คอลัมน์ : ฝากฟ้า ฝากดิน

“ความยากจนทางจิตใจ - ความยากไร้ทางวัตถุ” ตอนที่ 8
เหตุการณ์จลาจลในประเทศฝรั่งเศสครั้งนี้ มีความเห็นหลากหลาย แต่ก็เป็นไปในทางเดียวกัน ผมสรุปมาจากโลกออนไลน์ดังนี้
1)เกิดจากสวัสดิการของรัฐไม่เพียงพอ เพราะเงินงบประมาณถูกนำไปใช้ในสงคราม การสร้างอาวุธ 2) ส่งผลให้มีงบประมาณด้านการศึกษาน้อยลง 3) คนแก่และคนวัยเกษียณเพิ่มมากขึ้นจึงเป็นภาระแก่คนทำงานที่มีน้อยกว่า 4) ปัญหาคนอพยพรุ่นที่ 2 และ 3 ไม่มีความผูกพันกับประเทศฝรั่งเศสเหมือนรุ่นแรกที่เข้ามาอาศัยแผ่นดินฝรั่งเศสทำมาหากิน 5) รวมกับคนเจน Z (พวกเขาพ่นสีไว้ที่อนุสาวรีย์แห่งหนึ่ง) ที่หางานทำยากและบ้างก็ไม่อยากทำ ทั้งหมดหมายความว่า “รายจ่ายมากกว่ารายรับ ทั้งในฐานะองค์กรและบุคคล”
ผมเขียนบทความนี้ก็เพราะปัญหาในประเทศไทยไม่แตกต่างจากฝรั่งเศสนัก แม้จีดีพี.ยังดีกว่ามาก แต่พวกซ้ายในเมืองไทยก็มีเป้าหมายอย่างเดียวกัน ทั้งเรื่องการปฏิวัติและเรื่องภาษี
เมื่อคุณปิยบุตรได้เสนอสาระสำคัญในงานเขียนของโทมัส พิเกตตี้ (Thomas Piketty) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เพื่อทำความเข้าใจ “วิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจของฝรั่งเศส” ในระดับรากเหง้าจนเป็นเหตุให้เกิดจลาจล ผมก็เข้าใจได้ว่า เขานำข้อเสนอของพิเกตตี้มาสู่คนไทยโดยเฉพาะพวกซ้ายด้วย
พิเกตตี้เห็นว่าการจลาจลมีเหตุจาก "ความเหลื่อมล้ำและการจัดสรรทรัพยากรที่ล้มเหลว" ไม่ใช่เรื่องของระบบสวัสดิการล้นเกินหรือปัญหาผู้อพยพตามที่นักวิเคราะห์ปีกขวาอ้าง
ประเด็นนี้คุณปิยบุตรกล่าวว่า คนไทยมักติดกับดักภาพจำความวุ่นวาย ความรุนแรง หรือการปล้น จากการคัดกรองของอัลกอริทึมข่าวสาร เขาเสนอว่าไม่ควรมองและ "เหมารวม" เหตุการณ์จลาจลเพียงจุดเดียว แต่ต้องแยกแยะภาพใหญ่ของการชุมนุม รวมถึงประเมินการใช้ความรุนแรงของฝั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย
ส่วนพิเกตตี้กล่าวว่า ฝรั่งเศสไม่ได้สิ้นเนื้อประดาตัว ความมั่งคั่งและรายได้รวมของประเทศอยู่ในจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ปัญหาคือสินทรัพย์ของภาคเอกชน (กลุ่มทุนและมหาเศรษฐี) พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด (จาก 300% เป็นเกือบ 600% ของ GDP นับจากทศวรรษ 1970) ในขณะที่รัฐบาลกลับแบกหนี้สาธารณะท่วมท้นเนื่องจากการลดหย่อนภาษีให้กลุ่มทุนตลอดหลายทศวรรษ สถานการณ์ในปัจจุบันจึงมีความคล้ายคลึงกับช่วงปี ค.ศ. 1789 (ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส) ที่ชนชั้นนำปฏิเสธการจ่ายภาษีอย่างเป็นธรรม จนทำให้รัฐต้องผลักภาระด้วยการสร้างหนี้ผูกพัน
พิเกตตี้เสนอวิธีแก้ปัญหานี้
1.จัดเก็บภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Tax) โดยจัดเก็บภาษีพิเศษ 50% จากมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มอภิมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินเกิน 100 ล้านยูโร เพื่อนำเงินเหล่านั้นกลับมาสนับสนุนงบประมาณบริการสาธารณะและการศึกษา
2.การปฏิรูปภาษีชีวิตประจำวัน เขาเห็นว่าระบบภาษีที่ดินแบบเดิมไม่เป็นธรรมต่อชนชั้นกลาง(เพราะคิดภาษีจากมูลค่าทรัพย์สินโดยไม่หักหนี้สินบ้านที่กู้มา) และเสนอให้เปลี่ยนเป็นภาษีความมั่งคั่งสุทธิแบบก้าวหน้า เพื่อลดภาระให้ประชาชนทั่วไป
3.ดึงกลไก "ประชามติ" กลับมาใช้ เขาเตือนฝ่ายประชาธิปไตยว่า “ห้ามปล่อยให้ประเด็นการทำประชามติกลายเป็นเครื่องมือสร้างกระแสเกลียดชังผู้อพยพของฝ่ายขวาจัด” แต่ต้องใช้กลไกนี้ให้ประชาชนร่วมตัดสินใจในเรื่องโครงสร้างภาษีและเศรษฐกิจ
แต่ข้อเสนอนี้จะนำไปใช้แก้ปัญหาการจลาจลและวิกฤตเศรษฐกิจในฝรั่งเศสได้หรือไม่นั้น นักเศรษฐศาสตร์และฝ่ายการเมืองมองต่างกัน และท้าทายในทางปฏิบัติอย่างมาก ซึ่งมีทั้งจุดเด่นและข้อจำกัดในโลกความเป็นจริง
ผมถาม AI ว่าถ้าทำได้จริงตามข้อเสนอของพิเกตตี้จะเป็นอย่างไร?
