บทบรรณาธิการ : 20 สิงหาคม 2569

คำพูดของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ออกมาระบุว่า การเดินหน้าโครงการต่างๆ ของรัฐบาลทำได้ยาก เพราะต้องเผชิญกับ“กับดัก เอ็นจีโอ(NGOs)” ที่คอยคัดค้านโครงการของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นแลนด์บริดจ์ โครงการ SEC/EEC หรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่อื่นๆ เป็นประเด็นที่สังคมควรรับฟังอย่างมีเหตุผล มากกว่าจะรีบด่วนตัดสินว่าใครถูกใครผิด
ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือการก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง หากยังพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมๆ โดยไม่มีเครื่องยนต์ใหม่เข้ามาขับเคลื่อน ก็ยากที่จะยกระดับประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ภาคเกษตร คือภาพสะท้อนหนึ่งที่ชัดเจน เกษตรกรไทยจำนวนไม่น้อยยังต้องเผชิญกับปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ เพราะวันนี้คู่ค้าของเราในอดีตจำนวนหนึ่งกำลังกลายเป็นคู่แข่ง ขณะที่ประเทศอื่นๆก็สามารถผลิตสินค้าชนิดเดียวกับไทยได้มากขึ้นและต้นทุนต่ำลง
เมื่อราคาตก เกษตรกรก็เรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองก็เกิดการประท้วง นำผลผลิตมาเทหน้าทำเนียบหรือกดดันรัฐบาล ขณะที่นักการเมืองเองก็ยากที่จะปฏิเสธ เพราะเกษตรกรคือฐานเสียงสำคัญ
สุดท้ายจึงเกิดวงจรเดิมๆ คือ ราคาตก–รัฐอุดหนุน–ปัญหาคลี่คลายชั่วคราว–ผลิตเพิ่ม–ราคาตกอีกครั้ง
การช่วยเหลือเกษตรกรในยามวิกฤตเป็นสิ่งจำเป็น แต่หากการแก้ปัญหาทั้งหมดจบลงเพียงการอุดหนุนราคา ก็เท่ากับเรากำลังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยไม่ได้สร้างความสามารถในการแข่งขันใหม่ให้กับประเทศ
เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยว แม้จะยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่หากเรายังคงแข่งขันด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากกิจกรรมรูปแบบเดิมๆ โดยไม่ยกระดับไปสู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง ก็อาจไม่เพียงพอสำหรับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
วันนี้การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่เรื่องต้นทุนแรงงานหรือทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป แต่แข่งขันกันด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม ข้อมูล พลังงานสะอาด ระบบโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมใหม่ และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
คำถามจึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะสร้าง “คลื่นลูกใหม่” ของเศรษฐกิจได้อย่างไร
และตรงนี้เองที่การลงทุนใหม่ๆ โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ตลอดจนการสร้างพื้นที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมใหม่ กลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าโครงการทุกโครงการของรัฐจะต้องเดินหน้าโดยไม่มีเงื่อนไข หรือทุกข้อเสนอของรัฐบาลจะถูกต้องเสมอไป
โครงการขนาดใหญ่ย่อมมีทั้งคนได้ประโยชน์และคนที่อาจได้รับผลกระทบ สิ่งแวดล้อม ชุมชน ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิต และงบประมาณของรัฐ ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบด้าน
ดังนั้น การตรวจสอบจากภาคประชาชนและ NGOs จึงไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกมองว่าเป็นศัตรูของการพัฒนา
ตรงกันข้าม เสียงคัดค้านที่มีข้อมูล มีเหตุผล และมีข้อเสนอทางเลือก สามารถทำให้โครงการของรัฐดีขึ้นได้ด้วยซ้ำ
ปัญหาอยู่ตรงที่ หากการคัดค้านกลายเป็น “ไม่เอา” ตั้งแต่ต้น โดยไม่เปิดพื้นที่ให้ถกเถียงกันว่าโครงการควรปรับอย่างไร ลดผลกระทบอย่างไร หรือมีทางเลือกอื่นหรือไม่การคัดค้านก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศติดอยู่กับที่
ในทางกลับกัน รัฐบาลเองก็ต้องไม่ใช้คำว่า “การพัฒนา” เป็นข้ออ้างในการเดินหน้าโครงการโดยไม่ฟังเสียงของผู้ได้รับผลกระทบ
สิ่งที่ควรเปลี่ยนจึงไม่ใช่จาก “คัดค้าน” ไปเป็น “เห็นด้วย”แต่ควรเปลี่ยนจาก “จะทำหรือไม่ทำ” ไปสู่ “ถ้าจะทำต้องทำอย่างไรให้ดีที่สุด”
โครงการใดที่จำเป็นต่อประเทศ ก็ควรตอบคำถามให้ได้ว่า จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจเท่าใด ใครได้ประโยชน์ ใครได้รับผลกระทบ และรัฐจะลดผลกระทบเหล่านั้นอย่างไร
หากหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ ก็ควรหลีกเลี่ยง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องทำให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมมีมาตรการเยียวยาที่เป็นธรรมและตรวจสอบได้
นี่ควรเป็น “กติกาใหม่” ของการพัฒนาประเทศ
ประเทศไทยไม่ควรอยู่ในสภาพที่ รัฐบาลคิดจะทำอะไรก็ทำไม่ได้ เพราะถูกคัดค้านทุกเรื่อง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรอยู่ในสภาพที่ ประชาชนต้องยอมรับทุกโครงการเพียงเพราะรัฐบาลบอกว่าเป็นการพัฒนา
สองสุดโต่งนี้ไม่มีทางพาประเทศไปข้างหน้าได้
สิ่งที่ประเทศไทยต้องการคือระบบที่ทำให้ รัฐบาลกล้าตัดสินใจ ภาคประชาชนกล้าตรวจสอบ และทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบต่อข้อมูลและเหตุผลของตัวเอง
เพราะในโลกที่การแข่งขันกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ประเทศที่หยุดนิ่งไม่ได้แปลว่าปลอดภัย แต่อาจหมายถึงกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ประเทศไทยอาจไม่สามารถเลือกได้ว่าจะ “พัฒนา” หรือ “ไม่พัฒนา” แต่เราสามารถเลือกได้ว่า จะพัฒนาอย่างไร
หากโครงการหนึ่งสร้างประโยชน์ให้ประเทศมหาศาลแต่สร้างผลกระทบให้คนบางกลุ่ม รัฐก็ต้องหาทางลด ผลกระทบและเยียวยาอย่างเป็นธรรม
หากโครงการหนึ่งสร้างผลกระทบมากกว่าประโยชน์รัฐก็ต้องกล้าทบทวนหรือยกเลิก
และหาก NGOs หรือภาคประชาชนเห็นต่าง ก็ต้องเสนอเหตุผล ข้อมูล และทางเลือก ไม่ใช่เพียงการปฏิเสธทุกอย่าง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของทั้งรัฐบาลและประชาชนควรเป็นสิ่งเดียวกัน นั่นคือทำอย่างไรให้ประเทศไทยเดินหน้า โดยทิ้งคนข้างหลังให้น้อยที่สุด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

