด้วยกฎหมาย โดยใช้ 4 ข้อกฎหมายและแนวคิดหลักในคำพิพากษา ดังนี้
1. หลัก “ตัวการผู้ไม่เปิดเผยนาม” (Undisclosed
Principal) เดิม (ศาลล่าง): มองว่ากระบวนการสรรพากรไม่ชอบ เพราะตอนออกหมายเรียกประเมินภาษี ดำเนินการในชื่อของบุตร (นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา) แต่กลับจะมาไล่เก็บเงินภาษีจากตัวนายทักษิณ
ศาลฎีกาหักล้างด้วยข้อกฎหมาย: ศาลวินิจฉัยว่า ในเมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วตามคำพิพากษาคดีริบทรัพย์ปี 2553 ว่า บุตรทั้งสองเป็นเพียง “นอมินี” (ตัวแทน) และนายทักษิณคือ “เจ้าของหุ้นและเงินได้ที่แท้จริง” ในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การกระทำใดๆ ของตัวแทน ย่อมมีผลผูกพันไปถึง “ตัวการผู้ไม่เปิดเผยนาม” (คือนายทักษิณ) โดยตรง ดังนั้น การออกหมายเรียกประเมินภาษีแก่ตัวแทน จึงถือว่ามีผลทางกฎหมายผูกพันมาถึงตัวนายทักษิณอย่างชอบธรรมแล้ว กระบวนการของสรรพากรจึงไม่โมฆะ
2. หลักการตีความตาม “เนื้อหาทางเศรษฐกิจ” เหนือ “รูปแบบภายนอก” (Substance Over Form)
ข้อต่อสู้เดิม: ฝ่ายนายทักษิณแย้งว่า การขายหุ้นชินคอร์ปเกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งตามกฎหมายรัษฎากรได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ (Capital Gains Tax)
ศาลฎีกาหักล้างด้วยข้อกฎหมาย: ศาลชี้ว่า ธุรกรรมที่แท้จริงเริ่มต้นตั้งแต่ตอนโอนหุ้นให้ บริษัทแอมเพิลริชฯ นอกตลาดหลักทรัพย์ในราคาพาร์ 10 บาท และโอนกลับมาให้บุตรในราคา 1 บาท ซึ่งโครงสร้างเหล่านี้ ทำขึ้นมาเพียงเพื่อจุดประสงค์เดียวคือหลบเลี่ยงสิทธิ์และหน้าที่ทางภาษี ศาลจึงไม่มองรูปแบบการซื้อขายสุดท้ายในตลาดหลักทรัพย์ แต่มอง “เนื้อหาเนื้อแท้ของรายได้” ว่าเกิดกำไรและเงินได้พึงประเมินขึ้นแล้วตั้งแต่ทำธุรกรรมข้างนอก
3. หลัก “จริยธรรมและคุณธรรมทางภาษี” (Tax Morality / Tax Integrity)
3.1. ศาลฎีกาได้ระบุไว้ในคำพิพากษาอย่างชัดเจนว่า การใช้บุคคลอื่นรวมถึงบุตรในไส้มาเป็นตัวแทนบังหน้าถือหุ้น (นอมินี) เป็นพฤติกรรมที่ “ขาดคุณธรรมทางภาษีและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากร” การจงใจสร้างความซับซ้อนทางธุรกรรมเพื่อไม่ให้รัฐจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง ถือเป็นธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจรองรับ ศาลจึงไม่อาจยอมรับรูปแบบนิติกรรมอำพรางดังกล่าวได้
3.2. ศาลฎีกาฯ ชี้ด้วยว่า การใช้บุตรเป็นนอมินีถือครองหุ้นก่อนนำไปขายให้นักลงทุนต่างชาตินั้น “ขาดจริยธรรมทางภาษี” และขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย ส่งผลให้นายทักษิณมีภาระหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม เป็นมูลค่าสูงถึง 17,629 ล้านบาท ที่ต้องชำระคืนแก่รัฐ
4) ด้วยเหตุนี้เอง กรมสรรพากรเดินหน้า “สืบทรัพย์-ยึดอายัดจริง” และการขู่ฟ้องล้มละลาย หลังจากมีคำพิพากษาศาลฎีกา กรมสรรพากรได้เข้าสู่กระบวนการบังคับคดีจัดเก็บหนี้ภาษีอย่างเข้มงวด โดยได้ดำเนินการ:
• อายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ของนายทักษิณ ประมาณ 90 ล้านบาท
