‘บุหรี่ไฟฟ้า’ รัฐต้อง‘คิดใหม่...ทำใหม่’

2 วันก่อน คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร มีการประชุมในวาระพิจารณา“เกี่ยวกับปัญหาการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า” มีตัวแทนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายต่อต้าน ตลอดจนหน่วยงานรัฐหลัก ได้แก่ กรมศุลกากร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ร่วมให้ข้อมูล
ข้อมูลที่ได้จากการประชุมครั้งนี้เช่นว่า...ปัจจุบันสถิติการจับกุมบุหรี่ไฟฟ้ามีมูลค่าสูงมาก โดยกรมศุลกากรรายงานยอดจับกุมปี 2569 มีมูลค่าสูงกว่า 400 ล้านบาท ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจับกุมในปี 2568 ได้มากถึง 680 ล้านบาท สะท้อนว่าการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายยังคงแพร่หลายอย่างรุนแรง และ ฝ่ายสนับสนุนได้เสนอให้มีการแยกประเภทบุหรี่ไฟฟ้าให้ชัดเจนระหว่าง 1.บุหรี่ไฟฟ้าชนิดของเหลว (E-liquids/Vapes) ที่มีการผสมสารเคมีอันตรายและขายฝ่าฝืนทั่วไป 2.ผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดใช้ความร้อน (Heated Tobacco Products - HTP) เช่น เครื่อง IQOS ซึ่งเป็นการใช้อุปกรณ์ความร้อนกับตัวใบยาสูบ โดยมีผลการวิจัยจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ระบุว่า HTP มีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนปกติ และกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอนุญาตให้จำหน่ายอย่างถูกกฎหมาย.... ซึ่งทาง กมธ. เห็นตรงกันว่า ถึงเวลาที่ไทยต้องพิจารณาว่าจะแยกประเภทให้ถูกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีสรรพสามิต หรือหากจะสั่งห้าม (Ban) ก็ต้องเด็ดขาดและชัดเจน
ส่วนอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายคือ... 1. บทลงโทษผู้เสพหนักเกินจริง กฎหมายเดิมกำหนดบทลงโทษผู้เสพโดยใช้ฐานเดียวกับผู้มีไว้ในครอบครอง ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 5 ปี ทำให้เวลาตรวจพบเยาวชนสูบ เจ้าหน้าที่เกิดความลำบากใจในการดำเนินคดีขั้นรุนแรง จึงเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายแยกอัตราโทษระหว่างผู้เสพ กับ ผู้ครอบครองเพื่อค้า ให้ชัดเจน 2. โทษปรับไม่น่ากลัว คุ้มค่าเสี่ยงทำผิดซ้ำ โทษทางศุลกากรเปิดช่องให้เปรียบเทียบปรับจบในชั้นสอบสวนโดยไม่มีโทษจำคุกจริงจัง และเมื่อส่งฟ้อง ศาลมักให้รอลงอาญา ทำให้กลุ่มทุนลักลอบมองว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยง 3. ภาระการเก็บรักษาและขยะมลพิษ เจ้าหน้าที่ต้องเสียค่าเช่าโกดังเก็บของกลางเดือนละนับแสนบาท อีกทั้งไทยยังไม่มีระบบทำลายขยะอิเล็กทรอนิกส์จากบุหรี่ไฟฟ้าที่ถูกต้อง เมื่อยึดจากเด็กก็นำไปทุบทิ้งหรือใส่ถุงขยะ ซึ่งกลายเป็นมลพิษทางสิ่งแวดล้อม
ข้อสรุปจากการประชุมครั้งนี้คือ...ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ปัจจุบันแม้ตำรวจจะมีนโยบายกวาดล้างอย่างเข้มงวด แต่ตามแหล่งท่องเที่ยวและสถานบริการในกรุงเทพฯ ยังพบการเสนอขายบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่าย จึงเห็นควรว่าต้องเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาปัญหาดังกล่าว โดยใช้กรอบเวลาเร่งด่วนประมาณ 30 วัน นำผลการศึกษาเดิมในสภาชุดก่อนมาต่อยอดเพื่อยกร่างกฎหมายควบคุมให้สมบูรณ์
เอาจริงๆ เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของไทย...ผู้บริหารบ้านเมืองนี้ไม่ได้คิดอะไรที่อยู่พื้นฐานของความเป็นที่มันเกิดในบ้านนี้เมืองนี้เลย...ออกกฎหมายมาจริงบิดเบี้ยวและบังคับใช้จริงไม่ได้ แก้ปัญหาไม่ได้เลย...ทำตรงนี้ก็ไปสร้างใหม่ตรงโน้น...เริ่มคิดเริ่มทำบนข้อเท็จจริงที่มันเกิดขึ้นได้แล้ว
พงษ์พันธุ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