คำตอบคือ
1.จะแก้ปัญหางบประมาณรัฐถังแตกได้ทันที ข้อเสนอเก็บภาษีพิเศษ 50% จากความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มอภิมหาเศรษฐี (ทรัพย์สินเกิน 100 ล้านยูโร) จะสามารถดึงเงินกลับเข้าคลังได้ทันทีราว 400,000 ล้านยูโร ซึ่งสามารถนำไปอุดรอยรั่วหนี้สาธารณะและยกเครื่องการศึกษา รวมถึงระบบสวัสดิการที่กำลังถูกตัดลดงบประมาณในปัจจุบันได้
2.ลดความตึงเครียดทางสังคมของชนชั้นกลาง-ล่าง การเปลี่ยนภาษีที่ดินแบบเดิมมาเป็น "ภาษีความมั่งคั่งสุทธิแบบก้าวหน้า" (คิดหลังจากหักหนี้สินบ้านแล้ว) จะช่วยลดภาระภาษีให้ประชาชนทั่วไปได้ถึง 90% ซึ่งจะช่วยบรรเทาวิกฤตค่าครองชีพที่เป็นชนวนเหตุของการประท้วงใหญ่ครั้งนี้โดยตรง
แต่ก็มีข้อจำกัดและอุปสรรคสำคัญในความเป็นจริง
1.การไหลออกของเงินทุน (Capital Flight) แม้พิเกตตี้จะเสนอทางแก้ว่าให้เก็บภาษีตามจำนวนปีที่เคยอยู่ (แม้หนีไปประเทศอื่นก็ต้องจ่าย) แต่ในทางปฏิบัติ กลุ่มทุนและอภิมหาเศรษฐีมีกลไกทางกฎหมายในการโยกย้ายสินทรัพย์ข้ามชาติได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
2.ปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของมหาเศรษฐีอยู่ในรูปของหุ้น พอร์ตการลงทุน หรืออสังหาริมทรัพย์ ไม่ใช่เงินสด การบังคับจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งในอัตราสูงถึง 10% ต่อปี อาจบีบให้ต้องมีการขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเสี่ยงทำให้ตลาดหุ้นผันผวนรุนแรง
3.แรงต้านทางการเมือง นโยบายแนว “ประชานิยมซ้ายจัด” แบบนี้มักเผชิญแรงต้านอย่างรุนแรงจากพรรคการเมืองฝั่งขวา ฝ่ายอนุรักษนิยม และกลุ่มทุนใหญ่ ซึ่งในระบบสภาปัจจุบันของฝรั่งเศส การผลักดันกฎหมายสุดโต่งเช่นนี้ให้ผ่านมติเป็นไปได้ยากมาก
สรุปแล้ว แนวทางนี้อาจแก้ปัญหาที่รากเหง้าความเหลื่อมล้ำได้ในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัตินั้นทำได้ยากมาก นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่าเป็นนโยบายที่ "ฟังดูดีในเชิงอุดมคติหรือบนโซเชียลมีเดีย" แต่เมื่อนำเข้ามาถกเถียงในเวทีสาธารณะและการบริหารจริง จะมีผลกระทบข้างเคียงและต้นทุนในการบังคับใช้กฎหมายที่สูงมาก
ทุนนิยมก็แก้ปัญหาไม่ได้หมด ซ้ำมีปัญหาตามมามากอีกต่างหาก สังคมนิยมก็ยิ่งตีบตัน แม้ข้อเสนอของ “ซ้ายจัด” ข้างบนนี้ แม้ดูน่าจะเป็นไปได้ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ในระบบ-ระบอบไหน ถ้ายังเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ทั้งนั้น
วิมล ไทรนิ่มนวล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


