งานนี้ ‘รัฐบาล’ ทำได้ดีจริงๆ

ขอชื่นชมรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ทำให้ประเทศไทยได้แสดงออกซึ่งความเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 (ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์) ที่ผ่านมาได้อย่างดี และเป็นที่ประทับใจของมิตรประเทศที่เข้าร่วม
1) นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำเร็จในเรื่องนี้ว่า เป็นการยกระดับความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์เศรษฐกิจของไทยได้เป็นอย่างดี ประเทศไทยใช้เวทีนี้ แสดงให้โลกเห็นถึงศักยภาพของระบบการเงินไทย โดยเฉพาะการขับเคลื่อน “Bangkok Blueprint” สำหรับการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล
นอกจากนี้ ไทยยังผลักดันยุทธศาสตร์ Investment-Led Thailand เพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุน และดึงเทคโนโลยีสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตมาสู่ประเทศไทยอีกด้วย ทั้ง AI, EV และพลังงานสะอาด ที่สำคัญเรายังได้รับการวิเคราะห์นโยบายการคลังและเศรษฐกิจจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ทั้งการประเมินพื้นที่การคลัง และทิศทาง GDP เพื่อวางแนวทางบริหารประเทศในอนาคตได้อย่างถูกต้องอีกด้วย เพราะวันนี้เรามีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งระบบโลจิสติกส์ สาธารณูปโภคพื้นฐาน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจในสายตาของนานาประเทศที่มาร่วมประชุมว่า ประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือ และมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจต่างๆ ตามมาอีกมากมายอย่างแน่นอน
2) คราวนี้เรามาดูประโยชน์ที่จับต้องได้กันบ้าง นอกเหนือจากคำชื่นชมข้างต้น
1. เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว (Economic & Tourism Impact)
• กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น: มีผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ (ทั้งผู้นำด้านเศรษฐกิจ ผู้ว่าการธนาคารกลาง นักลงทุน และสื่อมวลชน) ซึ่งสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE)
• โอกาสการดึงดูดการลงทุน: เป็นเวทีพบปะเจรจาธุรกิจและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาสู่ประเทศไทย
2. บทบาทและความร่วมมือระหว่างประเทศ (Global Stance & Strategic Deals)
• เงินสนับสนุนโครงการสิ่งแวดล้อม: ไทยสามารถปิดดีลกับธนาคารโลกคว้าเงินให้เปล่ากว่า 80 ล้านบาท เพื่อใช้ปูทางไปสู่การบังคับใช้ พ.ร.บ.ลดโลกร้อน และขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero
• การจัดทำ Bangkok Blueprint: ร่วมมือกับ IMF และธนาคารโลกในการจัดทำกรอบนโยบายด้านการป้องกันภัยการเงินดิจิทัล (Bangkok Blueprint) เพื่อยกระดับความปลอดภัยและเสถียรภาพของระบบการเงิน
• ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ: ตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การเงิน และการจัดประชุมระดับโลกของภูมิภาค
3. การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว (Long-term Economic Reform)
• เป้าหมายยกระดับ GDP: รัฐบาลและภาคเอกชนตั้งเป้าใช้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เชิงโครงสร้าง จากเดิมประมาณ 2.7% ให้เติบโตมากกว่า 3% ต่อปี ผ่านนวัตกรรมและผลิตภาพใหม่ๆ
4. ประเด็นความร่วมมือ ด้านการเงินสีเขียว
โดยมีการผลักดันและเจรจาในมิติต่างๆ ดังนี้
• การจับมือของผู้นำการเงินโลก: ประเทศไทยเปิดเวทีเสวนาระดับสูงภายใต้หัวข้อ “Financing a Resilient Green Economy” เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำสถาบันการเงินจาก 191 ประเทศ ร่วมกันหาแนวทางระดมทุนจากภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
