ก้าวย่าง 15 ปี ‘มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล’ ปลดล็อก ‘ชายเป็นใหญ่’ สู่พลังความเสมอภาค

การเดินทางยาวนานกว่า 15 ปี ของ “มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล” เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เริ่มจากหน่วยที่เล็กที่สุดคือ “ครอบครัว” ขยายผลสู่ชุมชนเข้มแข็ง และยกระดับไปถึงการผลักดันนโยบายระดับประเทศ

ซึ่งในงานถอดบทเรียน “15 ปี หญิงชายก้าวไกล: Inspiring Equality เสริมพลัง สร้างคุณค่า สู่การเปลี่ยนแปลง” เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่มีคนในแวดวงการทำงานทางด้านสังคมมาสะท้อนการขับเคลื่อนสิทธิแรงงาน ความเสมอภาคทางเพศ และการลดปัจจัยเสี่ยงจากแอลกอฮอล์ อย่างน่าสนใจ

เริ่มที่ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ อดีตผู้จัดการกองทุน สสส. ระบุว่าหัวใจสำคัญของการทำงานมาต่อเนื่องยาวนานกว่า 15 ปี สิ่งที่ทำให้งานเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนคือ “ความต่อเนื่อง” และการไม่มองชาวบ้านเป็นเพียง “ผู้รับความช่วยเหลือ” แต่มุ่งสร้างการ “เสริมพลัง” (Empowerment) ให้ประชาชนและชุมชนลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของปัญหาเพื่อแก้ปัญหาด้วยตนเอง และนำมาสู่การขยายความร่วมมือให้เติบโตเชื่อมโยงกับเครือข่ายด้านสุขภาพและสังคม สื่อมวลชน ภาคธุรกิจ ตลอดจนเครือข่ายนานาชาติเคลื่อนไหวในประเด็นสังคมสากลอย่างร่วมสมัย เป็นการสร้าง “คนสืบทอด” การทำงานหลายต่อหลายรุ่นที่มีความรู้ทักษะ ก้าวทันโลกยุคดิจิทัล
“15 ปีที่ผ่านมาของมูลนิธิฯ เป็นข้อพิสูจน์ว่า ความต่อเนื่อง” เมื่อผสานกับพลังของคนและเครือข่าย สามารถกลายเป็นพลังของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือสังคมที่เด็ก ผู้หญิง ผู้ชาย ครอบครัว และคนทุกกลุ่มสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน” ดร.สุปรีดา ระบุ

ด้าน รศ.อภิญญา เวชยชัย ประธานมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เผยว่า พัฒนาการของมูลนิธิฯ เติบโตมาจากประเด็นแรงงานหญิงและการรณรงค์ความเป็นธรรมด้านสิทธิแรงงาน เช่น สิทธิสวัสดิการ และการกำหนดวันลาคลอด ก่อนขยายขอบเขตงานไปสู่การแก้ไขสาเหตุความรุนแรงในครอบครัว ผ่านการลด ละ เลิกแอลกอฮอล์ การสร้างแกนนำแรงงาน ตลอดจนการสร้างความมั่นคงในชีวิต ความมั่นคงทางอาหาร และการผลิตที่ปลอดภัย ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากเครือข่ายที่เข้มแข็งทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และชุมชน ที่ร่วมกันทำงานในระดับปฏิบัติการและระดับนโยบาย ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสื่อสารสาธารณะเพื่อขยายจิตสำนึกเรื่องสิทธิสตรีไปยังกลุ่มเปราะบาง ส่งเสริมคุณค่าของผู้หญิงทั้งในชีวิตส่วนตัว ครอบครัว และการทำงาน

แต่ก้าวย่างต่อไปยังมีความท้าทายรออยู่มาก รศ.อภิญญา จึงเสนอแนะเรื่องการพัฒนาความเสมอภาคทางเพศให้ครอบคลุมเพศที่หลากหลาย สร้างและรณรงค์ให้สังคมทำความเข้าใจกับประเด็นเพศสรีระและเพศสภาพด้วยจิตสำนึกใหม่ ผลักดันประเด็นผู้หญิง ผู้ชายและเพศที่หลากหลายในมิติความเป็นมนุษย์ และผลักดันการทำงานกับกลุ่มที่เผชิญกับความเปราะบางและเข้าไม่ถึงบริการที่ควรได้รับให้ครอบคลุมและทั่วถึงมากขึ้น

