คอลัมน์ : เส้นใต้บรรทัด

ปราจีนบุรี : ประชาชน สารพิษ และการถูกทอดทิ้ง
“ปราจีนบุรี” เป็นจังหวัดที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร ศูนย์กลางแห่งอำนาจ การสั่งการ งบประมาณ และสื่อมวลชน แต่ในความไม่ไกลนี้ กลับเป็นจังหวัดที่รัฐบาล “ไม่เห็น” จึงถูกทอดทิ้งให้ “แช่น้ำ”ที่มี “สารเคมีปนเปื้อน” นานแรมเดือน หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม
ความรับผิดชอบที่กระจัดกระจายอยู่ในกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ทำให้เรื่องนี้ไม่มีใครเร่งรีบ “เป็นเจ้าภาพ” นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้บัญชาการ รัฐมนตรีจึงไม่มีใครใส่ใจ “เสนอหน้า” ปราจีนบุรีจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกทอดทิ้ง หาทางรอดเอาเองตามยถากรรม
1) ล่าสุด เห็น นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนในจังหวัดปราจีนบุรี โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เร่งตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่ประชาชนใช้ในการอุปโภคบริโภค หลังมีรายงานประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากสถานการณ์น้ำท่วมและกรณีน้ำซึมจากบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม ขณะที่กรมควบคุมโรครายงานผลการคัดกรองสุขภาพประชาชน พบว่าส่วนใหญ่มีอาการทางผิวหนัง จึงจำเป็นต้องเร่งตรวจสอบแหล่งกำเนิดและเส้นทางการแพร่กระจายของสารปนเปื้อน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษจะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม หากพบหลักฐานยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างสารปนเปื้อนกับแหล่งกำเนิดมลพิษ จะประสานหน่วยงานผู้มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนเพิ่มเติม
“รัฐบาลมีความห่วงใยต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการใช้น้ำในชีวิตประจำวัน จึงได้เร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ทั้งนี้ การตรวจสอบจะต้องเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ โปร่งใส และตรวจสอบได้ หากพบแหล่งกำเนิดมลพิษที่เป็นสาเหตุของปัญหา จะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ” นางสาวลลิดา กล่าว
2) ท่านรองโฆษกและท่านรัฐมนตรีทราบไหม ว่าในวิกฤตน้ำท่วมและสารเคมีรั่วไหลที่ปราจีนบุรี ประชาชนต้องเผชิญหน้าและทนอยู่กับน้ำปนเปื้อนสารเคมีส่งกลิ่นเหม็นนาน ร่วม 2 สัปดาห์ ไปจนถึงเกือบ 1 เดือน (ขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้นของมาตรการจัดการเด็ดขาดในแต่ละจุด) กว่าที่ภาครัฐส่วนกลางและรัฐมนตรีจะยกระดับสั่งการแบบเบ็ดเสร็จ โดยมีไทม์ไลน์ระยะเวลาการทำงานและช่องว่างที่ล่าช้าแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลักๆ ดังนี้ครับ
1.จุดเริ่มต้นและช่วงที่ต้อง “ทนแบกรับปัญหาเอง” (ประมาณ 1–2 สัปดาห์แรก)
• ช่วงปลายเดือนกันยายน: ชาวบ้านในต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ เริ่มร้องเรียนเรื่องน้ำเสียจากบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมไหลทะลักและพบ “คราบน้ำมันสีรุ้ง” ยาวกว่า 1 กิโลเมตร ตั้งแต่ช่วงวันที่ 28-29 กันยายน
• การตอบสนองที่ล่าช้า: ในช่วงแรกหน่วยงานรัฐในท้องถิ่นและจังหวัดดำเนินการล่าช้าและค่อนข้างเงียบ ต่อมาวันที่ 9–10 ตุลาคม ปลากระชังและปลาธรรมชาติเริ่มลอยตายเป็นจำนวนมาก ประชาชนและเกษตรกรต้องทนอยู่กับน้ำเสียและกลิ่นเหม็นรุนแรงโดยที่ยังไม่มีมาตรการอพยพหรือสั่งปิดโรงงานอย่างเป็นรูปธรรม
2. รัฐเริ่มขยับสั่งการเฉพาะหน้า (หลังผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์)
• วันที่ 13–15 ตุลาคม: กระทรวงอุตสาหกรรมและกรมโรงงานฯ เริ่มมีคำสั่งให้โรงงานผู้ต้องสงสัยหยุดประกอบกิจการชั่วคราวเพื่อปรับปรุง และมีการนำทุ่นกักน้ำมัน (Boom) ไปวางเพื่อสกัดคราบน้ำมัน ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 15 วัน นับจากที่ชาวบ้านเริ่มเจอคราบสีรุ้งครั้งแรก
• ปัญหาในช่วงนี้: รัฐยังคงยืนยันในช่วงแรกว่าเป็นเพียง “คราบน้ำมันทั่วไป ไม่มีสารพิษอื่นปนเปื้อน” ทำให้ประชาชนยังไม่ได้ระวังตัวเต็มที่ จนกระทั่งเริ่มมีอาการผื่นคัน ตุ่มน้ำใส และผิวหนังอักเสบแพร่กระจายในชุมชน
3. การเข้าจัดการเชิงรุกระดับนโยบาย (หลังผ่านไปเกือบ 1 เดือน)