• กลไกการลดความเสี่ยงทางการเงิน: มุ่งเน้นการใช้เครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ เช่น เครดิตการันตี (Credit Guarantee) พันธบัตรรักษ์โลก (Green Bonds) และสินเชื่อสีเขียว เพื่อลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุนที่ต้องการนำเงินมาลงในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นแต่มีความเสี่ยงสูง
• ความร่วมมือโครงการ Low Carbon City: รัฐบาลไทยกับธนาคารโลก จับมือกันขยายผลโครงการเมืองคาร์บอนต่ำ เพื่อผลักดันให้หัวเมืองใหญ่ในไทยใช้พลังงานสะอาดและระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรม โดยมีธนาคารโลกเป็นผู้สนับสนุนด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยี
• การสนับสนุนงบประมาณลดโลกร้อน: ความร่วมมือในการรับเงินสนับสนุน (เงินให้เปล่า) เพื่อปูทางด้านกฎหมาย เช่น การบังคับใช้ พ.ร.บ. ลดโลกร้อน และการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ (Ecosystem) ที่เอื้อให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวได้ง่ายขึ้น
• โชว์โมเดลความยั่งยืนของไทย: ภายในงานมีการจัดโซนไฮไลต์ “Climate Resilience” เพื่อสะท้อนขีดความสามารถและวิสัยทัศน์ของไทยในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนสีเขียว (Green FDI) จากกองทุนระดับโลกเข้ามาสู่ภาคอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในไทย
• เปลี่ยนคำพูดเป็นการกระทำ: ประเทศไทยไม่ได้เพียงแค่จัดทำข้อตกลงบนกระดาษ แต่ใช้ตัวงานประชุมนี้เป็น “โครงสร้างต้นแบบการจัดงานยั่งยืน” (Green Meeting Model) เช่น การนำรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กว่า 320 คันมาใช้รับส่งเพื่อลดคาร์บอน และการเปลี่ยนขยะอาหารในงานทั้งหมดให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่าไทยมีความพร้อมทั้งในแง่นโยบายและการปฏิบัติจริง
4) เสน่ห์ไทยตรึงใจทั่วโลก
ประเทศไทยสอดแทรกความเป็นไทยและซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และทำเนียบรัฐบาล อย่างโดดเด่นในหลายมิติ ดังนี้
1. งานศิลปวัฒนธรรมและการแสดง
• เวที THAI FIGHT และการแสดงศิลปะการต่อสู้: มีการเนรมิตเวทีการแสดงที่ผสานแม่ไม้มวยไทย ศิลปะการป้องกันตัวโบราณอย่างกระบี่กระบอง และรำดาบไทย พร้อมด้วยการตีกลองศึกและกลองอสูร (The Rhythm of Siam)
• การแสดงนาฏศิลป์ร่วมสมัย: ชุดการแสดง “The Land of Prosperity” (ดินแดนสุวรรณภูมิ) นำเสนอนาฏศิลป์ไทยประยุกต์ร่วมกับดนตรีสากล ร้อยเรียงเรื่องราวความอุดมสมบูรณ์ของผลไม้ไทย
• งานเลี้ยงรับรอง Welcome Dinner (ณ ทำเนียบรัฐบาล): จัดการแสดงชุดพิเศษ เช่น Echoes of the Golden Land, การแสดงโขน, หนังใหญ่, หุ่นละครเล็ก, การขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์โดย แก้ม วิชญาณี, และการแสดงปิดท้ายโดย “น้องเนเน่ รอยัล” (แพรว-รังติกานต์) ผู้ชนะจากเวที America’s Got Talent
2. อาหารไทยและสตรีทฟู้ด
• สตรีทฟู้ดรถเข็นในงาน: นำรถเข็นขายอาหารแบบไทยแท้มาตั้งเสิร์ฟขนมและผลไม้ไทย เช่น ไอศกรีมไผ่ทอง, ตะโก้เผือก, ลูกชุบจิ๋ว, ขนมหวานน้ำแข็งไส, ขนมน้ำดอกไม้, ขนมตระกูลทอง, ฝอยทองกับกล้วยไข่กำแพงเพชร (สินค้าขึ้นทะเบียน GI) ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมชาวต่างชาติ
• เมนูอาหารค่ำ VVIP (4-Course Thai Set): รังสรรค์โดยเชฟท้องถิ่น ใช้วัตถุดิบไทยแท้ เริ่มด้วยอาหารว่าง (ช่อม่วงไก่, สะเต๊ะไก่, ม้าฮ่อเจ), ต้มยำกุ้ง, จานหลักเลือกได้ระหว่างมัสมั่นแก้มวัวออสเตรเลียตุ๋นหรือปลาแซลมอนอบเสิร์ฟคู่ข้าวกล้องจากโครงการหลวง, และของหวานอย่างทับทิมกรอบน้ำกะทิ
