คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

สส.ผู้ทรงเกียรติ‘ฟัดกันนัว’
สส.ผู้ทรงเกียรติในสภาฯ บ้านเราเวลานี้ ชาวบ้านบอกว่า”กัดกันอย่างกับสุนัข” เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมวานนี้ ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ของสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นประธาน ก็“ฟาดปากกันวุ่น”เหมือน“เด็กนักเรียนยกพวกตีกัน” จากกรณีที่นายรังสิมันต์ได้เชิญนายศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้าชี้แจงเรื่อง“หุ้นเว็บพนัน”ของนายไท่หยาง ซาง สามีของนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย
ขณะที่สถานการณ์โลกที่เป็นจริง ไม่ได้“กัดกันอย่างสุนัข” แต่เป็นสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ใช้ขีปนาวุธและโดรนถล่มกันถึงเลือดถึงเนื้อ จากการที่“กลุ่มฮูตี” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยกระดับการโจมตีเป้าหมายต่างๆ ในประเทศซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมวานนี้ มีการปรับตัวสูงขึ้น
โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวสูงขึ้น 1.29 ดอลลาร์ หรือ 1.2 เปอร์เซ็นต์ ขยับไปอยู่ที่ 110.11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสฯ (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 97 เซนต์ หรือ 1 เปอร์เซ็นต์ ขยับไปอยู่ที่ 98.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และนอกจากนั้นต้นทุนการขนส่งน้ำมันทางทะเลก็มีการปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
ทั้งนี้ “โกลด์แมน แซคส์” ธนาคารเพื่อการลงทุนและบริษัทบริการทางการเงินข้ามชาติของสหรัฐฯ รายงานว่า อัตราค่าระวางขนส่งน้ำมันดิบโดยเฉลี่ยทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นทะลุ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และแม้ว่าอัตราค่าขนส่งได้ลดลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาก็ตาม แต่ก็ยังสูงกว่าปี 2568 เมือเทียบเวลาเดียวกัน ประมาณ 7 เท่า ซึ่งจากราคาต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตน้ำมันสำเร็จรูป อันอาจทำให้ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นไปอีก
ส่วนซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเวลานี้ตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดที่สุดที่ต้องรับมือกับ“กลุ่มฮูตี” ทั้งจากถูกโจมตีสนามบิน แหล่งพลังงานและโรงกลั่นน้ำมัน รวมทั้งค่ายทหารอย่างต่อเนื่อง ก็ได้มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดิบเกรด “Arab Light”สำหรับส่งออกไปยังตลาดเอเชียเพิ่งสูงขึ้นถึง 19.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ด้วยเหตุที่ซาอุดีอาระเบียมีข้อจำกัดในการส่งออกหลังจากถูก“กลุ่มฮูตี”โจมตีโรงกลั่นและท่อส่งน้ำมันประกอบกับสถานการณ์ตึงเครียดที่บริเวณ“ช่องแคบฮอร์มุซ”และทะเลแดง“บับเอลมันเดบ” ทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องปิดท่อส่งน้ำมันสำคัญ และเหลือกำลังการส่งออกประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
การโจมตีซาอุดีอาระเบียของ“กลุ่มฮูตี”นั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมาเพียงวันเดียว “กลุ่มฮูตี”ได้เปิดปฏิบัติการทางทหาร 6 ครั้ง โดยโจมตีบริษัทอารัมโก (Aramco) ในเมืองยันบู (Yanbu) สองช่วงทำให้เกิดเพลิงไหม้ นอกจากนี้ยังโจมตีแหล่งน้ำมันอัช-ชัยบะห์ (Shaybah) จนเกิดความเสียหายอย่างหนัก รวมถึงการโจมตีสนามบินคิงคาลิดในกรุงริยาด, โจมตีสนามบินนานาชาติอับฮา (Abha), โจมตีฐานทัพของซาอุดีอาระเบียในแถบภูเขาอัล-ฮิสน์ และอัล-เราะห์มะห์ รวมทั้งสนามบินคามิส มูไชต์ (Khamis Mushait)
