บทบรรณาธิการ : 23 ตุลาคม 2569

ปราจีนฯโมเดลบทพิสูจน์รัฐบาล
เป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่งว่า ปัญหากองขยะพิษที่ผุดขึ้นมากับสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีนั้น ท้ายที่สุดแล้วจะได้รับการเยียวยาแก้ไขและจบลงอย่างไร หลังจากชาวบ้านที่นั่นกว่า 2,000 คน ต้องพึ่งพาตัวเองลุกฮือออกมาคัดค้านการตั้งโรงงานขยะ พร้อมยื่นเงื่อนไขให้ปิดถาวร แล้วให้ขนภูเขาขยะและกากอุตสาหกรรมพวกนั้นออกไปจากพื้นที่
จะว่าไปแล้ว หากไม่เกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ ที่อำเภอเมืองปราจีนฯ กบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ บ้านสร้าง และศรีมโหสถ เราก็คงไม่นึกเลยว่า ในหลายๆ พื้นที่ จะมีการปล่อยให้สร้างโรงงานรีไซเคิลขยะอันตรายที่อาจส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และแอบฝังกลบกากอุตสาหกรรมมากมายขนาดนี้จนกระทั่งเกิดน้ำท่วม ความจริงจึงค่อยๆ ผุดออกมาประจาน
ปัญหาน้ำท่วม-ตอผุด หรือน้ำลด-ขยะพิษโผล่ กำลังสร้างความหวั่นวิตกขยายวงไปทั่วปราจีนฯ เพราะภาพของปลาตายลอยเป็นเบือ หรือสภาพของน้ำสีรุ้งจากคราบน้ำมันรั่วไหลที่อำเภอศรีมหาโพธิ หรือพบน้ำสีดำกลิ่นเหม็นบริเวณประตูระบายน้ำเพชรเอิม อำเภอกบินทร์บุรี จนเกิดปรากฏการณ์น้ำ 2 สีในแม่น้ำปราจีนบุรี คือคำถามตัวโตๆว่า เกิดอะไรขึ้นที่นี่
สถานการณ์น้ำผิดปกติในปราจีนฯ พบทั้งน้ำสีรุ้ง น้ำสีดำคล้ายโอเลี้ยง และปลาลอยตายในหลายพื้นที่ ถึงแม้ทางการออกมาอ้างผลตรวจคุณภาพน้ำสีดำหรือคราบสีรุ้ง ระบุว่า อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานก็ตาม แต่สำหรับชาวบ้านแล้ว ไม่ได้เชื่อมั่นตามนั้น และยังตั้งคำถามกลับไปอย่างดุเดือด เพราะพวกเขาเชื่อสายตาตัวเองมากกว่าเชื่อคำรายงานในกระดาษ
ประเด็นสำคัญที่ชาวปราจีนฯจับจ้องอยู่ตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพของน้ำ และสารอันตรายตกค้างว่าจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอย่างไรเท่านั้น แต่กำลังวัดใจดูว่า หน่วยงานภาครัฐ และรัฐบาลจะจัดการปัญหาเหล่านี้จริงจังแค่ไหน หลังจากส่งรัฐมนตรีถึง 2-3 คน ยกทีมงานลงพื้นที่ไปตรวจสอบและรับฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่
ถึงแม้ว่าเบื้องต้น มีคำสั่งปิดโรงงานขยะไปแล้วบางส่วน แต่ก็มีคำถามตามมาคือ ปัญหาขยะพิษที่ลอยเกลื่อนในปราจีนฯจะจบจริงหรือไม่เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ชาวบ้านมองว่า เป็นพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่สภาพหน้างานจริงๆ โรงงานอุตสาหกรรมในปราจีนฯ มีเป็นจำนวนมาก และหลายประเภท มีทั้งถูกต้องตามกฎหมาย โรงงานเถื่อน และโรงงานนอมินี
เพราะฉะนั้นการจะเข้าไปจัดการปราบปรามการลักลอบประกอบกิจการโรงงาน และการจัดการขยะอุตสาหกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ โดยเฉพาะเรื่องอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบยังมีช่องโหว่ ขณะที่กฏหมายบางฉบับใช้มานาน 40-50 ปี มีโทษแค่ปรับ จนผู้ประกอบการบางรายไม่เกรงกลัว เลือกจ่ายค่าปรับไม่กี่บาทแลกกับการทำผิดต่อไป
ขณะนี้รัฐบาลพยายามแสดงให้เห็นว่า จะใช้อำนาจทุกอย่างที่มีอยู่ในมือ ไม่ว่าดีเอสไอหรือ ปปง.เพื่อยกระดับความเข้มข้นในการเอาผิด แต่นั่นแค่ปลายเหตุ เพราะสิ่งที่ชาวบ้านต้องการคือ ให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนทุกมิติ เนื่องจากที่ปราจีนฯคือตัวอย่างวิกฤตขยะพิษที่กำลังเป็นภัยเงียบคุกคามชีวิตคนไทย แต่คำถามที่ท้าทายคือ รัฐบาลจะจริงจังแค่ไหน หรือแค่ไฟไหม้ฟาง???
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