3. งานหัตถศิลป์ และสัญลักษณ์การออกแบบ
• โลโก้การประชุม: ออกแบบโดยนำอัตลักษณ์ไทยคือ “ลายประจำยาม” (ลายมงคลคุ้มครองป้องกันภัยโบราณ) และ “พระแสงจักร” มาผสานลงบนตัวอักษร ‘i’ ในคำว่า Thailand
• ของที่ระลึก: เริ่มต้นต้อนรับด้วยกระเป๋าผ้า ผ้าขาวม้า และมอบชุดเครื่องหอมอโรมาสัญชาติไทยจากแบรนด์ Karmakamet ให้แก่แขกผู้มีเกียรติและผู้นำระดับโลก
5) นางคริสตาลินา กอร์เกียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวอัญเชิญพระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นข้อคิดส่งท้ายแก่ผู้แทนประเทศสมาชิกจากทั่วโลก ด้วยการกล่าวถึงการสร้างประโยชน์และความสำเร็จที่ดีงาม ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในทันที แต่ต้องอาศัยการปลูกฝัง สั่งสม และพัฒนาอย่างเป็นลำดับ ด้วยความเพียรและความต่อเนื่อง
ช่วงต้นของการกล่าวสุนทรพจน์ นางกอร์เกียวากล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยในฐานะเจ้าภาพ พร้อมชื่นชมความงดงามของเรือพระสุพรรณหงส์จำลองที่จัดแสดงภายในงาน และหยิบภาพเรือพระที่นั่งมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์โลกว่า ทุกประเทศกำลังเดินทางอยู่บนเรือลำเดียวกัน และต้องร่วมกันรับมือคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามา ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และปัญหาหนี้สาธารณะ
นางกอร์เกียวาระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัว 3.1% สะท้อนความสามารถในการรับมือแรงกระแทกจากปัจจัยต่างๆ แต่เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวยังมีความแตกต่างระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและปัญหาพลังงานกำลังเผชิญแรงกดดันต่อการเติบโต ขณะที่ประเทศซึ่งมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น อีกปัญหาสำคัญคือหนี้สาธารณะและต้นทุนการกู้ยืมที่สูง ซึ่งลดความสามารถของรัฐบาลในการรับมือวิกฤต โดยเฉพาะประเทศรายได้น้อยที่ต้องนำรายได้ส่วนหนึ่งไปชำระดอกเบี้ยแทนการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
นางกอร์เกียวายังกล่าวถึงเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจช่วยเพิ่มผลิตภาพและสร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจโลก แต่ขณะเดียวกันก็มาพร้อมความเสี่ยงต่อการจ้างงาน โดยเฉพาะแรงงานรุ่นใหม่ ตลอดจนความผันผวนของตลาดการเงินและภัยคุกคามทางไซเบอร์ IMF จึงเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ และเร่งปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
ในช่วงท้ายของสุนทรพจน์ นางกอร์เกียวากลับมาย้ำถึงความสำคัญของ ความเพียร ความอดทน และการสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ผ่านพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 เธอชี้ว่า แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับการทำงานของ IMF และประเทศสมาชิกทั้ง 191 ประเทศ ซึ่งต้องร่วมมือกันสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคงและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
การอัญเชิญพระบรมราโชวาทในครั้งนี้จึงเป็นหนึ่งในช่วงสำคัญของการประชุม IMF–World Bank 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยเชื่อมโยงหลักคิดเรื่องความเพียรและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเข้ากับความท้าทายของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
ทั้งหมดนี้ คือ องค์ประกอบของความสำเร็จในการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