เรียกว่าสถานการณ์ทั่วทั้งประเทศซาอุดีอาระเบียกำลังระส่ำระสายอย่างหนักจากการปฏิบัติการของ“กลุ่มฮูตี” แม้กระทั่งอาคาร“คิงดอม เซ็นเตอร์” (Kingdom Centre) ตึกสูงระฟ้า 99 ชั้น ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญใจกลางกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย ก็ต้องเฝ้าระวังการโจมตีของ“กลุ่มฮูตี” โดยทางการซาอุดีอาระเบียได้สั่งปิดอาคารแห่งนี้ และให้พนักงานลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในอาคาร“คิงดอม เซ็นเตอร์”ทุกคน“เวิร์ค ฟอร์มโฮม”อย่างไม่มีกำหนด
หรือแม้แต่สหรัฐฯและอังกฤษ ประเทศที่มีแสนยานุภาพทางทหาร ก็ยังประกาศเตือนประชาชนพลเมืองของตน หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศซาอุดีอาระเบียในช่วงเวลานี้ โดยกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรออกประกาศเตือนพลเมืองของตนว่า สนามบิน สถานที่ทางทหาร ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานมีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าหมายเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดการโจมตีสนามบินเพิ่มเติม การหยุดชะงักของบริการ และการยกเลิกเที่ยวบิน
โดยเฉพาะสนามบินนานาชาติคิงคาลิด (King Khalid International Airport - KKIA) ในกรุงริยาด กระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรได้แนะนำให้พลเมืองอังกฤษหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสนามนานาชาติแห่งนี้ จนกว่าจะมั่นใจได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวปลอดภัย และสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางออกจากซาอุดีอาระเบีย มีการแนะนำให้พิจารณาเดินทางทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แล้วขึ้นเครื่องบินจากประเทศนั้นแทน และพร้อมกันนี้ก็ยังคงมาตรการเตือนภัยขั้น“เข้มงวดสุด”ให้พลเมืองอังกฤษหลีกเลี่ยงการเดินทางทุกรูปแบบ ในรัศมี 10 กิโลเมตรจากแนวชายแดนประเทศซาอุดีอาระเบียที่ติดกับประเทศเยเมน
นั่นคือภาพสถานการณ์จริงของโลกที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้“กัดกันอย่างสุนัข”เหมือน สส.ผู้ทรงเกียรติบ้านเรา ที่“เล่นการเมือง”เพื่อช่วงชิงอำนาจ โดยอ้างประเทศชาติและประชาชนเป็นเครื่องบังหน้า และแน่นอนเมื่อสถานการณ์ด้านพลังงานของโลกเป็นเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาระ“กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” โดยที่เวลานี้ต้องแบกรับภาระอุดหนุนราคาพลังงานสูงถึงวันละประมาณ 651.31 ล้านบาท
และจากการแบกรับภาระอุดหนุนราคาพลังงานในแต่ละวัน ยิ่งทำให้หนี้สินสะสมของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจากตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา ติดลบรวมทั้งสิ้น 103,561 ล้านบาท ซึ่งเมื่อแยกตามบัญชีแล้ว บัญชีน้ำมันติดลบ 62,359 ล้านบาท และบัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ติดลบ 41,202 ล้านบาท
เมื่อสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางไม่เสถียร โดยเฉพาะสถานการณ์พลังงาน ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนประมาณ 57 เปอร์เซ็นต์ถึง 58 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดของประเทศ ก็แน่นอนอีกเช่นกันว่า เราจะต้องเผชิญกับต้นทุนการนำเข้าน้ำมันและก๊าซที่แพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ และเป็นแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชนในที่สุด
นึกแล้วก็น่าสังเวชใจกับพฤติกรรมของบรรดา สส. ผู้ทรงเกียรติ เมื่อวาน“ฟัดกันนัว”ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ รวมทั้งในที่ประชุมวิปทั้งสองฝ่ายเรื่องการหาข้อสรุปวันเวลาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล อีกไม่กี่วันก็จะยกพวกไป“ตีกัน”ต่อในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อถึงวันอภิปรายจริง !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


