บุคคลแนวหน้า : 23 ตุลาคม 2569 (รักษ์ ปฐวี)

nn แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา
..nn เข้าสู่ช่วงสุกดิบก่อนศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรี รัฐบาล“อนุทิน ชาญวีรกูล” แล้ว ถามว่าฝ่ายค้านมีไม้เด็ดแค่ไหน “รักษ์ ปฐวี” ขอบอกว่ายังมองไม่เห็น
..nnต้องย้ำกันตรงนี้ ในเมื่อฝ่ายค้านวาง 18 รัฐมนตรี เป็นเป้า ข้อกล่าวหาก็ต้องมุ่งไปที่เป้า ถ้าหวังไปตีค่ายรอบๆ ให้สะเทือน แล้วจะหวังผลให้แรงสั่นสะเทือนไปสร้างความคลอนแคลนก็คงไม่ได้
..nn ดังนั้น จบการอภิปรายแบบ “อีเวนต์” รอบนี้ “รัฐบาลอนุทิน” ก็ยังคงเดินหน้าไปได้ เผลอๆ จะแกร่งขึ้นกว่าเดิม เพราะดูดเอา “ค่ายสีเขียว” พรรคกล้าธรรม มาร่วมหัวจมท้ายกันด้วยก็ได้
..nn มาคำนวณตัวเลขกันคร่าวๆ แบบเอาหลักๆ ไม่รวมพรรคเล็กที่คอยเสริมแกร่ง หรืองูเห่า งูแมวเซา ก่อนการอภิปราย 2 พรรคหลักรวมกันภูมิใจไทย 193 เสียง กับเพื่อไทย 74 เสียง เป็น 267 เสียงถือว่าแกร่งแล้ว ถ้าหลังอภิปรายข่าวลือเป็นจริง ถึงสีเขียวมาร่วมก็จะเป็น 193+74+58 เท่ากับ 325 เสียง แน่นปึ้ก
..nn คำถามต่อไปก็คือการปรับ ครม. ที่มีเค้าว่าจะเกิดขึ้นหลังเสร็จศึกซักฟอกจะสร้างความสั่นสะเทือนหรือไม่? ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็ต้องบอกว่าต้องดูว่าการปรับเปลี่ยนสลับเก้าอี้ จะไปกระทบถึง “โควตา” ของพรรคร่วมหรือกลุ่มก้อนในแต่ละพรรคหรือไม่เพียงใด
..nn ในส่วนของ “เพื่อไทย” วันก่อน “เดอะหนิม” จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงานหัวหน้าค่ายสีแดงประกาศชัดเรื่องยกมือสนับสนุน 18 รัฐมนตรีภูมิใจไทย ไม่มีปัญหา แต่เรื่องปรับครม. ดึง “ค่ายสีเขียว” มาร่วม “เดอะหนิม” บอกว่า “ไม่ได้เสียหายอะไรดำเนินการได้ ทำให้เสียงมีความมั่นคงขึ้น”แต่ต้องเคารพข้อตกลง ไม่แตะต้องกับกระทรวงที่เพื่อไทยดูแลอยู่
..nn กระนั้นนี่เป็นเพียงท่าทีตอบสนองเบื้องต้น แต่ในความเป็นจริงของการเมืองแบบรัฐบาลผสม อยู่ที่ข้อตกลงสุดท้ายว่าจะพอใจ“ยื่นหมูยื่นแมว” กันหรือไม่
..nn ขณะที่จุดที่น่าจับตาเช่นกันคือ การเกลี่ยพื้นที่ภายในค่ายสีน้ำเงิน ภูมิใจไทยเพื่อรองรับการเข้ามาของพรรคสีเขียว ซึ่งอย่างน้อยก็คงต้องมี 2 รัฐมนตรีว่าการ โดยต้องไม่ลืมว่าในครม.ปัจจุบัน มีเก้าอี้ที่เป็นโควตากลางอยู่ถึง4 ตำแหน่ง ประกอบด้วย 3 รัฐมนตรีว่าการ และ1 รองนายกฯ
..nn ในทางการเมืองมีคำกล่าวว่าข่าวลือคือข่าวจริงที่ยังมาไม่ถึง “ข่าวลือ” ที่ว่าอาจมีการหั่นเก้าอี้โควตา 3 ทหารเสือ ออกมาจัดสรรใหม่บ้างบางตำแหน่ง จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว
..nn สถานการณ์โลกกำลังลากดึงราคาพลังงานให้ถีบตัวสูงขึ้นอีก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวไปอยู่เหนือ 110 ดอลลาร์/บาร์เรลสาเหตุหลักคือสถานการณ์ในตะวันออกกลางโดยเฉพาะกรณีกลุ่มฮูตีโจมตีแหล่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย
..nn แน่นอนว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ย่อมส่งผลต่อราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าไม่มีสัญญาณดีมาเบรกก็อาจทะยานขึ้นไปอีก
..nn ราคาน้ำมันฉุดกระชากค่าครองชีพให้สูงขึ้นโดยอัตโนมัติโจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ได้มีเพียงการดูแลราคาพลังงานในระยะสั้น แต่ต้องประเมินด้วยว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะมีมาตรการรองรับอย่างไร โดยเฉพาะการดูแลกลุ่มประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพราะการใช้งบประมาณเข้าไปพยุงราคาแม้ช่วยบรรเทาภาระเฉพาะหน้าได้ แต่ก็มีต้นทุนทางการคลังที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน
..nnและนี่คือโจทย์หินที่รัฐบาลต้องเผชิญและอันตรายยิ่งกว่าการเผชิญศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาเป็นไหนๆ..nn
รักษ์ ปฐวี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


