คอลัมน์ : เส้นใต้บรรทัด

‘ปราจีนบุรี’ ไม่เอา EEC
ฟังดูแล้ว เรื่องนี้มีปัญหาด้าน “การสื่อสาร” ที่ไม่ชัดเจน จนนำไปสู่ความรู้สึกไม่ไว้วางใจ
1) “เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” ออกแถลงการณ์ยืนยันเดินหน้า “ชุมนุมคัดค้านการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มายังจังหวัดปราจีนบุรี” ต่อเนื่อง หลังเริ่มชุมนุมตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา
โดยประชาชนกลุ่มนี้
1.1 เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ลงนามยุติการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรีอย่างเป็นทางการ แม้ใน วันแรกของการชุมนุม นายอำนาจ วิราวัลย์ สส.ปราจีนบุรี เขต 1 กับรองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้เข้าหารือกับกลุ่มผู้ชุมนุม และแจ้งว่า นายกรัฐมนตรีกำชับว่าขณะนี้ได้ยุติการพิจารณาเรื่อง EEC แล้ว อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ผ่านไป 2 วัน กลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ได้รับเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล
1.2 เครือข่ายยังแสดงความไม่พอใจ กรณีศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรียังคงปิดประตู ไม่เปิดพื้นที่ให้ ผู้ชุมนุมเข้ายื่นข้อเสนอและเจรจากับผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง
1.3 ส่วนกรณีที่มีทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายค้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และตัวแทนรัฐบาล ลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีเพื่อติดตามปัญหาการลักลอบทิ้งขยะ กากอุตสาหกรรม และประเด็น EEC นั้น เครือข่ายระบุว่า เดิมคาดหวังว่าการลงพื้นที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา รวมถึงรับฟังข้อเรียกร้องเรื่องการหยุดขยาย EEC แต่สุดท้ายกลับไม่มีคำสั่งหรือเอกสารอย่างเป็นทางการมายืนยันจึงมองว่าเป็นเพียงการเคลื่อนไหวทางการเมืองมากกว่าการแก้ไขปัญหาของประชาชน
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งจึงประกาศ ยืนหยัดชุมนุมต่อไปจนกว่าจะได้รับเอกสารการลงนามยุติการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรีจากนายกรัฐมนตรี พร้อมยืนยันว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสันติ และเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเปิดประตูศาลากลางลงมาพูดคุยกับประชาชน และนำข้อเสนอของเครือข่ายเสนอต่อรัฐบาล
2) ล่าสุด (19 ส.ค.2569) นายสุชาติชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะผู้แทนรัฐบาลที่ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเรียกร้องจาก “เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” และพี่น้องประชาชน กรณีความกังวลเกี่ยวกับการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ว่า
“ปราจีนบุรีไม่ได้อยู่ใน EEC” โดยปัจจุบันเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ยังคงมีเพียง 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทราเท่านั้น ดังนั้น ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า จังหวัดปราจีนบุรีไม่ได้อยู่ในแผนพื้นที่ EEC และรัฐบาลจะพิจารณาการพัฒนาพื้นที่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ข้อมูลทางวิชาการ และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญ
“รัฐบาลรับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง การพัฒนาประเทศต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ใช่การพัฒนาเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว สำหรับ EEC วันนี้มีเพียง 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ส่วนปราจีนบุรีไม่ได้อยู่ใน EEC ขอให้ประชาชนมีความมั่นใจในเรื่องนี้” นายสุชาติ กล่าว
และว่า การพัฒนาพื้นที่ใดๆ รัฐบาลจะต้องคำนึงถึงความพร้อมของพื้นที่ ผลกระทบสะสม ความเหมาะสมด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความต้องการของประชาชนในพื้นที่ควบคู่กัน โดยเฉพาะจังหวัดปราจีนบุรีซึ่งมีทั้งพื้นที่เกษตร แหล่งน้ำพื้นที่ป่า และชุมชน จึงต้องรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การดูแลสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน
3) ก่อนหน้านี้ มีรายงานข่าวระบุว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 20 พฤษภาคม 2569นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ได้มีการรับทราบ “ผลการศึกษาโครงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” ที่ สกพอ. ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของการกำหนดให้ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม
โดยรายงานการศึกษาได้ระบุถึง “ปัจจัยสนับสนุน 4 ข้อ” ที่ทำให้จ.ปราจีนบุรี มีความเหมาะสมหากจะขยายพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดดังกล่าว ได้แก่