ขณะที่ น.ส.อังคณา อินทสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เปิดใจถึงการทำงานตลอด 15 ปีความสำเร็จของมูลนิธิฯ มาจากการทำงานร่วมกันของผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ผู้ประสบปัญหา และภาคีเครือข่ายทุกคน ที่ยึดมั่นใน “อุดมการณ์สิทธิความเสมอภาคของหญิงชายและเพื่อนในเพศวิถี เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ต่อไปจากนี้ต้องยกระดับการทำงานจากรากฐานที่แข็งแรงสู่งานระดับปัจเจก พัฒนาชุมชนนำร่อง ผลักดันนโยบาย กฎหมายที่สร้างความเท่าเทียมทางเพศอย่างเป็นรูปธรรม ขยายความร่วมมือไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ เพื่อขับเคลื่อนสังคมที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติ ทุกเพศสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย ไร้ความรุนแรง มีศักดิ์ศรี มีสิทธิและมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน
“แม้เราจะเผชิญการเปลี่ยนแปลงของสังคม มีภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ความท้าทายใหม่ๆ ทั้งเทคโนโลยี AI ปัญหาเศรษฐกิจ ทุนเหล้า ทุนผูกขาด ปัจจัยกระตุ้นจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาเสพติด แต่มูลนิธิฯ ยังมีความเชื่อและยึดมั่นว่าการเปลี่ยนแปลง และการขับเคลื่อนทางสังคมจะฝ่าฟันไปได้ด้วยพลังการรวมกลุ่มของเจ้าของปัญหา เช่น การร่วมผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับ (ภาคประชาชน)ให้สำเร็จ เป็นต้น” น.ส.อังคณา กล่าว

นอกจากนี้ยังมีเสียงจาก “คนเคยหลงทาง” ติดกับดักคำว่า “ชายเป็นใหญ่” อย่าง นายสมปอง บัวทอง แกนนำเครือข่ายชุมชน ก็ได้บอกเล่าเรื่องราวถึงการเอาชนะกับดักทางทัศนคติชายเป็นใหญ่นั้นมาเป็นผู้นำครอบครัวที่แสนอบอุ่น และก้าวเป็นการนำชุมชนในเวลาต่อมาว่าตนก็เป็นคนที่เคยผิดพลาด หลงทางมาก่อน แต่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงตัวเอง และก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำชุมชนทำงานร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลจนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงชีวิตคนและชุมชนได้ เปลี่ยนสังคมชายเป็นใหญ่ ดื่มเหล้า ใช้อำนาจ ใช้ความรุนแรงกับคนในครอบครัว หันมาเคารพสิทธิความเท่าเทียมของชาย หญิง เห็นคุณค่าของคนในครอบครัว ช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้าน รับฟัง และใช้การพูดคุยแทนการใช้อำนาจหรือความรุนแรง
“เมื่อคนในครอบครัวเปลี่ยน ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ดีขึ้น และเมื่อหลายครอบครัวเปลี่ยน ชุมชนก็เริ่มเปลี่ยนตาม และขยายแนวคิดนี้ออกไปในหลายชุมชน หลายจังหวัด ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา นี่คือคุณค่าสำคัญในการทำงานของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ดังนั้น ในฐานะเครือข่ายชุมชนจะต้องช่วยกันสานต่อเพื่อสร้างสังคมที่เคารพศักดิ์ศรี ลดความรุนแรง สร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” น.ส.อังคณา กล่าว

แกนนำเครือข่ายชุมชน ยังเป็นห่วงกระแสข่าวความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.สสส. เพื่อยกเลิกกลไกภาษีเหล้า บุหรี่ (ภาษีบาป) แล้วเปลี่ยนไปใช้ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีปกติ ซึ่งมองว่านอกจากจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนแล้ว ยังส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความต่อเนื่องในการทำงานภาคสังคม ซึ่งงานของสสส. ต้องใช้ความต่อเนื่อง บางคนกว่าจะเปลี่ยนตัวเองจาก “ผู้กระทำ” มาเป็น “แกนนำช่วยเหลือผู้อื่น” ต้องใช้เวลา 2 ปี, 5 ปี หรือมากกว่านั้น ซึ่งไม่ง่ายเลย จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและยุติแนวคิดแก้ไขกฎหมายดังกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