• ช่วงหลังวันที่ 20 ตุลาคม เป็นต้นไป: วิกฤตเริ่มลุกลามหนัก คราบน้ำสีดำไหลเข้าคลองธรรมชาติและกระจายวงกว้างไปถึง 3-4 อำเภอ ประชาชนกว่า 2,000 คนรวมตัวกดดันอย่างหนักให้ปิดโรงงาน
ขยะพิษถาวร
• การตื่นตัวของส่วนกลาง: รัฐมนตรีและหน่วยงานระดับกระทรวงเพิ่งลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างจริงจัง สั่งปิดโรงงานขยะเพิ่มเติม และผลักดันการตรวจสุขภาพเชิงรุกและจัดตั้งศูนย์ EOC ในช่วงปลายเดือนตุลาคม ซึ่งคิดเป็นเวลาเกือบ 1 เดือนเต็ม ที่ชาวบ้านต้องเผชิญและร้องเรียนปัญหาทางสิ่งแวดล้อมนี้
3) หน่วยงานที่ต้องร่วมรับผิดชอบและได้รับเสียงวิจารณ์ต่อเหตุการณ์นี้ กระจายอยู่ภายใต้ 4 กระทรวงหลัก ซึ่งมีบทบาทหน้าที่และขอบเขตความรับผิดชอบทั้งในแง่การควบคุม การเฝ้าระวัง และการเยียวยา ดังนี้ครับ
1. กระทรวงอุตสาหกรรม (ต้นตอปัญหาและการกำกับดูแลโรงงาน)
เป็นหน่วยงานหลักที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุด เนื่องจากมีหน้าที่ควบคุมดูแลนิคมอุตสาหกรรม โรงงานรีไซเคิล และบ่อฝังกลบกากสารเคมีโดยตรง
• หน่วยงานในสังกัด: กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (สอจ.)
• ความรับผิดชอบ: การอนุมัติใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) การตรวจตราความปลอดภัยของบ่อกักเก็บสารเคมีไม่ให้รั่วไหลเมื่อเกิดอุทกภัย รวมถึงการใช้อำนาจสั่งปิดโรงงานและดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้ประกอบการที่ลักลอบปล่อยกากพิษ
2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (การตรวจวัดมลพิษและการฟื้นฟู)
มีหน้าที่โดยตรงในการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และเป็นผู้ตรวจสอบการปนเปื้อนในดิน น้ำ และอากาศ
• หน่วยงานในสังกัด: กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และ กรมสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต
• ความรับผิดชอบ: ตรวจวิเคราะห์สารเคมีปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติ ประกาศแจ้งเตือนภัยด้านมลพิษแก่ประชาชน และเป็นหน่วยงานที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากกรณี “สลับค่าผลตรวจสารเคมี” นอกจากนี้ยังต้องรับผิดชอบการฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำที่เสียหายร่วมกับกรมประมง (กระทรวงเกษตรฯ)
3. กระทรวงสาธารณสุข (การดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน)
รับผิดชอบผลกระทบทางกายภาพและสุขภาพของประชาชนที่สัมผัสหรือดื่มกินน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมี
• หน่วยงานในสังกัด: กรมควบคุมโรค และ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี (สสจ.)
• ความรับผิดชอบ: จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) คัดกรองและรักษาโรคผิวหนังหรืออาการทางเดินหายใจของชาวบ้าน วางแผนสุ่มตรวจหาสารเคมีตกค้างในร่างกายระยะยาว และตรวจสอบความปลอดภัยของห่วงโซ่อาหารในพื้นที่
4. กระทรวงมหาดไทย (การบริหารจัดการภัยพิบัติและการปกครองท้องถิ่น)
มีบทบาทควบคุมกลไกในพื้นที่ทั้งหมด ตั้งแต่ระดับจังหวัดไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
• หน่วยงานในสังกัด: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และ ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี
• ความรับผิดชอบ: เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์น้ำท่วม จัดสรรงบประมาณและจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย รวมถึงควบคุมกำกับดูแล อบต. และเทศบาล ในการอนุมัติผังเมืองระดับท้องถิ่นและการออกใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ปัญหาใหญ่คือ การขาดการบูรณาการร่วมกันตัวอย่างเช่น กระทรวงมหาดไทยดูแลน้ำท่วม กระทรวงอุตสาหกรรมดูแลโรงงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตรวจน้ำเสีย กระทรวงสาธารณสุขดูแลปัญหาสุขภาพ เมื่อเกิดเหตุซ้อนทับกัน จึงไม่มีหน่วยงานใดเจ้าภาพหลักในการตัดสินใจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยิ่งไม่ใช่จังหวัดสำคัญ ไกลสื่อ และนายกฯ ไม่กล่าวถึง การทำงานด้วยระบบ “สอพลอ-เอาหน้า” จึงละเลย เพิกเฉย และปล่อยข้าราชการประจำกับประชาชน หาทางรอดกันเองเอา
ซึ่งขอกล่าวตรงๆ ว่า “น่าเศร้าฉิบหาย”
จิตกร บุษบา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