1.มีความโดดเด่นด้านทำเลที่ตั้ง ข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่ โดยปราจีนบุรีมีทำเลที่ตั้งที่เชื่อมต่อระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีผังเมืองและนิคมอุตสาหกรรมสามารถรองรับการลงทุนใหม่ได้ในอนาคต
2.ความสอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่EECมีโรงงานกว่า 25% ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเกษตรแปรรูป และมีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่สมบูรณ์แบบและแรงงานทักษะสูงในระบบโรงงานอุตสาหกรรม
3.การเป็น “ศูนย์กลางเมืองสมุนไพรของประเทศ” รวมทั้งเป็นเมืองเกษตรแปรรูป ที่มีความโดดเด่น ที่สามารถต่อยอดอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรในอนาคต
4.โครงสร้างพื้นฐานมีความพร้อม มีถนนเชื่อมโยงพื้นที่ EEC และใกล้กรุงเทพฯ รวมทั้งมีเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อไปยังท่าเรือสำคัญ โดยมีระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ และสนามบินสุวรรณภูมิเพียง 1.5 - 2 ชั่วโมงและมีถนนเส้นทางสายหลัก เช่น มีทางหลวงแผ่นดินสายสำคัญ เช่น ถนนสุวินทวงศ์ (ทางหลวงหมายเลข 304)และถนนสุวรรณศร (ทางหลวงหมายเลข 33) รองรับการขนส่งหนักเชื่อมต่อไปยังท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือมาบตาพุด
นอกจากนั้นมีความพร้อมทรัพยากรน้ำที่มีเพียงพอสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเพิ่มขึ้น โดยมีแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ เช่น แม่น้ำปราจีนบุรีและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่จะช่วยรองรับความต้องการใช้น้ำในภาคการผลิตได้อย่างเพียงพอ
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กพอ.มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระยะเร่งด่วนภายใน 1-2 ปี ที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และมีโครงการสำคัญ คือ การจัดการขยะชุมชน ด้วยการจัดตั้งโรงไฟฟ้าจากขยะอย่างครบวงจร การจัดการน้ำเสียชุมชน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ก่อนจะมีการเสนอ กพอ.พิจารณา และเสนอ ครม.พิจารณาตามขั้นตอน
4) มีข้อมูลด้วยว่า นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ “EECO” กล่าวว่า จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่าปราจีนบุรี มีความเหมาะสมมากที่สุด และมีความเป็นไปได้สูงที่จะสามารถขยายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษรวมกับพื้นที่ EEC เพราะสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมและการพัฒนาเมืองได้ โดยจะต้องมีการออกเป็นพระราชกฤษฎีกาเพื่อขยายพื้นที่ EEC ซึ่งคาดว่าในกระบวนการสามารถดำเนินการได้ภายในปีหน้า
5) ทั้งนี้ การขยายพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรีไม่ได้มองเฉพาะให้เกิดการลงทุนใหม่เท่านั้น แต่มีเป้าหมายปรับเปลี่ยนการลงทุนเดิมสู่ “อุตสาหกรรมใหม่สีเขียว” โดยเฉพาะภาคบริการ เช่น บริการที่รองรับสังคมผู้สูงอายุ สุขภาพ การแพทย์ และการท่องเที่ยวคุณภาพสูง ถือว่าเป็นประโยชน์โดยเฉพาะในด้านพื้นที่ที่เพิ่มมากขึ้น เหมาะสมกับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการพื้นที่จำนวนมาก จัดการระบบขนส่งได้ดีขึ้น และมีสาธารณูปโภคที่มีความพร้อม
ทั้งนี้ หลังจากที่ กพอ.เห็นชอบในหลักการในการขยายพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี EECO จะรับความเห็นและข้อสังเกตต่างๆ จากกรรมการ กพอ. ไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม และนำมาเสนอ กพอ. พิจารณาอีกครั้งเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
สรุป : ฟังดู แนวทางการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี มีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน และสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ แต่ “การสื่อสาร” กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างไร จึงออกมาในรูปแบบของ “ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ” มีความกริ่งเกรงกังวลว่า“ปราจีนบุรีจะกลายเป็นถังขยะ” ของโรงงานอุตสาหกรรม และขยะพิษทั้งหลาย ซึ่งผิดไหมที่ภาคประชาชนจะหวาดระแวง ตอบว่า-ไม่ผิดเลย
ปราจีนบุรี เป็นอาณาจักรสมุนไพรของ “อภัยภูเบศร” หากการพัฒนาจะตั้งหลักจากจุดนั้น ยกระดับ พัฒนาเทคโนโลยี ประสานภาคการเกษตรแบบอินทรีย์เข้ากับกระบวนการผลิตที่ทันสมัย มีงานวิจัยรองรับดั่งที่ทำมา หาตลาดเพิ่ม ปราจีนบุรีจะเป็น EEC ที่ไม่ใช่ภาพหลอนเก่าๆ แบบที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้าในจังหวัดข้างเคียง
ปัญหาอยู่ที่ รัฐจะสื่อสารอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจ และมาร่วมเป็นกำลังผลักดันให้ปราจีนบุรีดีขึ้น ในฐานะ “เมืองสมุนไพรโลก” และเมืองสุขภาพ ไม่ใช่ถังขยะกากของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม
จุดสำคัญอยู่ที่ตรงนี้เท่านั้นเอง!!
จิตกร บุษบา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