• ยึดและอายัดรถยนต์ 5 คัน (ในจำนวนนี้มี 2 คันที่เป็นรถยนต์สั่งทำพิเศษติดกระจกกันกระสุน)
• ยึดและอายัดที่ดินในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือครองกรรมสิทธิ์ร่วมกับน้องสาว
• มาตรการขั้นเด็ดขาด: มีกระแสข่าวว่าหากกรมสรรพากรไม่สามารถสืบทรัพย์เพื่อชำระหนี้ได้ครบตามจำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท อาจพิจารณา ยื่นฟ้องล้มละลาย ต่อนายทักษิณในอนาคต
5) คดีพิพาทใหม่ : ทักษิณฟ้องกลับและเบิกความ “ขอคุ้มครองชั่วคราว” เพื่อตอบโต้การยึดอายัดทรัพย์สิน นายทักษิณ ชินวัตร ได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากรต่อ ศาลภาษีอากรกลาง เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามรัฐนำทรัพย์สินไปขายทอดตลาด ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายทักษิณเดินทางไปเบิกความต่อศาลภาษีอากรกลางด้วยตนเอง โดยยก 3 ข้อต่อสู้สำคัญ:
• ความปลอดภัยในชีวิต: นายทักษิณอ้างว่า รถยนต์กันกระสุน 2 คันที่ถูกอายัด มีความจำเป็นต่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด เนื่องจากตนเคยถูกลอบสังหารมาแล้วถึง 4 ครั้งในช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หากถูกยึดไปอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต
• ทฤษฎีผลไม้พิษ (Fruit of the Poisonous Tree): ฝ่ายทนายความโต้แย้งว่า กระบวนการตรวจสอบและไล่บี้ภาษีทั้งหมด มีจุดเริ่มต้นมาจากคณะบุคคลที่ยึดอำนาจรัฐประหาร ซึ่งถือเป็น “ต้นไม้พิษ” ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงไม่ควรถูกนำมาบังคับใช้อย่างเป็นธรรม
• ไม่มีเงินเหลือมาค้ำประกัน: นายทักษิณแถลงต่อศาลว่า เงินรายได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ถูกรัฐยึดไปหมดแล้ว 4.6 หมื่นล้านบาทตามคดีร่ำรวยผิดปกติปี 2553 ตนจึงไม่มีทรัพย์สินก้อนนั้นหลงเหลือเพื่อนำมาวางเป็นหลักประกันชะลอการจ่ายภาษีในคดีนี้
6) ประเด็นที่ว่า การเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่นจำนวนกว่า 1.76 หมื่นล้านบาท ถือเป็นการเก็บที่ซ้ำซ้อนหรือไม่นั้น มีมุมมองทางกฎหมายที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่าง “ฝ่ายของนายทักษิณ ชินวัตร” กับ “คำพิพากษาของศาลฎีกา” โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ด้านหลัก ๆ ดังนี้:
6.1. มุมมองฝ่ายนายทักษิณ: “เป็นการบังคับคดีที่ซ้ำซ้อน” ด้วยเหตุผลดังนี้:
• เงินรายได้ถูกริบไปหมดแล้ว: ทนายความชี้แจงว่า เงินรายได้ที่เกิดจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ทั้งหมดนั้น เป็นเงินก้อนเดียวกับที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งริบทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้วจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท ตั้งแต่ปี 2553
• ไม่มีเงินได้เหลือให้ประเมินภาษี: เมื่อรัฐริบเงินรายได้จากการขายหุ้นก้อนนั้นเข้าคลังหลวงไปทั้งหมดแล้ว ทางฝ่ายนายทักษิณจึงถือว่า ตนเองไม่มีเงินได้หรือประโยชน์ใดๆ หลงเหลือจากการขายหุ้นในรอบปี 2549 อีก
• ทัศนะ “กระเป๋าซ้ายทวงกระเป๋าขวา”: ฝ่ายนายทักษิณเปรียบเปรยว่า กระทรวงการคลังเหมือนพ่อที่ยึดเงินไปแล้ว ส่วนกรมสรรพากรเหมือนลูกที่มาตามทวงหนี้ภาษีจากเงินก้อนเดิมอีก หากกรมสรรพากรต้องการภาษีนี้จริง ควรไปตัดยอดทวงจากกระทรวงการคลังที่กอดเงิน 4.6 หมื่นล้านบาทเอาไว้ ไม่ใช่มาตามยึดทรัพย์สินส่วนตัวอื่นๆ เพิ่มเติม
6.2. มุมมองตามหลักกฎหมายและคำพิพากษา: “ไม่ซ้ำซ้อน เพราะเป็นกฎหมายคนละฉบับและคนละวัตถุประสงค์”
ในทางตรงกันข้าม ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ยืนยันว่าการประเมินภาษีของกรมสรรพากรชอบด้วยกฎหมาย และนายทักษิณมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ภาษีนี้ ซึ่งนักกฎหมายและหน่วยงานจัดเก็บภาษีล้วนอธิบายว่าไม่ซ้ำซ้อน ด้วยเหตุผลทางกฎหมายแยกต่างหากจากกัน ดังนี้:
ประเด็นคดีริบทรัพย์ (ปี 2553) เทียบกับประเด็นคดีภาษีอากร (ปัจจุบัน)
ฐานความผิด: ร่ำรวยผิดปกติและใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ (คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง)
ฐานความผิด: มีเงินได้พึงประเมินแต่ไม่ได้เสียภาษีให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร (กฎหมายแพ่งและภาษี)
วัตถุประสงค์: เป็นมาตรการทางอาญาและรัฐธรรมนูญเพื่อริบ “ทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ” ให้ตกเป็นของแผ่นดิน
วัตถุประสงค์: เป็นหน้าที่ตามกฎหมายของพลเมืองทุกคนที่มีรายได้ ซึ่งต้องเสียภาษีให้แก่รัฐตามสัดส่วน
การมองเงินได้: รัฐริบเงินก้อนนั้นเนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นมาจากการทุจริตเชิงนโยบาย
การมองเงินได้: สรรพากรมองว่าธุรกรรมซื้อขายหุ้นผ่านแอมเพิลริช (Ample Rich) นอกตลาดหลักทรัพย์ทำให้เกิด “กำไร” ซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องถูกหักภาษีตั้งแต่แรก
บทสรุปทางกฎหมาย: ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา แม้เงินรายได้หลักจะถูกริบไปแล้ว แต่ภาระทางภาษี (Tax Liability) รวมถึงเบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2549 ไม่ได้ระงับสิ้นไปตามการริบทรัพย์ในคดีอาญา รัฐจึงมีอำนาจในการตามจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินอื่นๆ ได้ตามกฎหมาย
อย่างไรก็ดี ประเด็นข้อโต้แย้งเรื่อง “การยึดอายัดทรัพย์สินส่วนตัวซ้ำซ้อน” ที่ฝ่ายนายทักษิณยื่นฟ้องเพื่อขอการคุ้มครองชั่วคราวนั้น ยังคงเป็นคดีพิพาทใหม่ที่รอศาลภาษีอากรกลางพิจารณาและมีคำสั่งต่อไป
7) สถานะปัจจุบันของคดีขอคุ้มครองทรัพย์สิน
ศาลภาษีอากรกลางเสร็จสิ้นการไต่สวนแล้ว และได้นัดฟังคำสั่งว่าจะให้การคุ้มครองชั่วคราวทรัพย์สินของนายทักษิณหรือไม่ ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 นี้ ขณะเดียวกันคดีหลักในประเด็นการบังคับหนี้ภาษีซ้ำซ้อน ศาลได้นัดไกล่เกลี่ย ชี้สองสถาน และเริ่มสืบพยานในวันที่ 21 ธันวาคม 2569
รอติดตามบทสรุปด้วยกัน ว่าถึงที่สุดแล้ว ศาลจะตัดสินออกมาอย่างไร?
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

